ตอนที่ 552 ราวหนูราวกระต่าย ไยกล้าเรียกว่าทหาร
เห็นรอยเลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่าง ชายกลุ่มใหญ่พร้อมเกราะและอาวุธยืนอยู่หน้าประตู วานรทะเลผงะถอยหลังด้วยสัญชาติญาณ ได้ยินอีกฝ่ายถาม ก็ยิ่งรู้งาน
วานรทะเลเป็นฉายาในวงการ ในพื้นที่เหรินชวนนี้ ไม่ว่าชาวฮั่นหรือเกาหลีก็ล้วนเรียกเขาว่า นายท่าน พวกที่สถานะต่ำต้อยยิ่งเรียกสูงส่งยิ่งขึ้นว่า นายท่านใหญ่
“ทิ้งไม้จิ้มฟันในมือเจ้าซะ ไม่เช่นนั้นจะตัดมือเจ้าทิ้ง!”
หวังทงยกดาบในมือชี้ไปที่มีดสั้นในมือวานรทะเล ทหารรอบกายต่างหัวเราะดังพร้อมกัน วานรทะเลสวมเพียงแค่ร้องเท้าข้างเดียว อีกข้างเท้าเปล่า ได้ยินหวังทงสั่งก็ถอยหลังไปสองก้าว
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เห็นหวังทงยกดาบทำท่าจะฟันก็รีบโยนมีดสั้นในมือทิ้ง หญิงสาวข้างกายหลายนางพยายามหลบเข้าไปในเตียงนอนอย่างสุดชีวิต วานรทะเลไม่อาจสนใจอันใดอีกแล้ว กรอกตาไปมา ตะโกนดังว่า
“พวกเจ้าเป็นใครกัน ข้าเป็นคนราชาไตรธารา……”
“หลายวันก่อนเจ้าปล้นเรือจากเทียนจินใช่หรือไม่?”
ได้ยินหวังทงถาม วานรทะเลก็อึ้งไป ก่อนจะรีบตะโกนดังว่า
“เรือพวกนั้นเห็นชัดว่ามาค้าขายที่เหรินชวน จากนั้นค่อยไปเทียนจิน……”
กล่าวไม่ทันจบ หวังทงก็ยิ้มขัดจังหวะขึ้น กล่าวว่า
“เรือนั้นอย่างไรก็มีสายสัมพันธ์กับเทียนจิน เจ้าไม่รู้จักดูตาม้าเรือ ดังนั้นจึงต้องยืมหัวเจ้ามาสำแดงบารมีข้าแล้ว”
วานรทะเลตัวสั่นเทา วิ่งกลับไปด้านหลัง ก็ติดกับเตียง ตะโกนเสียงแหบพร่าว่า
“ราชาไตรธารากับเทียนจินทำสัญญากัน ไม่ได้รวมเส้นทางนี้นี่ ปล้นแล้วจะทำไม เจ้ากล้ามาลงมือที่นี่ ไม่กลัวราชาไตรธาราตามไปแก้แค้นหรือไง?”
“ข้านี่แหละสังหารกู้เหล่าหู่ ราชาไตรธารายังมาทำการค้ากับข้าถึงที่อย่างเกรงใจ สังหารเจ้าทิ้ง เจ้ามันตัวอันใด……”
หวังทงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาใส่ ดาบในมือสะบัด ก้าวเข้าไปในห้อง เสียงสังหารด้านนอกค่อยๆ เงียบลง ร่างสู.ของหวังทงในชุดเกราะพร้อมดาบในมือ แสงอาทิตย์สาดแสงเข้ามาในห้องด้านหลังเขา ในสายตาวานรทะเลแล้ว ก็เหมือนกับองค์เทพเจ้า อานุภาพยิ่งใหญ่เกรียง
เห็นดาบในมือหวังทง วานรทะเลก็ตัวอ่อนยวบ ล้มพับลงกับพื้นอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้ ในตอนนั้นเอง ทหารด้านหลังหวังทงก็รายงานว่า
“ใต้เท้า ทหารเกาหลีมา!”
