ตอนที่ 585 คดีโลหิต แค้นใหญ่ชายแดน
ได้ยินหม่าต้งถามเช่นนี้ คนสนิทข้างกายก็รีบยืดตัวตรง หันไปกล่าวกับคนในห้องว่า
“ออกไปเฝ้าข้างนอก ระวังหน่อย!”
คนสนิทในห้องทั้งหมดก็คำนับรับคำพร้อมเพรียง ในห้องเหลือแค่หม่าต้งกับทหารสนิทสามนาย นายทหารคนสนิทนำตัวชายผู้นั้นไปยังหน้าหม่าต้ง แก้เชือกที่รัดขาเขาออก
คนที่ลอบเข้ามาผู้นั้นในที่สุดก็ยืดตัวตรงได้ หันไปโขกศีรษะให้กับหม่าต้งอย่างไม่สนใจสิ่งใด สะอื้นไห้กล่าวว่า
“ข้าน้อยรอมานาน ในที่สุดก็มีคนที่จะออกหน้าแทนได้แล้ว……”
“อย่าเพิ่งกล่าววาจาไร้สาระ บอกว่าก่อนว่าเจ้าคือใคร มาด้วยเรื่องอันใด ไม่อย่างนั้นจะส่งเจ้าออกนอกจวนไปทันที”
หม่าต้งตำหนิอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก ชายผู้นั้นตัวสั่น รีบกล่าวว่า
“ข้าน้อยคือนายกองหลิวจิ้นแห่งป้อมเจิ้นเชียงเป่า”
พอรายงานชื่อออกมา คนในห้องก็สบตากันอย่างแปลกใจ ป้อมเจิ้นเชียงเป่าเป็นประตูชายแดนตอนเหนือของเมืองต้าถง เป็นประตูทิศเหนือ เป็นประตูสู่ตอนเหนือของเมืองต้าถง และยังเป็นหนึ่งในด่านสำคัญชายแดนสู่ทุ่งหญ้าอีกด้วย เป็นนายกองที่นั่นไม่นับว่าลำบาก คนเช่นนี้มาร้องทุกข์อันใด
“มีหลักฐานไหม?”
หม่าต้งถามน้ำเสียงราบเรียบ ไม่อาจให้อีกฝ่ายกล่าวสถานะอันใดก็เชื่อสถานะอันนั้น อย่างไรก็ต้องเอาหลักฐานมาแสดง คนผู้นั้นน้ำเสียงสั่นกล่าวอย่างตระหนกว่า
“ใต้วงแขนในเสื้อข้าน้อยมีห่อกระดาษอาบน้ำมัน ขอใต้เท้าโปรดนำออกมา”
ทหารคนสนิทเข้าไปควานหาสักครู่ก็ขมวดคิ้วหยิบห่อกระดาษอาบน้ำมันออกมา ส่งให้หม่าต้งแกะออก ในนั้นเป้นป้ายประจำตัวบอกตำแหน่ง เป็นหลักฐานแสดงสถานะนายกอง ทหารนำมาตรวจสอบแล้วก็เข้าไปรายงานรับรองว่าใช่
หม่าต้งส่ายหน้า หัวหน้านายกองแห่งป้อมเมืองต้าถงมีความคับแค้นอันใด ไม่ไปหาแม่ทัพใหญ่หรือหัวหน้านายทหารท่านอื่น หากกลับปีนเข้ามาร้องทุกข์ในจวนตนยามวิกาลเช่นนี้ เบื้องหลังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องด้วยเรื่องใด อย่างไรก็คงเป็นความยุ่งยาก คิดจะผลักไสไม่สนใจ แต่เมื่อคิดถึงตำหนักอุ่นในวัง วาจำที่โอรสสวรรค์ตรัส ได้แต่เอ่ยปากถามว่า
“เจ้าจะฟ้องคดีอันใด?”
