ตอนที่ 556 ในนอกมีช่องโหว่ รอได้ไม่รีบร้อน
“ทูลไทเฮา พวกนิรนามนอกเมืองหลวงชั่วร้ายอย่างมาก มีราษฎรมากมายนับร้อยต้องตายด้วยน้ำมือคนเหล่านี้……”
เจ้านายทรงกริ้วสั่งสอน ก็รีบคุกเข่าลง ด้วยเป็นขันทีอายุมากเกือบ 40 ปีในวังหลวง หลังจากโขกศีรษะแล้วก็เอ่ยอธิบาย กล่าวได้ไม่กี่วาจาก็รู้สึกเจ็บที่ขา
ไม่ต้องหันไปมอง จางเฉิงก็รู้ว่าโดนเฝิงเป่าเตะ จึงได้สติทันที รีบหยุดวาจาลง โขกศีรษะหนักกว่าเดิม ปากพร่ำกล่าวเพียงว่า
“ขอไทเฮาโปรดทรงอภัย ข้าน้อยใจร้อนเกินไปแล้ว”
ไทเฮาฉือเซิ่งทรงกริ้วเพราะว่าจางเฉิงอยู่เบื้องหลังสำนักรักษาความสงบ สำนักรักษาความสงบสืบเรื่องนิรนามหนัก เป็นเหตุให้จางจวีเจิ้งคัดค้านการเลื่อนตำแหน่งให้หลี่เหวินเฉวียน
ด้วยฉายา ‘ปราชญ์สตรีเฉกเช่นพระเจ้าเหยาและพระเจ้าซุ่น ’ ย่อมมิได้โมโหด้วยเรื่องตำแหน่งน้องชาย แต่เพราะวันนี้ในวังมีเรื่องขันทีพากันร่ำไห้ระงม และเกี่ยวพันไปถึงจางเฉิง จางเฉิงก็ย่อมต้องโดนสั่งสอน
หลังจากจางเฉิงโขกศีรษะไปหลายที ไทเอาก็สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะนวดขมับ นางกำนัลจิ่นซิ่วข้างพระวรกายก็รีบก้าวเข้ามา กระซิบเบาๆ ว่า
“ไทเฮาโปรดระงับความกริ้ว จางเฉิงรู้ผิดแล้ว ไทเฮาพระวรกายดุจทองคำอย่าได้สะเทือนพระวรกายด้วยเหตุนี้เลยเพคะ!”
ไทเฮายกพระหัตถ์ขึ้น นางกำนัลรีบยกจานรองแก้วพระสุธารสชาเข้ามา จิ่นซิ่วยกจอกเงินมาอย่างเบามือ ก่อนจะประคองถวายไทเฮา ไทเฮาทรงจิบไปแล้วก็หลับพระเนตรลง สีพระพักตร์เป็นปกติไม่น้อย จิ่นซิ่วรับจอกเงินไปวางคืน ไทเฮาตรัสขึ้นเบาๆ ว่า
“จิ่นซิ่ว ให้คนอื่นออกไป เหลือเพียงเจ้า เฝิงเป่าและจางเฉิง!”
จิ่นซิ่วรีบรับพระบัญชา หันไปพยักหน้าให้เฝิงเป่าและจางเฉิง โบกมือให้คนที่เหลือ ขันทีและนางกำนัลรีบยอบกายออกไป
รอจนทุกคนออกไปหมดแล้ว ไทเฮาก็ลืมพระเนตร ตรัสสุรเสียงนิ่งเรียบว่า
“ปีนั้นจางจวีเจิ้งตำหนิกาวก่งไปด้วยความไม่ตั้งใจก็เป็นความผิด หากไม่ใช่ข้าและเฝิงเป่าช่วยเขาไว้ ไหนเลยจะมีวันนี้ได้……”
ตรัสไม่ทันจบ ไทเฮาก็หรี่พระเนตรมองไปยังเฝิงเป่า ตรัสต่อว่า
“แต่ท่านจางเองก็ทำเพื่อแผ่นดิน คลังหลวงหมิงเราหลายปีมานี้ก็ขาดแคลน เพราะท่านจางจึงได้มาเต็มคลังหลวงอีกครั้ง เฮ้อ……จางเฉิง เจ้าลุกขึ้นได้แล้ว!”