หวังทงหยุดชะงัก ทหารผู้นั้นกล่าวอย่างร้อนใจว่า
“ใต้เท้า เมื่อครู่ล้อมปราบโจร มีสองคนหนีไปได้ พี่น้องเราแม้ว่าตามไปสังหารทัน แต่ก็ทำให้ราษฎรในพื้นที่แตกตื่น ทหารเกาหลีจากที่ไกลออกไปเห็นแล้วก็ออกมาจากค่ายกันแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ วานรทะเลที่ตัวอ่อนยวบอยู่ที่พื้นก็เหมือนได้ยาชูกำลัง มือยันพื้นไว้ตะโกนเสียงดังพร้อมหัวเราะว่า
“พวกเจ้าเสร็จแน่ กองทัพทหารเกาหลีมาถึง พวกเจ้ากุ้งหอยปูปลาย่อมถูกกินรวบ ข้ากับทหารเกาหลีสนิทสนมกันดี ให้ข้าไปขอร้องให้ บางทีอาจจะยังมีทางรอด!”
ในใจของทุกคน ทหารทางการก็ล้วนมีน้ำหนักไม่น้อย ได้ยินว่าทหารเกาหลีกำลังมาถึง ทุกคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป หวังทงแค่นยิ้ม กล่าวว่า
“พื้นที่เท่าเมล็ดงา ยังจะเรียกว่ากองทัพทหารได้อย่างไร”
พอยกดาบในมือขึ้น หญิงสาวบนเตียงก็หวีดร้องดัง วานรทะเลสีหน้าสีเผือด ครั้งนี้เข่าอ่อนตัวอ่อนยวบลงติดพื้นจริงๆ แล้ว ดาบฟันไปค้างกลางอากาศก็หยุดลง หันไปกล่าวว่า
“จับมัดไว้นำตัวไปด้วย คนอื่นจัดการทิ้งให้หมด!”
ทหารติดตามรับคำพร้อมกัน มีสองคนนำตัววานรทะเลมัดไว้แน่นหนา ร่างกายเขาเดิมทีก็ผอมเกร็ง จึงสามารถยกขึ้นแบกออกไปได้ เสียงด้านหลังร้องโหยหวน
พื้นที่ใกล้ทะเล ลมทะเลแรง หากไม่มีกลิ่นคาวหนักหนาอันใด พระอาทิตย์กำลังพ้นขอบฟ้า วานรทะเลเงียบกริบไปแล้ว ตอนแบกออกไป ทหารกองกำลังหู่เวยก็จัดแถวรอรับคำสั่งแล้ว
วานรทะเลรอดจากคมดาบมาได้ ท่าทางได้ใจอวดเก่งขึ้น คิดว่าทหารพวกนี้กลัวทหารเกาหลี เหลือตนเองไว้เป็นทางออก
พอออกมานอกที่พัก เห็นประตูบ้านเก่าๆ พังๆ เปิดอยู่ เงียบกริบมาก ทหารที่มีเลือดเปรอะเปื้อนตามตัวก็ตั้งแถวตรงรอรับคำสั่งพร้อม แม้ว่าเดาก็คงเดาได้ว่าคนของตนถูกสังหารกวาดล้างไปจนเกลี้ยงแล้ว การสังหารเช่นนี้ เขาเองที่ติดตามราชาไตรธารามายังไม่เคยเห็น สีหน้าได้ใจเมื่อครู่เริ่มหายไปอย่างไม่เห็นแม้แต่ร่องรอย
“ใต้เท้า ทหารเกาหลีห่างจากที่นี่อีกราว 600 ก้าว!”
หวังทงเดินออกมาจากประตู ทหารคนหนึ่งก็วิ่งเข้าไปรายงาน ในใจคิดว่าตั้งแต่ตะกี้ที่รู้ก่อนจะเตรียมตัวออกมานี่ เหตุใดยังห่างกันไกลเพียงนี้
“เบื้องหน้าเป็นที่โล่ง จัดทัพรอรับพร้อมรบ!”
หวังทงโบกมือไปด้านหน้าออกคำสั่งดัง หัวหน้านายกองทุกคนก็สั่งการลูกน้องตนวิ่งเหยาะๆ ไปด้านหน้า หวังทงหรี่ตามองวานรทะเลที่ถูกมัดราวกับบะจ่าง กล่าวว่า
“โยนขึ้นไปบนหลังคา ให้มองดูว่าทหารเราสังหารศัตรูอย่างไร!”
ทหารติดตามรับคำสั่ง สองสามคนแบกเข้าโยนขึ้นไปบนหลังคา หลังคานี้เตี้ยมาก ไม่ใช่เช่นไหนเลยจะง่ายดายเพียงนื้
เห็นพลปืนไฟ พลทวนยาวจัดทัพรอรับคำสั่ง หวังทงและทหารติดตามเดินยังวางแผนการสู้อยู่แถวนั้น ถานเจียงวิ่งอย่างรวดเร็วมาได้สองสามก้าว ก็กระซิบข้างหูหวังทงว่า
“นายท่าน เกาหลีส่งบรรณาการให้เรา การต่อสู้เปิดเผยเช่นนี้เกรงว่าวันหน้าจะยุ่งยาก!”
