ตอนที่ 564 สังหารพยัคฆ์มิได้ กลับถูกไล่ล่าแทน
สองฝ่ายตะโกนไล่ล่า เจ้าหนีข้าตาม องครักษ์สองสามนายหลี่เหวินหย่วนให้วิ่งเข้าไปในจวน
ไล่กันมาตามท้องถนน รอบๆ ยังคงเงียบสงัด หรือแม้นเห็นก็พากันหดหัวกลับเข้าไปอย่างลนลาน เกรงว่าจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย คิดว่าคนเหล่านี้ต้องมั่นใจ ก่อนลงมือ ก็คือจะสังหารเป้าหมายให้สิ้นซาก
จวนนายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรปกติไม่ลงกลอน ไม่มีพวกโจรที่ไร้สมองกล้ามาเยือน เห็นด้านหน้าเป็นประตูจวน พวกนักฆ่าด้านหลังก็เริ่มใจเย็น ในสายตาพวกเขา เห็น ๆ ว่าจะได้จับปูในไหไม่อาจหนีรอด มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
‘ปึง’ ดังขึ้น หลี่เหวินหย่วนผลักประตูออก ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูไป หากไม่พ้นล้มลง พลอารักขาสองคนด้านหลังที่ตามมาหันมาตะโกนดังว่า
“นายกองร้อยหลี่รีบเข้าไป!!”
นักฆ่าที่ไล่ล่ามาเริ่มล้อมเป็นครึ่งวงกลม ค่อยๆ วิ่งเหยาะล้อมวง หัวหน้านักฆ่ากระชับดาบพัวเตาด้ามยาวคมแคบในมือ ตะโกนดังว่า
“เหลือไว้จัดการสามต่อหนึ่ง ที่เหลือเข้าไปล่าเจ้าขาเป๋นั่น!”
นักฆ่าพวกนี้ฝึกฝนมา ได้ยินคำสั่ง ก็รีบบุกเข้าไป สองด้านมีคนสามคนก้าวออกมาขวางพลอารักขาสองนายไว้แบบสามรุมหนึ่ง ที่เหลือวิ่งเข้าไปด้านใน
เห็นอีกฝ่ายเริ่มได้เปรียบ พลอารักขาที่หวังทงส่งมาอารักขาหลี่เหวินหย่วนล้วนตกใจ เป็นกลยุทธ์ที่ฝึกมาอย่างเชี่ยวชาญ ในมือไม่ใช่อาวุธธรรมดา หากเป็นดาบพัวเตาที่ตีขึ้นโดยเฉพาะ ทหารมีฝีมือเหล่านี้ ฝึกฝนมาชำนาญเช่นนี้ คนกรูมาเช่นนี้ ตนเองยุ่งยากแน่แล้ว
พอลงมือก็ยิ่งทำให้ต้องตกใจ นักฆ่าถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนจะแทงออกมาระดับอก นี่เป็นกลยุทธ์ทางการทหาร พลอารักขาสองคนของหลี่เหวินหย่วนแม้ว่าฝีมือไม่เลว แต่อาวุธสั้นกว่า ไม่อาจรับมือได้ คนหนึ่งกระชับดาบแทงออกมาอย่างเร็ว สะบัดคมดาบไปด้านข้าง ก็ย่อมเป็นการแทงด้วยความเร็วอย่างมาก แขนถูกแทงบาดเจ็บ อีกสองคนก็บุกเข้ามาสังหารพร้อมกัน
อีกทางนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าสักเท่าไร ขาถูกแทงเป็นบาดแผลใหญ่ ถอยหลังไปสองสามก้าว คนด้านข้างก็ล้อมโจมตีเข้ามาทันที
พลอารักขาสองนายหันกลับไปต้านศัตรู หากไม่อาจยับยั้งศัตรูไว้ได้แม้แต่น้อย เห็นคนเหล่านั้นบุกเข้าไปในจวน ถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะอย่างได้ใจว่า
“ดูซิว่าเจ้าจะหนีไปไหนได้……”