จางเฉิงขอบพระทัยก่อนจะลุกขึ้นยืน สีหน้ายังคงนอบน้อมละอายใจ แต่ในใจนั้นกำลังเต้นอย่างบ้าคลั่ง วันนี้ไทเฮาทรงหลุดพระกิริยาเช่นนี้หมายถึงสิ่งใดกัน ก็หมายความว่าไทเฮาและจางจวีเจิ้งสัมพันธ์เริ่มร้าว ไทเฮาเมื่อครู่ตรัสแล้วหยุดไป ก่อนจะหันไปกล่าวถึงความดีงามของจางจวีเจิ้ง
เห็นได้ชัดว่าทรงเกรงความเป็นพันธมิตรระหว่างเฝิงเป่าและจางจวีเจิ้ง ความสัมพันธ์สามขั้วอำนาจเริ่มสั่นคลอน สำหรับคนอื่นแล้ว นี่คือโอกาส
“ไทเฮา ท่านจางแม้ว่าจะปราดเปรื่อง แต่บางครั้งก็เป็นเหมือนหนอนหนังสือไปสักหน่อย ไทเฮาส่งคนไปตักเตือนชี้แนะสักหน่อย เขาย่อมรู้ผิด ไทเฮาพระวรกายสำคัญกว่า อย่าได้สะเทือนพระวรกายด้วยเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด”
เฝิงเป่าสีหน้าเป็นปกติ มีแต่ความห่วงใยในน้ำเสียง ไทเฮาแย้มสรวลเล็กน้อยตรัสว่า
“น้องชายข้าใต้หล้ามีที่ใดไม่อาจไปดำรงตำแหน่งได้บ้าง คณะเสนาบดีใหญ่ให้ตำแหน่งนี้ไม่ได้ ไม่เอาก็ได้ เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว”
จางเฉิงก้มหน้ายืนนิ่ง ในใจเริ่มตื่นเต้นยินดี หากถอนหายใจแทนเฝิงเป่า จางจวีเจิ้งกับเฝิงเป่าอยู่ในตำแหน่งสูงสุดมานานแล้ว ชินกับการตัดสินใจในวาจาเดียว มักจะทำตามใจตนเองต้องการ หากจะมีคนที่สามมาตัดสินให้รู้สึกจะไม่ชินไปสักหน่อย
โดยเฉพาะคนที่ตัดสินนี้เป็นไทเฮา ในราชวงศ์หมิง ไทเฮาไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อการบริหารแผ่นดิน ในใจคนล้วนคิดเพียงว่าแต่ไรมาไม่เคยมีธรรมเนียมเช่นนี้ ไทเฮาฉือเซิ่งแม้ว่าคุมอำนาจบริหารแผ่นดิน แต่ในใจคนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เฝิงเป่าในวังฝ่ายใน จางจวีเจิ้งในราชสำนักฝ่ายนอกอยู่ในตำแหน่งมานานเกินไป แม้แต่ตนเองก็ละเลยบางอย่างไปอย่างไม่ตั้งใจ
ฮ่องเต้ว่านลี่แต่เล็กมีเฝิงเป่าคอยปกป้อง ให้การยกย่องเป็น ‘ต้าปั้น’ หากพบเฝิงเป่า ก็ต้องทรงประทับนั่งตัวตรง ไม่กล้าแสดงท่าทีไม่สุภาพ สมัยฮ่องเต้ว่านลี่ยังเป็นพระโอรสอ๋องอวี้ จางจวีเจิ้งก็เป็นพระอาจารย์สอนสั่ง พอขึ้นครองราชย์ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ไม่เคยโต้แย้งฎีกาของจางจวีเจิ้ง จางจวีเจิ้งถึงกับเคยสั่งสอนฮ่องเต้ด้วยซ้ำ
การตรวจสอบที่ดิน การดำเนินระบบภาษีและเกณฑ์แรงงานใหม่ใต้หล้า ชัยชนะเหนือพวกนอกด่านหลายครั้ง ล้วนทำให้สถานะจางจวีเจิ้งยิ่งใหญ่ขึ้น และเฝิงเป่าเพราะว่าเป็นพันธมิตรกับจางจวีเจิ้งจึงทำให้พลอยขึ้นไปด้วยราวกับเรือลอยขึ้นตามน้ำ พวกเขานับวันจะยิ่งทนดูคนอื่นเข้าแทรกแซงไม่ได้ขึ้นทุกวัน
บางทีพวกเขาอาจไม่รู้ตัว แต่ความไม่รู้ตัวของพวกเขานับวันจะยิ่งขยายใหญ่ขึ้น รู้สึกไปว่าตนเองตัดสินใจในทุกเรื่องได้……
ในใจจางเฉิงกระจ่างชัดในเรื่องพละกำลังอันยิ่งใหญ่นี้ดี ความเป็นพันธมิตระหว่างจางจวีเจิ้งกับเฝิงเป่าไม่อาจทำลายได้โดยง่าย ไม่เช่นนั้นไทเฮาคงไม่ตรัสและหยุดกลางคัน ต้องไล่คนออกไปจึงได้เริ่มบ่นไม่พอใจ พอบ่นความไม่พอใจออกมายังต้องกล่าวถึงความดีความชอบ
ในพระตระหนักเงียบไปสักพัก่อนไทเฮาจะตรัสขึ้นว่า
“ในวังนอกวังแตกต่างกัน คนนอกวังกับคนในวังก็ไม่เหมือนกัน ในวังไม่สงบ ก็จะเปิดช่องโหว่ให้คนนอกวังได้ เรื่องตอนเช้าข้ารู้แล้ว คดีนอกวังก็เป็นคดีนอกวัง คนพวกนั้นเกี่ยวพันกับพวกนอกวัง แต่เข้าวังมาแล้ว ก็ตัดสัมพันธ์กับคนนอกวังแล้ว……เรื่องข้างนอกนั้น ก็ล้วนเป็นพวกน่าสงสาร ในวังต้องให้การดูแลให้มากจึงจะถูกต้อง”
ได้ยินรับสั่งจบ ก็เหมือนเรื่องราวยุติลงแล้ว จางเฉิงได้แต่คุกเข่าขอบพระทัย
*************
“ใต้เท้าหลี่ ใต้เท้าหลี่ว์ วันนี้จางกงกงมีจดหมายออกมาจากในวัง ให้ระงับการสืบคดีนอกเมืองของสำนักรักษาความสงบและศาลซุ่นเทียนทันที!”