หวังทงยกมือขึ้นจัดชุดเกราะให้ดี ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“ไม่สังหารทหารเกาหลีพวกนี้ พวกเราจะลงเรือไปได้อย่างปลอดภัยงั้นหรือ สังหารไป ไม่มีเชลยเหลือให้เขา ไม่มีหลักฐานจะเอาเรื่องยุ่งยากภายหลังได้อย่างไร!”
พลปืนไฟด้านหน้าเริ่มบรรจุกระสุนตรวจสอบชนวนจุดไฟพร้อม พลทวนยาวก็เริ่มจัดทัพเป็นรูปสี่เหลี่ยม หวังทงและทหารติดตามอีกกลุ่มอยู่ทางด้านขวา
มองจากที่ไกลๆ จะเห็นว่าด้านขวากำลังมองดู คนพวกนั้นดูแล้วยังสู้คนวานรทะเลไม่ได้ หวังทงไม่กังวลอันใด
ทหารเกาหลีด้านหน้ากลับตกตะลึงกับทหารของหวังทง ทหารรายงานว่าอีก 600 ก้าว มาถึงตอนนี้ที่เตรียมตัวเรียบร้อย ก็ผ่านมานานพอควร แต่ทหารเกาหลีก็ยังคงงุ่มง่ามกันอยู่ที่ระยะห่าง 400 ก้าว
หวังทงส่ายหน้ายิ้ม กระซิบกับถานเจียงว่า
“มิน่าเจ้ากล่าวเพียงว่าวันหน้าจะยุ่งยาก ไม่กังวลการต่อสู้กับทหารเกาหลีพวกนี้เลย พวกสวะพวกนี้ ไม่จำเป็นต้องกังวลอันใด!”
“ตอนนั้นได้ยินนายท่านถานเล่าว่า กองทัพเกาหลีแย่ยิ่งกว่าทัพหมิง ทหารก็เป็นชาวนามารบ ไม่เคยฝึกการรบแบบทหาร ดีที่เกาหลียากจน จึงไม่มีผู้ใดอยากมาแย่งชิง ราชสำนักเล็กๆ ก็ผ่านไปวันๆ กองทัพเช่นนี้ ย่อมราวกับกระสอบข้าวไร้ค่า”
หวังทงยิ้มไม่กล่าวอันใด ทหารเกาหลีเห็นเหมือนว่ามีการจัดเรียงแถวทัพ เหมือนว่าเป็นทัพแนวขวาง แต่ความเร็วด้านหน้าดูเหมือนจะช้าไปหน่อยกระมัง หากเสียงแม่ทัพเกาหลีตะโกนเสียงดังฟังชัดอยู่เช่นนั้น แม้ว่าฟังไม่เข้าใจว่าตะโกนโหวกเหวกอันใด แต่ในน้ำเสียงก็ฟังออกว่าเป็นเร่งให้บุก
พอเข้ามาใกล้กันสักหน่อย หวังทงก็เห็นว่าด้านหน้าเหมือนมีอันใดไม่ถูกต้อง มองดูให้ดีอีกที ด้านหน้าสุดเหมือนว่าพลปืนไฟเกาหลีอยู่ 10 กว่านาย คิดไม่ถึงจริงๆ
“เกาหลีมีปืนไฟด้วยหรือนี่?”
“เรียนนายท่าน เรียนการทำปืนไฟมาจากเหลียวโจว แต่ทำได้ดีกว่าหมิงเราอยู่สักหน่อย เลยได้ประโยชน์อยู่”
ถานเจียงตอบ หวังทงขมวดคิ้ว ปืนไฟไร้ขีดจำกัด อย่างไรก็ระวังไว้ก่อนดีกว่า ให้ทหารติดตามเข้าไปกำชับพลปืนเสียก่อนดีกว่า
ทางนั้นเพิ่มการป้องกัน แต่ลำดับต่อมาก็แสนน่าเบื่อ ทหารกองกำลังหู่เวยเตรียมรับมือทหารเกาหลีอย่างเต็มที่ แต่อีกฝ่ายกลับเดินหน้ามาช้ามาก
ในการรบ ต้องรอคอยอย่างอดทนและตั้งสติพร้อม หากหวังทงกลับเริ่มหาว ก่อนจะรีบกลั้นเอาไว้ เห็นอีกฝ่ายหยุดอยู่ที่ 200 ก้าวห่างออกไป แม่ทัพเกาหลีนายหนึ่งยื่นหน้าออกมาตะโกนดัง
“พวกเจ้าเป็นโจรจากที่ใด รีบถอยกลับไป อย่ารอให้ทัพใหญ่เรามาถึง ก็จะหนีไม่ทันแล้ว!!!”
