ตอนที่ 539 บนท้องทะเลยังคงมีภัยใหญ่
หวังทงถามคำถามนี้ออกมา เหลียงเต้าเฉิงก็อึ้งไป ก่อนจะคุกเข่าลงทันทีพลางร้องไห้คร่ำครวญ สะอึกสะอื้นว่า
“ข้าน้อยคิดว่าซื้อธงนี้แล้ว ก็จะเดินเรือได้อย่างก็ไร้กังวล แต่ใครจะรู้เล่าว่าจะเป็นเช่นนี้……”
ในยุคสมัยนี้ ผืนทะเลตะวันออกมีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือโจรสลัด และเป็นโจรสลัดจากแผ่นดินหมิง
ตั้งแต่ปลายสมัยเจิ้งเต๋อมา โจรสลัดแผ่นดินหมิงก็เหิมเกริมขึ้น ออกอาละวาดไม่หยุด กลืนกินกันเอง และเริ่มมีมีสถานะมั่นคง
หากแค่ปล้นชิงก็เหมือนการฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ ไม่มีประโยชน์อันใดกับโจรสลัด ดังนั้นตั้งแต่สมัยหลงชิ่งมา บนท้องทะเลมีกฎระเบียบหนึ่งว่า พ่อค้าทะเลหากซื้อธงกับโจรสลัด ใช้เงินราวหนึ่งสองสามพันตำลึงซื้อธงมาแขวนบนเรือ จากนั้นทั้งปีก็จะสามารถแล่นเรือไปมาได้อย่างไร้กังวล
ก็เหมือนกับการตั้งด่านบนท้องทะเล โจรสลัดมีอำนาจมาก พ่อค้าไม่อาจไม่ทำเช่นนี้หากต้องการความปลอดภัย รายได้การขายธงนั้นมั่นคงและก้อนโต ทำให้อำนาจโจรสลัดยิ่งขยายอิทธิพล
แต่มองอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการรักษาเสถียรภาพของการค้าทางทะเลด้วยเช่นกัน พวกโจรสลัดก็ย่อมพยายามรักษาเอาไว้ให้ดี
จากข่าวที่หวังทงรู้มา เรือพ่อค้าติดอาวุธของฟะรังคี (สเปน) จากเกาะลูซอนเคยปล้นชิงเรือพ่อค้าแผ่นดินหมิงหลายลำ จากนั้นโจรสลัดก็เริ่มไล่ล่าสังหารเรือติดอาวุธพวกนั้น ชาวฟะรังคีบนเรือตายเรียบ สินค้าแย่งชิงกลับคืนมาได้ จากนั้นยังตามไปเผาท่าเรือเกาะลูซอน ทำให้ชาวทะเลใต้ตกใจหวาดกลัวกันอย่างมาก
ไม่ต้องกล่าวถึงพวกประเทศวัวที่มีชื่อเสียงเรื่องปลอมตัวเป็นโจรสลัด หลังเกิดเรื่องก็ถูกโจรสลัดหมิงกวาดทำลายล้างไปหมด สุดท้ายก็ได้แต่อาศัยพ่อค้าประเทศวัวที่อาศัยบริเวณเมืองท่าซาไกมาไกล่เกลี่ยให้จบเรื่อง
การลงโทษและตอบโต้อย่างไม่ไว้หน้า ทำให้คนไม่กล้าแตะต้องอำนาจโจรสลัดหมิงอีก
ทุกคนคิดเช่นนี้ หวังทงรู้สึกอึดอัดใจ ทะเลหมิงถึงกับต้องอาศัยโจรสลัดหมิงมาดูแล แต่ก็ยังเชื่อในอิทธิพลของโจรสลัดหมิง
นี่เป็นเรื่องแปลก เหลียงเต้าเฉิงแขวนธงราชาไตรธารา ยังถูกปล้นได้ ตามความเข้าใจของหวังทง ตอนนี้อิทธิพลใหญ่บนท้องทะเลก็คือเสิ่นหวั่ง เป็นผู้ใดกันที่หาญกล้าเพียงนี้
เหลียงเต้าเฉิงมีคน 300 เรือ 7 ลำ เห็นหลายสิบคนเมื่อครู่ พวกที่ถือดาบออกสู้ได้น่าจะมีไม่น้อย สามารถกินรวบเรือเหล่านี้ไปได้ ย่อมต้องไม่ใช่พวกกุ้งหอยปูปลาที่ออกปล้นธรรมดา