ทั้งสามหัวหน้าแห่งสำนักรักษาความสงบงานการมาก หากตอนบ่ายถูกโจวอี้เรียกประชุมด่วน มากันที่หอรุ่งเรือง วาจาแรกของโจวอี้ก็ทำทุกคนอึ้งไป
“โจวกงกง พวกนิรนามพวกนั้นสืบความโยงใยได้ไม่น้อย แม้ว่าแอบซ่อนได้ดีก็ตาม ขอเพียงลงแรงอีกสักพัก จะต้องได้เรื่องใหญ่เป็นแน่ ใต้เท้าหวังทางนั้นใส่ใจเรื่องลัทธิไตรสุริยันมาโดยตลอด……”
คนที่พูดคนแรกก็คือหลี่ว์วั่นไฉ ได้ยินโจวอี้กล่าวเช่นนี้ เขาก็ร้อนใจ กล่าวไม่ทันจบ ก็ถูกโจวอี้เสียงดังขัดจังหวะขึ้นว่า
“ในเมื่อไม่ให้สืบกระจ่าง พวกเราก็ส่งคนไปจับตาดูไว้ หากสืบอันใดได้ ก็ลงมือจับอย่างเปิดเผย!”
หลี่เหวินหย่วนที่เงียบอยู่ตลอดเอ่ยขึ้น โจวอี้ถอนหายใจกล่าวว่า
“ท่านทั้งสอง เรื่องนี้ใช่ว่าพวกเราไม่เข้าใจกระจ่าง! ไทเฮาทรงต้องการมอบน้ำใจให้คนในวัง เรื่องนี้ไม่ให้สืบต่อ ข้างนอกไม่ว่าทำเรื่องอันใด ไทเฮาก็จะอภัยโทษให้หมด พวกเราจับตาดูอยู่ด้านนอก หากทำให้คนในวังรู้ตัวไปฟ้องเอาเรื่อง ไม่เพียงแต่ไทเฮาทรงกริ้ว จางกงกงก็พลอยลำบากไปด้วย แม้ว่าสืบออกมาได้แล้วอย่างไร ไทเฮามีพระบัญชามาแล้ว พวกเราคงต้องโทษขัดพระบัญชา” “
หลี่เหวินหย่วนไม่กล่าวอันใด หลี่ว์วั่นไฉถอนหายใจ กางพัดในมือพัดอย่างร้อนใจไปหลายทีก่อนจะขมวดคิ้ว กล่าวว่า
“จะให้ถอยกลางคันอย่างนี้หรือ?”
“รอ ใต้เท้าหวังมักล่าวว่าให้รอ จางกงกงครั้งนี้กล่าวชัดเจนแล้ว พวกเราอดทนรอไปก่อน”
**************
“ฝ่าบาท หวังทงมักกล่าวว่าให้อดทนรอ เป็นวาจาจริงแท้พะยะค่ะ!”