เริ่มต้นภาษาเกาหลี สุดท้ายยังตะโกนด้วยภาษาจีนอีกรอบ ภาษาจีนก็มาตรฐานอยู่ ได้ยินวาจานี้ กองกำลังหู่เวยถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ คนนอกมารุกรานแผ่นดิน ถึงกับให้อีกฝ่ายถอยกลับไปให้เร็ว ยังบอกว่าทัพใหญ่มาจะหนีไม่ทัน ฟังอย่างไรก็แปลก
หวังทงอึ้งไป ก่อนจะแค่นยิ้มกล่าวว่า
“มองพวกเขาเป็นทหาร เหมือนว่าให้ค่ามากไป เสียเวลาไปเปล่าๆ ตั้งนาน!”
บ่นอยู่สองสามคำก็ตะโกนคำสั่งดังว่า
“พลปืนไฟรับคำสั่ง!! บุกเข้าไป เข้าได้รัศมียิงให้ยิงทันที ยิงกันตามสบาย พลทวนยาวถอยหลังอารักขา รอตามข้าเข้าโจมตี!!”
คำสั่งออกไป คนด้านหน้าก็เงียบ ก่อนจะได้สติ พลปืนไฟก็คว้าปืนวิ่งนำออกมาด้านหน้า
ทหารเกาหลีด้านหน้าเห็นอีกฝ่ายวิ่งนำออกมา ทั้งทัพก็เริ่มชุลมุน พลปืนไฟ 10 กว่านายเริ่มบรรจุกระสุนอย่างจ้าละหวั่น หวังทงมองจากด้านหลังเริ่มเห็นด้านเกาหลีแถวริมเริ่มหนีทัพ
พอมาถึงระยะห่างราวร้อยก้าวก็หยุด ประทับปืนไฟขึ้น ระยะห่างเช่นนี้หยุด หวังทงเห็นพลปืนไฟอีกฝ่ายสีหน้ำตกตะลึง
ปืนบรรจุกระสุนพร้อม เตรียมตั้งท่าอีกหน่อย ทหารกองกำลังหู่เวยก็ตะโกนคำสั่งยิง ทหารเกาหลีด้านหน้าไม่รู้จะทำเช่นไรกันแล้ว
เสียงปืนไฟดังกระหน่ำยิง แถวแรกยิงหมด แถวสองเข้าเสริม ที่นี่ไม่เหมือนบนทะเล พลปืนไฟยิงจบ กลิ่นควันคละคลุ้งบดบังสายตา พลปืนไฟผลัดกันขึ้นยิงทีละแถจนครบทุกแถว
เสียงปืนดัง เสียงร้องโหยหวนก็ดังตาม เสียงร้องราวกับผีป่าดังไปทั่วบริเวณ แต่พอเสียงปืนยิงจบ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตามมา พลปืนไฟไปอยู่หลังพลทวนยาวอย่างรวดเร็ว
ควันปืนเริ่มจางลง กองกำลังหู่เวยเริ่มเห็นด้านหน้าอย่างเลือนลาง เงียบกริบราวนกกระจอกไร้สำเนียง
สิ่งที่กองกำลังหู่เวยเห็นเป็นเพียงภาพที่เมื่อครู่ทหารเกาหลีที่ยังทำท่าทางใหญ่โต ตอนนี้กลับกระจัดกระจายหนีไปสี่ทิศ นี่เรียกทหารที่ไหนกัน เห็นชัดว่าเป็นพวกลูกหมาฝูงหนึ่ง
ก็ไม่รู้ว่าผู้ใดกลั้นไม่อยู่ หัวเราะดังออกมา ทุกคนก็หลุดหัวเราะดังตามออกมาพร้อมกัน มีทหารเกาหลีบางคนได้ยินเสียงหัวเราะ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าหันกลับไป อาวุธถูกโยนทิ้งเกลื่อนพื้น วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
หวังทงพยายามกลั้นหัวเราะไว้ จากนั้นก็ตะโกนดังว่า
“อย่าได้หัวเราะกัน สำรวมหน่อย พวกเรามาออกรบ!”