พวกที่หาญกล้าเหิมเกริมเช่นนี้ ส่งไปให้ราชาไตรธาราเสิ่นหวั่งจัดการ ดูท่าทางการพูดของเหลียงเต้าเฉิง บางครั้งยังมีอาการหยุดคิด หรือว่าเป็นพวกต้มตุ๋น
ร้านประกันภัยเป็นเรื่องใหม่ แต่ระเบียบก็ไม่ยากที่จะวางแผน กาหลอกเอาประกันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้เทคนิคมากมายอันใด หวังทงรู้ดีแก่ใจ
หากว่าเหลียงเต้าเฉิงสูญเรือ 6 ลำและตายไป 200 คน เงินห้าหมื่นตำลึงนี้ชดใช้ให้ไม่นับว่ามากมายอันใด แต่หากว่าเรือแล่นหนีมาเช่นนี้ได้ลำหนึ่งพร้อมกับคนที่บาดเจ็บหลายคน เงินห้าหมื่นนี่ก็นับว่ามากเกินไปแล้ว
“เจ้าทำใจให้สงบก่อน เจ้าลงหุ้นในร้านประกันภัย เซ็นสัญญาไว้แล้ว ขอเพียงถูกต้องตามเกณฑ์ ย่อมจ่ายเจ้าครบ แต่เรื่องนี้เร่งร้อนไม่ได้ ตัวเลขไม่น้อย อย่างไรก็ต้องตรวจสอบก่อน”
ตั้งแต่หวังทงถามคำถามมา เหลียงเต้าเฉิงก็เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด ก็เหมือนเป็นเรื่องจริงอยู่ ไม่เหมือนมีเรื่องลวงอันใด ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ก็เอาแต่โขกศีรษะขอบคุณนายท่าน
*************
ลูกน้องทังซานมีหลายสิบคนเป็นเจ้าหน้าที่ที่เคยเป็นโจรสลัดมาก่อน เมื่อสอบถามก็ย่อมได้ความจริง ตอนหวังทงกลับจวน ข่าวก็ส่งมาแล้ว
เป็นเรือเจ็ดลำจริง ขนผ้าฝ้ายมาจากเมืองซงเจียง จากทางใต้มาถึงเทียนจิน ระหว่างทางเจอโจรสลัด ต่อสู้อย่างหนักจึงสลัดหลุดมาได้
สิ่งที่ถามได้ความมาก็มีข้อน่าสงสัยอยู่ เช่นบอกว่าพวกโจรสลัดเองก็แขวนธงดำแถบขวางสีขาว และตอนประชิดเรือยังบอกว่าตรวจสอบธง ปรากฏว่าขึ้นเรือมาสังหาร พวกโจรสลัดมีกันถึง 12 ลำ คนบนเรือก็เก่งกล้าสามารถ ตะโกนเสียงดัง ราวกับว่าเป็นสำเนียงจีนแถบกวางตุ้ง
ร่องรอยนี้ไม่ได้ทำให้เรื่องราวอันใดกระจ่างขึ้น กลับยิ่งทำให้สับสนมากขึ้น เรือ 12 ลำ สำเนียงกวางตุ้ง ขนาดกองกำลังใหญ่เช่นนี้พร้อมแขวนธงดำแถบขวางสีขาว กลุ่มโจรนี้นอกจากคนของราชาไตรธาราแล้ว ผู้ใดจะกล้าทำเช่นนี้ได้
หวังทงคิดอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงด้านนอกรายงานดังมาว่า
“ใต้เท้า พ่อบ้านร้านหลูไห่มีเรื่องขอพบ!”
ได้ยินรายงาน หวังทงก็ตบโต๊ะดัง ทำเอาหยางซือเฉินตกใจ หวังทงลุกขึ้นยืนกล่าวว่า
“เป็นราชาไตรธารานั่นแหละลงมือ!”
เมื่อครู่คิดผิดทางไปหน่อย คิดหนักอยู่ว่าบนท้องทะเลจะมีผู้ใดใจกล้าเทียมฟ้าแตะต้องอำนาจราชาไตรธารา แต่ราชาไตรธาราเสิ่นหวั่งเป็นโจรสลัด โจรสลัดทำงานอะไร ว่ากันให้ถูกต้อง โจรสลัดก็คือพวกปล้นชิงบนท้องทะเล อำนาจใหญ่เพียงนี้ ลงมือเหิมเกริมเพียงนี้ ไม่ใช่คนของราชาไตรธาราแล้วผู้ใดจะกล้าทำเช่นนี้!