เสียงร้องดังโหยหวน พลอารักขาlองนายเริ่มร้อนใจ แต่ก็ถูกโอบล้อมไม่อาจปลีกตัวได้ พอร้อนใจกลับทำให้โดนฟันอีกสองแผล
ในยามนั้นเอง พวกนักฆ่าที่กรูกันเข้าไปก็ถอยออกมา หลายคนที่ต่อสู้กันอยู่ด้านนอกก็อึ้งไป เห็นเพียงคนที่ถอยมาท้ายสุดก้าวพ้นธรณีประตูมา
‘ฉึก’ ดังขึ้น ร่างคนผู้นั้นแข็งค้าง เห็นเพียงปลายทวนแทงทะลุหน้าอกออกมา จากนั้นก็ดึงกลับไป ธนูก็ระดมยิงออกมา คนผู้นั้นโยนอาวุธทิ้ง วิ่งได้สองก้าว ก่อนจะล้มลงหน้าประตู
พวกคนเหล่านี้ที่ไล่ล่าเข้าไปยามนี้จับจ้องด้านในประตู ค่อยๆ ถอยหลัง แม้แต่พวกนักฆ่าที่รุมองครักษ์สองคนอยู่ก็ถอยหลังเช่นกัน
หลี่เหวินหย่วนถือทวนยาวเขย่งโยกก้าวข้ามธรณีประตูมายืนอยู่นอกประตู ปลายทวนชี้ลง กวาดตามองรอบๆ ด้วยสายตาเย็นเยียบ ยามนี้ไม่ได้เหมือนเมื่อครู่ที่ถูกไล่ล่าอย่างทุลักทุเลแล้ว หลี่เหวินหย่วนมีด้วยกัน 5 คน 2 คนบาดเจ็บ อีกฝ่ายบาดเจ็บไป 2 ที่เหลือ 13 คนยังดีอยู่ แต่สถานการณ์ยามนี้เหมือนว่าหลี่เหวินหย่วนมีคนมากกว่า
ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้น ทุกคนก็เย็นวาบ ผู้ฝึกยุทธ์ล้วนฟังออกว่าเป็นเสียงง้างสายธนู ‘ฉึก’ ดังขึ้น พร้อมกับพบบรรดานักฆ่าด้านหน้าคนหนึ่งหงายหลังล้มตึงลง
กลุ่มนักฆ่าเริ่มวุ่นวาย ทุกคนกรูกันถอยหลังกันอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง เสียงแหวกอากาศดังมาอีก ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งมาอย่างเร็ว คนด้านนอกเอี้ยวตัวหลบหวุดหวิด ถูกลูกธนูเฉียดบ่าไป กุมบ่าร้องอย่างเจ็บปวด
“พี่น้องเราบุกเข้าไป อีกเพียง 10 กว่าก้าวเท่านั้น พวกมันยิงไม่ทันหรอก!!”
หัวหน้านักฆ่าตะโกนดัง พอตะโกนเช่นนี้ พวกนักฆ่าก็ได้สติ ตะโกนกรูกันเข้าไป ด้านหน้าอย่างไรก็เป็นแค่ชายขาพิการคนหนึ่งกับพวกบาดเจ็บอีกสองคน พลธนูด้านในอย่างไรก็ไม่ออกมายิงด้านนอก หากว่าเราแตกตัวกัน ก็จะต้องถูกไล่ยิงเรียงตัวเป็นแน่
บุกเข้าไปได้สองก้าว ทวนยาวในมือหลี่เหวินหย่วนก็พุ่งมาราวกับงูผงกหัวฉกอย่างรวดเร็วแทงเข้าใส่ คนด้านหน้ายกดาบขึ้นกันไว้ คิดจะกันไว้ก็ไม่ทันเสียแล้ว ถูกปลายทวนแทงเข้าลำคอ ปลายทวนช่วงไม่ยาวนัก แต่คนผู้นี้วิ่งเข้ามา ก็เหมือนว่าวิ่งเข้ามาชนทะลุเข้าเอง
ปลายทวนแทงเข้าลำคอถึงแก่ชีวิต สะบัดดึงกลับ เลือดสดๆ กระเซ็นไปทั่ว ชีวิตดับดิ้นทันที นักฆ่าที่ถูกแทงผงะถอยหลังได้ไม่กี่ก้าว ก็ล้มตึงลงกับพื้นทันที
