Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 582

Ong
BC

ตอนที่ 582 แสดงเมตตาและอำนาจเพื่อการนี้

เดือนหนึ่งทุกแห่งเต็มไปด้วยบรรยากาศรื่นเริง อยู่ๆ มีกลุ่มคนพวกนี้บนท้องถนน ทำให้บรรยากาศหดหู่รันทดยิ่ง

C

กลุ่มคนวัยกลางคนก้มหน้า ชายสีหน้าเคร่ง สตรีร่ำไห้คร่ำครวญ มีเพียงเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอันใด สายตามพวกเขามองไปยังโคมไฟบนถนนสองข้างทาง บางคนยังหันไปถามบิดามารดาตนว่าไปดูได้หรือไม่

แต่การกระทำเช่นนี้ของเด็กน้อย ทำให้บรรยากาศยิ่งรันทดยิ่งขึ้น ทุกคนในขบวนแถวแบกห่อสัมภาระไว้บนหลัง พวกเขาค่อยๆ เดินไปท่ามกลางสายตาตกใจและการควบคุมของทหาร

“ผู้ใดบ้างที่ยากจนไม่อาจยังชีพจึงต้องหาทางยังชีพที่นี่ กินอาหารดีๆ ได้สองสามคำ ก็ไม่รู้จักรักดีแล้ว!”

“สมน้ำหน้า วันเวลาเช่นนี้ได้มาเพราะฝ่าบาท เพราะใต้เท้าหวัง ไม่ใช่พวกลัทธิบัวขาวศรีอาริย์อะไรนั่น เชื่อแล้วได้อันใด ยังต้องถูกขับออกไปด้วย!”

คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแล้งน้ำใจ ไม่แอบวิจารณ์แม้แต่น้อย วาจำได้ยินเข้าหูทุกคนบนท้องถนน ทำให้พวกเขายิ่งละอายใจ ทุกคนรู้ว่าการออกจากเทียนจินไม่ว่าอย่างไรก็ย่อมไม่ผ่านเส้นทางการค้านี้ แต่การมีทหารคุมแถวมา ก็เพราะต้องการแสดงให้สาธารณชนได้เห็นเป็นตัวอย่าง

“ไม่ได้ฟังประกาศทางการหรือ? บอกว่าสบแม่น้ำมีหญิงสาวถูกหลอกให้เชื่องมงาย ต้องเสียตัว เกิดเรื่องจนไม่มีหน้าพบผู้คน โดดบ่อน้ำฆ่าตัวตาย ยังมีอีกคนกว่าจะหาเงินมาได้หลายสิบตำลึง ก็ถูกหลอกไปหมดตัว ครั้งนี้ใต้เท้าหวังนำคนเข้าจับกุมกลุ่มคนบัดซบพวกนี้ ปรากฏพอสืบสาวไป เงินทองเอาไปเที่ยวผู้หญิงกินดื่มหมด ยังมีบ้างที่ถึงกับเอาไปลงทุนร้านประกันภัยและร้านเงิน ยังดีที่ใต้เท้าเมตตา เงินที่ตามกลับมาคืนกลับให้ แม้สิบส่วนเหลือสามส่วน แต่ก็นับว่าโชคดีแล้ว!”

“ใต้เท้าหวังช่างเมตตา หากเป็นที่อื่น ผู้ชายเนรเทศ ผู้หญิงเอาไปขายให้สำนักคณิกาหลวงแล้ว ยังจะให้เงินพวกมันอีก ไม่ตัดหัวลอกหนังทิ้งก็ไม่เลวแล้ว!!”

“สู้พวกนาวาสุคนธ์ในตอนนั้นไม่ได้ รับโทษหลายปี แต่เพราะทำงานให้ใต้เท้าได้ดี นับว่าสร้างผลงาน พวกนี้มันคิดยังไงกัน!”

เด็กในขบวนแถวเห็นโคมไฟน่าสนุกมองจนน้ำลายหกอยากเล่น ขอบิดาไปดู ในเวลาเช่นนี้ ผู้ใดยังมีกระจิตกระใจจะชมโคมไฟกัน ร้องขอหนักเข้า บิดาจึงได้ตบบ้องหูไปแทน เด็กน้อยแผดเสียงร้องไห้ หญิงในขบวนได้แต่โศกเศร้าเสียใจ คนแก่ในขบวนได้แต่ถอดถอนใจยาว

บรรยกาศยิ่งรันทดใจ คนสองข้างทางที่ใจอ่อนก็ทนดูต่อไปไม่ไหว แต่พอเห็นสำนักองครักษ์เสื้อแพรที่ราวพยัคฆ์ร้าย ผู้ใดกล้ากล่าวอันใด ไม่อาจทนดูได้ก็หันหน้าจากไป ในใจตรึกดู ตนเองอย่างได้กระทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้เป็นอันขาด