เมื่อคิดออก ในใจหวังทงก็กระจ่าง ความรุ่งเรืองเทียนจินในวันนี้เกี่ยวพันกับราชาไตรธาราอย่างมาก หากไม่มีข้อตกลงร่วมกันกับพวกโจรสลัด ให้พวกเขาได้มีโอกาสร่ำรวยที่เทียนจิน เส้นทางการค้าทางทะเลถูกโจรสลัดปล้นไปล่ะก็ พ่อค้าทั้งหลายก็ย่อมเลือกเส้นทางคลองส่งน้ำขนสินค้าเพื่อความปลอดภัย
เหตุอันใดที่ทำให้พวกโจรสลัดเริ่มออกปล้นที่เทียนจิน ผลประโยชน์ที่ได้มาหรือว่ามากกว่าเทียนจินให้กัน พวกโจรสลัดเองก็มีการค้า ที่นี่สำหรับพวกเขาแล้ว นับว่าเป็นห่านออกไข่ทองคำเลยทีเดียว
*************
คิดกลับไปกลับมา หวังทงจัดชุดให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปพบแขกที่มาขอพบ
คนใหญ่คนโตร้านหลูไห่ นอกจากพวกที่ทำการค้าขาวสะอาดแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นชายฉกรรจ์ผิวดำ เป็นพวกลูกทะเล ผ่านคลื่นลมทะเลมานาน กล่าวให้ถูกก็คือหัวหน้าโจรสลัดนั่นเอง
พ่อบ้านหวังท่านนี้ก็มีท่าทางเช่นนี้ มือเท้าหนา ร่างกำยำ ผิวกายดำ รอยย่นลึกราวกับสลักด้วยมีด เห็นแล้วนึกว่าอายุ 50 ขึ้น คนสองคนที่ติดตามมาแม้ว่าเหมือนกัน หากดูแข็งแกร่งกว่าสักหน่อย
พอเห็นหวังทงเข้ามา ทั้งสามคนก็โขกศีรษะคำนับนอบน้อม หวังทงให้พวกเขานั่งลงแล้วก็กล่าวขอบคุณอีกครั้ง ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ
หวังทงเปิดฉากถามตรงๆ ไปว่า
“มีขบวนเรือมาจากเขตปกครองใต้ถูกปล้น เรื่องนี้พวกเจ้ารู้กระมัง เถ้าแก่เสิ่นพวกเจ้ามีสถานะใดบนท้องทะเล ทุกคนล้วนรู้ ร้านหลูไห่ลงทุนในร้านประกันภัยเราไม่น้อย ชดใช้มากมายเพียงนี้ พวกเจ้าเองก็ได้รับความเสียหาย แต่จ่ายไปก็ยังได้มากระมัง”
อย่างไรก็เป็นการเจรจาสุภาพแบบวงขุนนาง บางวาจาไม่น่าฟังบางอย่างไม่อาจกล่าวกระจ่างเกินไปนัก การกล่าวเพียงแค่นี้ ทุกคนย่อมรู้ดีแก่ใจ คิดไม่ถึงว่าพ่อบ้านหวังผู้นั้นกลับกล่าวน้ำเสียงตัดพ้อว่า
“วาจานายท่าน นายท่านเราก็คิดไว้แล้ว มีคำตอบให้นายท่านแล้ว นายท่านไม่ใช่ว่าสร้างโรงต่อเรือที่เทียนจินหรอกหรือ ในมือก็มีเรือต่างชาติอยู่ หากเจอพวกโจรสลัด นำทัพออกไปปราบก็ได้ ร้านประกันภัยในเมื่อตั้งระเบียบแล้ว ควรชดใช้ก็ชดใช้ไป ร้านหลูไห่ก็ทำการค้า อย่างไรก็เข้าใจธรรมเนียมนี้”
นายทหารในห้องสีหน้าโมโห หากหวังทงสีหน้ำเย็นเยียบ ตามมาด้วยรอยยิ้มกล่าวว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ร้านประกันภัยก็จ่ายไปตามระเบียบก็แล้วกัน”
วาจากล่าวถึงตรงนี้ ย่อมไม่มีอันใดให้กล่าวกันต่อ กล่าวจบคำว่า “แล้วแต่นายท่านจัดการ” ทั้งสามคนจากร้านหลูไห่ก็ขอตัวกลับไป
************
“ใต้เท้า ให้ข้าน้อยส่งคนไปจับตัวคนร้านหลูไห่มาดีหรือไม่ พวกโจรชั่ว ได้รับบุญคุณใต้เท้าจึงได้มีที่ยืน กลับเหิมเกริม ไม่รู้จักดีชั่วจริงๆ !”