เพื่อนตายไป ที่เหลือก็ยังวิ่งเข้ามา รู้ว่าหากเข้าในรัศมีไม่อาจใช้การของทวนได้ อีกฝ่ายก็ทำอันใดไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าทวนยาวในมือหลี่เหวินหย่วนจะเร็วกว่า พอชักออกก็สะบัดออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว ปลายทวนยาวแทงเข้าใส่ลำคอคนข้งๆ อย่างแม่นยำไม่พลาดเป้า
ลำคอคนผู้นั้นถูกตัดเกือบครึ่ง โลหิตสดกระเซ็นไปทางด้านพวกนักฆ่าข้างๆ ทั้งแถบ ความอุ่นร้อนของโลหิตสดๆ กระทบใบหน้า เพื่อนที่ตายไปถึงกับยังไม่ทันส่งเสียงร้องก็ ‘อึกๆ ’ สองทีสิ้นใจตายทันที
ทวนยาวเดิมมีไว้ใช้แทงเป็นหลัก ต้องการระยะแทง แต่หลังจากหลี่เหวินหย่วนแทงไป ทวนยาวยาวกลับกลายเป็นเหมือนดาบ ตัดคอคนผู้นั้น หลี่เหวินหย่วนสะบัดทวนยาวขึ้นด้านบนก่อนจะจู่โจมอีกที อีกคนก็ไม่อาจหลบพ้น ถูกแทงเข้าที่บ่าและลำคอพร้อมกัน ถึงกับได้ยินเสียงกระดูกแตก ส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดล้มลง
การลงมือโหดเหี้ยม ตายไปแล้วหลายคน พอถูกหลี่เหวินหย่วนสังหารไปหลายคน ทุกคนก็เริ่มแตกกระจัดกระจาย พลธนูในจวนก็ยังคงยิงออกมา โดนล้มลงไปอีกคน
แต่พวกนักฆ่าก็ยังไม่หยุดบุกเข้ามา อีกไม่กี่ก้าวก็จะแทงโดนเข้าขาพิการนั่นแล้ว คนที่บุกอยู่ด้านหน้าสุดกำอาวุธในมือแน่น ระยะห่างแค่นี้ แม้ทวนแทงโดนก็ไม่มีแรงพอ มันตายแน่
หากอยู่ๆ ก็เห็นด้านหลังจวนหลี่เหวินหย่วนมีคนโผล่หัวขึ้นมา ลมพัดผ่านหัวไป ไม่รู้ว่าอะไร นักฆ่าผู้นั้นยกอาวุธขึ้นกันไว้
‘ฉับ’ บ่าถูกฟันขาด เสียงดาบฟันผ่านลมอย่างเร็ว ฟันลงบนบ่าคนผู้นั้น ครึ่งท่อนบนถูกตัดขาดด้วยดาบเดียว
คนถูกฟันส่งเสียงร้องตกใจได้เพียงเสียงเดียว คิดจะใช้มืออุดไว้ หากโลหิตกลับเอาแต่ทะลักออกมา จะอุดอยู่ได้อย่างไรกัน เสียงร้องโหยหวนค่อยๆ เบาลง
หลี่เหวินหย่วนเอี้ยวตัวหลบ พลอารักขาด้านหลังผู้หนึ่งก็ยกขวานทวนพัดขึ้น หันหลังชนกับหลี่เหวินหย่วนมองพวกนักฆ่าด้านนอกด้วยสายตาเย็นเยียบ
ตอนนี้พวกนักฆ่าล้วนยืนค้างอยู่กับที่ แต่ละคนมีสีหน้าหวาดกลัว ก้าวถอยหลังอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง ไม่กล้าขึ้นหน้ามาอีก นี่ไม่ใช่การรุมสังหารผู้อื่น หากเป็นการถูกล่าสังหารต่างหาก!
“ยิงธนู!!”
หลี่เหวินหย่วนตะโกนดัง พลธนูในจวนรับคำ ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังออกมา หลี่เหวินหย่วนจ้องมองนักฆ่าด้านหน้าสุด ก้าวเข้าไปสองก้าว พลอารักขาไม่สนใจว่าตนบาดเจ็บอยู่หรือไม่ หากก็ถืออาวุธก้าวเข้าใส่เช่นกัน
หลี่เหวินหย่วนก้าวเข้าไป พวกมันก็ก้าวถอย ถอยไปสองก้าว ก็ไม่มีความมั่นใจจะดึงดันสู้ต่อ หัวหน้านักฆ่าตะโกนขึ้นว่า
“หนี! หนี! แยกย้ายหนี!!”