ขบวนแถวนี้เดินไปรอบนอกและในเมืองเทียนจินทั้งวัน คนแต่ละแห่งล้วนได้เห็น นับว่าได้ผลในการเตือนห้ามฝ่าฝืน

ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็พาไปเดินวนที่รอบนอกเมืองแถววัดริมทะเล อารามกวนอิม อารามชิงเฟิง และวัดวาอารามต่างๆ รอบหนึ่ง บรรดานักบวชชายหญิงต่างปิดประตูเงียบ ปีนลอดดูตามช่องประตูด้วยความหวาดกลัว

วันที่ 13 เดือนหนึ่ง ศาลชิงจวินและที่ทำการสำนักองครักษ์เสื้อแพรมีคนสามคนมาฟ้อง บอกว่ามีคนข้างตัวกราบไหว้พระแม่อนุตรธรรมารดา ยังบอกว่าเป็นลัทธิมหายาน

กราบไหว้พระแม่อนุตรธรรมารดา เชื่อในมหายาน ล้วนเป็นศาสนาที่ถ่ายทอดมาจากลัทธิหลัว ทหาร แม่ทัพและขันทีในวันล้วนกราบไหว้บูชากันมาก แต่ไรมาก็มีทั้งเผยแพร่แบบถูกกฏหมายบ้างผิดกฏหมายบ้าง แต่ที่เทียนจินนี้ นอกจากพุทธและเต๋าแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นลัทธิมาร

ที่ไม่รวมอยู่ในหมู่นี้ก็เห็นจะเป็นเจ้าแม่หม่าโจ้วแห่งท้องทะเล เทียนจินเป็นเมืองท่า เรือไปมามากมาย ชาวทะเลเชื่อในเจ้าแม่หม่าโจ้ว นี่เป็นความเชื่อตามๆ กัน

ราษฎร 130 ครัวเรือน รวม 672 คน คืนนี้พักกันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งบนเส้นทางหลวง ทหารดูแลดี แต่ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไร มีเพียงแค่เปี๊ยะเย็นๆ กับน้ำแกงเล็กน้อยเท่านั้น

คิดถึงเรื่องสบแม่น้ำแม้ว่าจะลำบาก แต่วันๆ ก็มีชีวิตที่ดี เลอะเลือนไปกราบไหว้เจ้าอะไรพวกนั้น จึงนำภัยมาสู่ตัว การร่วมกันบูชาเทพเจ้าพวกนี้ เป็นพวกผู้หญิงในบ้านทำกัน คนหนึ่งทำ ลากกันไปทั้งครอบครัว จึงต้องรับทุกข์มาถึงวันนี้ ผู้ชายในครอบครัวแม้แต่จะตบตีก็ขี้เกียจจะลงมือ บรรดาสตรีพวกนี้รู้สึกเศร้า จึงได้แต่แอบร้องให้ในยามดึกสงัดไร้ผู้คน

*************

วันที่ 30 เดือนหนึ่ง เส้นทางหลวงเทียนจินเมืองหลวงมีรถม้าแปลกหน้าวิ่งผ่าน ราษฎรอำเภอเซียงเหอ เมืองซุ่นเทียน อำเภอจิ้งไห่และอำเภอชิงเมืองเหอเจียน มีเงินในมือมากมาย ใช้ชีวิตสุขสบาย บ้นได้ยินเรื่องเทศกาลโคมไฟที่เทียนจิน ก็คิดจะมาดูความสนุกครึกครื้นแปลกใหม่กัน

ตอนนี้หลายอำเภอเชื่อมเส้นทางกับเทียนจิน ไม่จำเป็นต้องระวังโจรป่าอันใด โรงเตี๊ยมมากมาย ไม่ต้องกังวลที่พัก ไม่ต้องกังวลเดินทาง เส้นทางไปมาสะดวก ทุกคนก็อยากมาดูความคึกคักกัน

นับประสาอันใดกับยังเป็นเทศกาลบัวลอย หลังปีใหม่ทุกคนต้องทำมาหากิน รอบเทียนจินหลายอำเภอล้วนมีคนมาหางานทำที่เทียนจิน ครั้งนี้ก็มาชมดูสักหน่อย

แม้ว่าไม่ได้มาทำงานที่นี่ หากกลับบ้านไปจะได้คิดดูว่าเอาอะไรมาขายดี เดือนสิบในปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 9 เลี้ยงหมูเลี้ยงวัวก็ทำให้ร่ำรวยได้ไม่ใช่หรือ?