ซุนต้าไห่ตะโกนดัง ถานเจียงข้างๆ กลับกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“นายท่าน โจรพวกนี้หากท่านถอยหนึ่งก้าว เขาเข้าก็จะก้าวเข้ามาสามก้าว ยิ่งปล่อย ก็ยิ่งเหิมเกริม อย่างไรก็ลงโทษไว้ก่อนดีกว่า”
หวังทงค่อยๆ ส่ายหน้า กล่าวว่า
“ในมือเรามีเรือเท่าไรกัน หากว่ามีเรื่องหมางใจกัน ราชาไตรธาราปล่อยให้ปล้นได้หมด เส้นทางทะเลเทียนจินก็จะถูกตัดขาดทันที ไหนเลยยังจะมีคนมาอีก แต่ทว่า เรื่องพวกนี้ก็แปลก เก็บเงินค่าคุ้มครองไปแล้ว ได้มากกว่าปล้นอีก ยังมีการค้าที่ยืนยาวอีก เหตุใดจึงคิดสั้นเช่นนี้”
“นายกองร้อยจางมาถึงแล้ว!”
ด้านนอกเสียงทหารรายงานดังมา จางซื่อเฉียงตอนนี้แม้ว่าตรวจดูอยู่ริมคลองส่งน้ำ แต่เขาก็ยังมีหน้าที่เป็นนายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรด้วยเช่นกัน จึงได้เรียกขานเช่นนี้
พอเข้ามาในห้อง จางซื่อเฉียงเห็นหวังทงพยักหน้า ก็ก้าวเข้าไปรายงานว่า
“เมื่อครู่เหล่าหวังนั่นได้กล่าวถึงที่มาที่ไป เสิ่นหวั่งรู้เรื่องที่เราต่อเรือ ดังนั้นจึงกล่าววาจาเช่นนั้น แต่เรือที่ซื้อธงไว้คุ้มครองพวกเขาไม่แตะต้อง……”
เหล่าหวังก็คือพ่อบ้านหวังที่มาเมื่อสักครู่ พ่อบ้านหวังผู้นี้อายุมาก ลูกหลานล้วนตั้งรกรากที่เทียนจิน ไม่คิดอยากออกทะเลก็ต้องเอาใจทางการ ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นสายขององครักษ์เสื้อแพรที่วางไว้ในร้านหลูไห่ ภายนอกก็ต้องทำให้เต็มที่ แต่ส่วนตัวก็ไม่มีอันใดไม่บอกกล่าว
พวกโจรสลัดย่อมไม่พอใจที่เทียนจินจะต่อเรือเอง การค้าร้านหลูไห่ยิ่งทำยิ่งใหญ่ พวกโจรปล้นชิงไม่สู้ขนสินค้าไปขายให้พวกประเทศวัว เงินก้อนโตเข้าบัญชี และเพราะความรุ่งเรืองของเทียนจิน เรือไปมาเหนือใต้ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนมากมายต่อเรือออกทะเล นี่เป็นการเพิ่มเส้นทางการเงินให้กับพวกโจรสลัดก้อนโต
แต่เงินก้อนนี้เป็นเงินที่เสิ่นหวั่งและบรรดาหัวหน้าได้ไป ลูกน้องระดับล่างไม่ได้ประโยชน์อันใด จึงเกิดความขัดแย้ง ในปีนั้นที่กู้เหล่าหู่นำโจรสลัดหลายพันบุกโจมตียามค่ำคืน ก็ด้วยเหตุนี้
ตอนนี้ก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้รุนแรง พวกเสิ่นหวั่งก็ย่อมไม่อาจคุมอยู่ ได้แต่มาอธิบาย เส้นทางแต่ละแห่งมายังเทียนจินไม่ให้แตะต้อง นอกจากนี้ ก็ให้ลงมือกันได้ตามสบาย
กล่าวถึงตรงนี้ หวังทงเองก็งง ในเมื่อไม่แตะต้อง เหลียงเต้าเฉิงไหนเลยจะถูกปล้นได้ เขาคิดอย่างสงสัย กล่าวว่า
“ไปสั่งให้ทังซานสอบสวนอีกครั้ง เหลียงเต้าเฉิงก่อนมาเทียนจินไปที่ใดมา ลืมนึกเรื่องนี้เลย……”
อึ้งไปครู่หนึ่ง หวังทงก็ส่ายหน้ากล่าวขึ้นว่า
“ไม่ว่าอย่างไร เสิ่นหวั่งก็เป็นตัวต้นเรื่อง!”