ตะโกนจบ คนที่เหลือก็กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง พลอารักขาในจวนก็ถือธนูออกมาไล่ล่า ยิงไปโดนคนหนึ่ง ทีเหลือหนีกันไปได้
มีพลอารักขาคิดไล่ตาม หากหลี่เหวินหย่วนรั้งไว้ กล่าวว่า
“ไปรักษาตัวกันก่อน พวกเราคนน้อยไม่ควรแยกกัน ดูว่าด้านนอกจะหยุดคนพวกนั้นไว้ได้ไหม”
“ยาก……ใต้เท้าหลี่ ถนนที่นี่เชื่อมต่อกันหมด พี่น้องเรากระจายกำลังกันไปไล่ล่า เกรงว่าพวกมันคงหนีไปแล้ว”
หลี่เหวินหย่วนกระชับทวนยาว ส่ายหน้ากล่าวว่า
“เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ อีกสักครู่รอมีคนมา เจ้าไปดูที่ศาลซุ่นเทียนหน่อย ใต้เท้าหลี่ว์ทางนั้นเกิดเรื่องขึ้นมา เกรงว่าคงยุ่งยากใหญ่!”
***********
ศาลซุ่นเทียนทุกวันไม่ว่างจากการงาน ที่อื่นกลัวขุนนาง หากที่ศาลซุ่นเทียนขอเพียงแค่มีหน้ามีตากันก็จะไม่กลัวขุนนาง ยังจะมาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนทำงานเสียอีก
ห้องทำงานหลี่ว์วั่นไฉอยู่ด้านในชั้นที่สอง ศาลเปิดทำการได้ครึ่งชั่วยาม ก็มีทหารสำนักองครักษ์เสื้อแพรรีบร้อนมาขอพบใต้เท้าหลี่ว์
ทุกคนรู้ว่าใต้เท้าหลี่ว์สัมพันธ์ดีกับสำนักองครักษ์เสื้อแพรและสำนักบูรพา คนผู้นี้มาก็เป็นเรื่องปกติ ทุกคนก็ให้เกียรติ เจ้าหน้าที่นำทหารองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้เข้าไปด้านใน
พอพ้นเรือนชั้นสองไปทางระเบียง เจ้าหน้าที่สองสามคนสวนกันมา มีคนหันไปเหล่มองกล่าวว่า
“ทำงานมาหลายปี ครั้งแรกนะที่เห็นพลทหารใส่รองเท้าหนังอย่างดีเช่นนี้ ถนนทักษิณนี่รวยจริงนะ!”
คิดไม่ถึง พอกล่าวจบ พลทหารในชุดองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นก็เริ่มลนลาน หากเป็นที่อื่นยังดี แต่นี่เป็นในศาลซุ่นเทียน เจ้าหน้าที่ที่นี่สืบคดีสอบสวนทุกวัน ล้วนเป็นพวกสายตาดี จับสังเกตเชี่ยวชาญ พอเห็นท่าพลทหารเช่นนี้ ก็มีคนเริ่มสังเกต
ส่งคนไปตามคนมา พลางทำเป็นเดินตามหลังอย่างไม่ตั้งใจ พลทหารองครักษ์เสื้อแพรเดินตามหลังคนนำทาง ชะเง้อมองซ้ายขวาไม่หยุด ทำให้คนยิ่งสงสัย
พอมาถึงหน้าประตูห้องทำงานหลี่ว์วั่นไฉ เห็นพลอารักขาหน้าประตูสามคนกำลังไม่มีอันใดทำอยู่ คนตามมาคนนั้นก็ตะโกนขึ้นว่า
“ที่แท้เป็นเจ้า!!”
ด้านหลังตะโกนดัง อยู่ๆ ตะโกนเช่นนี้ หากใจไม่คิดไม่ซื่อ ก็แค่หันไปดู แต่คิดไม่ถึงว่าพอตะโกนดัง ทหารองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นก็ชักดาบหันหลังวิ่งหนีทันที
เรื่องถึงขั้นนี้ นักฆ่าหรือไม่ไม่รู้ จับไว้ก่อน หน้าประตูห้องทำงานหลี่ว์วั่นไฉมีพลอารักขาสามนายไล่ตามไป ทหารองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ด้านหน้าก็มีมือปราบสิบกว่านายขวางทาง ถือกระบองน้ำไปและอาวุธพร้อม ไม่อาจหนีพ้น
พลทหารองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นมองซ้ายมองขวา ก่อนจะรู้ว่าหนีไม่พ้น ก็กระทืบเท้า ควักดาบสั้นออกมาจากอกเสื้อ แทงลำคอตนเอง โลหิดสาดกระจายนองพื้น
หลี่ว์วั่นไฉออกมาดู เห็นศพด้านนอก สีหน้าซีดเผือด หันไปเร่งสั่งคนสนิทว่า
“ไปดูใต้เท้าหลี่ที่ถนนทักษิณ ไปดูโจวกงกงที่หอเลิศรส รีบไป!!”