คนจากหมู่บ้านรอบๆ ล้วนมากันด้วยความหวัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข แต่พวกนักโทษที่มีความผิดต้องออกไปนั้นกลับสิ้นหวัง แท้จริงแล้วที่บ้านเกิดยังมีที่ทำนา หรืออาจให้คนช่วยทำได้ คงไม่ถึงกับอดตาย แต่ต้องจากเทียนจินที่แสนรุ่งเรืองมานี้ จะให้ทำใจได้อย่างไรกัน

เบื้องหน้าเป็นด่าน พ้นด่านนี้ไปก็ออกนอกเขตเทียนจินแล้ว แม้แต่ชายฉกรรจ์ก็ยังไม่อาจกลั้นอารมณ์ไว้ได้ มีคนกุมหน้าร่ำไห้ มีคนแผดเสียงร้องดัง มีคงถึงกับคุกเข่าลงทุบพื้นดินไม่หยุด

ทหารที่คุมตัวพวกเขาออกไปสีหน้าไร้ความรู้สึก หากไม่ขับไล่ให้เดินหน้าต่อ เพียงแค่ยืนมองเย็นชา หากมี ‘พวกว่างงาน’ มามุงดู หากมีคนนอกถามขึ้น คนว่างงานพวกนี้ก็จะอธิบายคล่องแคล่ว พอได้ฟังกระจ่าง เดิมทีเห็นใจ ก็เปลี่ยนเป็นดูแคลน ขณะเดียวกันยังคิดระวังตัวมากขึ้น ในใจคิดว่าวันหน้าตนเองอย่าได้ทำผิดด้วยความเลอะเลือนเช่นนี้

น่ารันทดจริง ออกจากด่านนี้แล้ว ทหารที่คุมตัวมาก็ยังไม่กลับไป มีนายทหารใหญ่ตะโกนดังว่า

“พวกเจ้าไปปั๊มลายมือไว้ ทิ้งรูปพรรณสัณฐานไว้ วันหน้าคิดกลับมาอีก หากถูกจับได้ ก็จะลงโทษเช่นนักโทษทั่วไป!!”

ทุกคนได้ยินกันหลายรอบ ล้วนก้มหน้าก้มตาเดินออกไป หากครานี้ได้ยินเสียงม้าวิ่งมาอย่างเร็ว มีคนบนหลังม้าตะโกนดังว่า

“นักโทษด้านหน้าหยุดก่อน ใต้เท้ามีคำสั่ง!!”

ได้ยินเสียงตะโกน พวกนักโทษยังไม่ทันตั้งสติได้ ทหารที่คุมตัวมากลับเดินไปด้านหน้าอย่างเร็ว นำตัวคนหลบลงข้างทาง ล้อมเอาไว้

ทหารม้าสิบกว่านายที่วิ่งมา สวมชุดมัจฉาเวหาล้วนเป็นทหารองครักษ์เสื้อแพร หัวหน้าท่าทางเหมือนนายกองร้อยผู้หนึ่งตะโกนดังบนหลังม้าว่า

“พวกเจ้าทำผิดต้องรับเอง ต้องมาเป็นเช่นตอนนี้ ล้วนเป็นเพราะทำตัวเอง ดูครอบครัวพวกเจ้าสิ เดิมมีชีวิตที่ดี ต้องมาพลอยลำบากไปด้วย พวกเจ้าละอายใจบ้างไหม?”

จะไม่ละอายใจได้อย่างไร เมื่อครู่ตอนผ่านด่านมา มีคนเศร้าเสียใจที่เห็นคนอื่นพาครอบครัวไปสนุกสนาน ตนเองกลับต้องร่ำไห้ออกจากเมืองมาก ความเลอะเลือนชั่ววูบทำเอาทั้งครอบครัวลำบาก ไหนว่ากราบไหว้บูชาธูปเทียนแล้วจะเป็นสุข ขอพรแล้วได้อันใดมากันนี่

เสียงนายกองร้อยบนหลังม้าตะโกนดัง คนไม่น้อยบนเส้นทางล้วนหยุดดู หากเป็นยามปกติ ทหารเทียนจินปฏิบัติงาน คนล้อมดู ทหารก็จะรีบเข้ามาขับไล่แล้ว อาจถึงขั้นลงแส้ขับไล่

แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน ทหารผู้นั้นกวาดตามองคนรอบๆ และยังตะโกนต่อว่า

“ใต้เท้าเมตตา รู้ว่าพวกเจ้ากลับไปต้องลำบาก ดังนั้นจึงเมตตา ให้พวกเจ้าอยู่เทียนจินต่อได้!!”