ในห้องทรงอักษรฮ่องเต้ว่านลี่อยู่ส่วนพระองค์ จางเฉิงทูลกับฮ่องเต้ว่านลี่ด้วยความตื่นเต้นยินดี ฮ่องเต้ว่านลี่ก็มีสีพระพักตร์สนพระทัย รีบพยักหน้าตรัสว่า
ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงดีพระทัยมากไป ได้ยินเช่นนี้ จางเฉิงก็หันไปมองด้วยสัญชาตญาณ ในห้องทรงอักษรย่อมมีเพียงสองคน เจ้าจินเลี่ยงไปยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
“ฝ่าบาท ไทเฮาเหตุใดไม่ทรงให้สำนักรักษาความสงบสืบต่อ ก็เพราะต้องการทำให้จิตใจคนในวังนิ่งสงบก่อน ซื้อใจคนในวังเอาไว้ใช้งานวันหน้า ท่านจางมีบารมีมาก ไทเฮาจึงต้องการอาศัยกำลังจากขุนนางในราชสำนัก ไทเฮาให้ความสำคัญเช่นนี้ ฝ่าบาทไยต้องแสดงออกให้ผู้อื่นรู้กัน”
วาจาเปิดเผยอยู่สักหน่อย ความโดยรวมก็คือแม้แต่ไทเฮายังเป็นเช่นนี้ ฝ่าบาทก็ยิ่งต้องระวังให้ดี หากฮ่องเต้ว่านลี่ไม่รู้สึกว่ากระไรนัก อย่างไรก็เป็นเรื่องจริง
ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับเงียบไปสักพักก็ทรงยิ้มตรัสว่า
“ไม่ต้องร้อนใจไป ก็เหมือนเดิม เรารอคอยต่อไปก็แล้วกัน คิดไม่ถึงเลยว่า คนเช่นท่านจางถึงกับพลาดในเรื่องเช่นนี้ได้ น่าสนุก น่าสนุกจริง!”
*************
“ท่านจางตีกลับเรื่องแต่งตั้งหลี่เหวินเฉวียนเป็นรองแม่ทัพเมืองหลวง ตอนนี้ในเมืองหลวงมีข่าวลือมากมาย บทความมากมายเขียนสดุดี เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากในตอนนี้”
หยางซือเฉินอ่านเอกสารอยู่ หวังทงก็ถือพู่กันอนุมัติเอกสารอยู่ เงยหน้าขึ้นมายิ้มกล่าวว่า
“ขุนนางบุ๋นปฏิเสธไม่ไว้หน้าสายสัมพันธ์ราชวงศ์จะได้ชื่อว่า ‘มีความกล้าและมีศักดิ์ศรี’ คิดไม่ถึงว่าพวกท่านจางจะทำเรื่องโง่เง่าเช่นนี้ด้วย”
ได้ยินวาจาหยอกเย้าของหวังทง หยางซือเฉินก็ยิ้มกล่าวว่า
“ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้อง แต่ในวังก็ยังคงให้รางวัลความชอบท่านจางดังเดิม ไม่เห็นลดน้อยลงอันใด นี่เป็นสาเหตุที่ข้างนอกชื่นชมท่านจางมากเพียงนี้”
“ไม่รีบ ไม่ร้อน รอดูไป!”
หวังทงกล่าวอย่าไม่ยี่หระ คนในตำแหน่งสูงสุดมีความขัดแย้งกันเอง การแย่งชิงอำนาจควบคุมแผ่นดินนั้น ทำให้ความขัดแย้งเริ่มลุกลาม จากรูเล็กๆ ก็กลายเป็นช่อง จากนั้นก็จะกลายเป็นรอยร้าวแตกออกที่ไม่อาจประสานได้อีก
“เซิงเก๋อตูกู่เหลิงกับมเหสีสามแต่งงานกันแล้ว ตามธรรมเนียมย่อมแต่งตั้งเป็นฮ่องซุ่นอี้ต่อจากบิดา แล้วแต่งตั้งมเหสีสามให้เป็นฮูหยินภักดี ราชสำนักล้วนเห็นว่าเจิ้งลั่วมีความดีความชอบ ต้องเลื่อนตำแหน่งให้”
ได้ยินหยางซือเฉินอ่านมา หวังทงก็แค่นหัวเราะ วางพู่กันในมือลงบนโต๊ะ กล่าวว่า
“เจิ้งลั่วปฏิบัติหน้าที่หนักหนามาก กล่าวอันใดนะ แบ่งแยกไม่เป็นผลดีต่อมองโกล ไม่เป็นผลดีต่อแผ่นดินหมิง สมองพวกเรียนตำรากันมามันเน่าไปหมดแล้ว รวมกันจะดีกับแผ่นดินหมิงได้อย่างไร ยังเลื่อนตำแหน่งให้อีก มีความดีความชอบอันใด ก็แค่เป็นตัวแทนแผ่นดินเราไปลากหนังสองแผ่นให้มาติดกันเท่านั้น!”
ข่านมองโกลตายลง เซิงเก๋อตูกู่เหลิงรับตำแหน่งต่อ ชัยชนะใหญ่นอกด่านกู่เป่ยโข่ว เป็นโอกาสอันดีที่จะทลายพวกมองโกลให้แตกสลาย คิดไม่ถึงว่าพวกขุนนางบุ๋นถึงกับปฏิเสธได้ สมองพังพินาศไปหมดแล้วจริงๆ !