พอตะโกนจบ ทุกคนพากันตะลึงค้างอึ้งไป พวกที่ถูกไล่ออกไปล้วนร้องตะโกนขึ้นพร้อมกันอย่างดีใจยิ่ง บรรดาสตรีก็แผดเสียงร่ำไห้ดัง พวกอายุมากก็คุกเข่าลงคำนับ กล่าวน้ำเสียงสะอื้นไห้ว่า

“ใต้เท้าหวัง นายท่านช่างเมตตา ใต้เท้าหวังขุนนางทรงความยุติธรรม……”

คนที่เหลือก็เริ่มเข้าใจ ไม่ว่าชายหญิงเด็กคนชราล้วนพากันคุกเข่าลง พร้อมใจกับสรรเสริญในความเมตตา นายกองร้อยผู้นั้นกระตุกบังเหียนให้หยุด กล่าวว่า

“เทียนจินเป็นเมืองมีกฏ ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร พวกเจ้าอย่างไรก็ทำผิดมีโทษ จำต้องใช้แรงงานไถ่โทษ ตอนเหนือเทียนจินมีโรงบ้านให้ใช้แรงงาน 3 ปี หากพวกเจ้ายอมไป 3 ปีก็จะกลับคืนสถานะปกติ หากไม่ยอมไป ก็อย่าได้กลับมาเทียนจินอีกตลอดไป จะทำหรือไม่ พวกเจ้าเลือกเอาเองแล้วกัน!!”

ไม่มีทางเลือกอื่นใด ทุกคนก่อนมาเทียนจินเดิมทำนาที่บ้านเกิด หากได้อยู่เทียนจินต่อก็เป็นการดี อย่างมากก็ทำงานใช้แรงงานในนาก็แล้วกัน ทุกคนรู้ดีว่า ใต้เท้าเมตตาต่อสตรีและเด็ก ลูกหลานตนได้อยู่เทียนจินต่อ ย่อมมีหวังว่าอนาคตจะได้ดี

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรันทดหน้าด่านก็กลายเป็นความดีใจ พวกที่ถูกขับไล่ไปก็รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหลอาบแก้ม ทหารนำกลับไปยังโรงบ้านทำนา แต่ทำให้ทุกคนแปลกใจก็คือ มี 4-5 ครอบครัวไม่ยอม พอได้ยินว่าทำนาที่โรงบ้าน 3 ปีจึงเป็นอิสระก็ไม่พอใจ ด่าทอก่อนจะเดินออกจากเทียนจินไป

คนมุงบนถนนไม่น้อย ทุกคนเห็นเรื่องราวแล้วล้วนเข้าใจกันเป็นอย่างดี เทียนจินให้ความเมตตากรุณาเช่นนี้ คนพวกนี้ไม่ยอมรับ ช่างไม่รู้จักดีชั่วเสียจริง

ทหารองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินปฏิบัติภารกิจเสร็จ ยังอยู่เขตนอกเมืองเทียนจิน ย่อมไม่สนใจคนเดินผ่านไปมาพากันกลับเข้าเมืองทันที

“คนผ่านไปมามาก ล้วนเห็นความเมตตาหวังทง กระจายข่าวออกไป เขาก็ได้ชื่อเสียงดีงาม คนมาทำงานที่นี่ก็ยิ่งมาก ตอนนี้เทียนจินกำลังขาดแรงงาน เขาจะปล่อยไปได้อย่างไรกัน……”

“……พูดให้น้อยหน่อยเถอะ มีแต่เจ้าที่เข้าใจหลักการนี้งั้นหรือ ที่เทียนจินทุกแห่งมีสายหวังทงไปหมด หากมีผู้ใดรู้เข้า……”

กลางฝูงชนมีคนกล่าวเช่นนี้ขึ้น แต่ทุกคนคิดถึงงานเทศกาลโคมไฟที่เทียนจินแล้ว ยังมีความรุ่งเรืองเทียนจินเบื้องหน้า ก็ไม่อยากสนใจเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนอีก ไปทางที่ตนอยากไป ไปสนุกดีกว่า

*************

สำนักองครักษ์เสื้อแพรในเมืองเทียนจินด้านในสุด มักไม่มีคนผ่านไปมา เป็นที่รกร้าง ทุกคนไม่อยากเข้าใกล้ เพราะที่นี่เป็นที่ลงทัณฑ์ เมื่อก่อนนายกองพันสำนักองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินจำตัวนักโทษมาลงทัณฑ์ทรมานที่นี่ เดิมก็เงียบสงบมาหลายปี หลังวันที่ 10 เดือนหนึ่งก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!