ชายผู้นั้นดิ้นรนโขกศีรษะอีกครั้ง กล่าวน้ำเสียงแหบพร่าว่า
“ข้าน้อย……ข้าน้อยจะฟ้อง จะฟ้องรองขุนพลกองกำลังฝ่ายซ้ายประจำเมืองต้าถง อวี๋ซื่อเฉียง ฟ้องเขาสบคบคิดพวกมองโกล ฟ้องเขาทำลายกองทหารหมิง ฟ้องเขาคิดการไม่ซื่อ…”
ยิ่งพูดก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กล่าวจนสุดท้าย ทหารคนหนึ่งก็เข้ามาเอาผ้าอุดปากไว้ เสียงจะได้ไม่ดังเกินไปจนทำให้รอบนอกต้องแตกตื่นตกใจ
รองขุนพลกองกำลังฝ่ายซ้ายประจำเมืองต้าถง อวี๋ซื่อเฉียง ทหารเก่งกล้าทัพเมืองต้าถงล้วนอยู่ทางตะวันตก ไม่ว่าทัพอวี้หลิน ทัพเวยหย่วน ทัพขวาเมืองต้าถง ทัพผิงหลู่ ทัพอวิ๋นชวน เกือบแสนนายล้วนประจำการอยู่ทางตะวันตกของเมืองต้าถง เพราะทางตะวันตกขึ้นไปทางเหนืออีกราวไม่ถึง 300 ลี้ก็คือเมืองกุยฮว่าเฉิง เป็นพื้นที่พักของพวกเผ่าถู่ม่อเท่อ และการป้องกันจากเมืองต้าถงถึงป้อมเจิ้นเชียงเป่า นอกจากทหารจากแม่ทัพและรองแม่ทัพแล้ว ก็จะเป็นรองขุนพลกองกำลังฝ่ายซ้ายประจำเมืองต้าถง อวี๋ซื่อเฉียง กล่าวให้ถูกต้องก็คือ ป้อมเจิ้นเชียงเป่าอยู่ในความดูแลป้องกันของรองขุนพลกองกำลังฝ่ายซ้ายประจำเมืองต้าถง อวี๋ซื่อเฉียง แม้ความจริงเป็นเช่นนี้ แต่ระยะทางระหว่างป้อมต่างๆ ตามกำแพงเมืองกับป้อมเจิ้นเชียงเป่าก็ล้วนเชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ
“สมคบคิดมองโกล เจ้าอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหล อวี๋ซื่อเฉียงเป็นใคร เป็นขุนพลใหญ่แห่งทัพหมิงเรา เป็นบุตรชายคนเล็กของหย่งเซิ่งป๋อ อวี๋หยวนกัง บิดาพระคู่หมั้นอ๋องลู่ ขุนพลระดับชนชั้นสูงเช่นนี้ จะไปทำเรื่องเลวร้ายอกตัญญูต่อแผ่นดินได้อย่างไร”
นายทหารคนสนิทเข้าไปเปิดผ้าอุดปากออก คนผู้นั้นสะอื้นไห้กล่าวต่อว่า
“ใต้เท้า เมื่อสี่ปีก่อนป้อมเจิ้นเชียงเป่าตายไป 400 กว่าชีวิต ล้วนถูกอวี๋ซื่อเฉียงนำทหารมองโกลเข้ามาสังหารสิ้น 400 กว่าชีวิต……”
หม่าต้งขมวดคิ้ว ขัดวาจาเขาขึ้นว่า
“400 กว่าชีวิต ป้อมเจิ้นเชียงเป่าเป็นพื้นที่ทหารมีราษฎร 5,000 กว่า พวกนั้นเข้ามาสังหารไป 400 กว่า เหตุใดจึงไม่มีเสียงร้องตกใจ เรื่องเช่นนี้เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดรู้เห็น หลิวจิ้น เจ้าอย่าได้คิดว่าข้าเพิ่งมาที่นี่ หากคิดจะหาช่องโหว่ สร้างเรื่องเหลวไหลไร้ความจริง ข้าจะโยนเจ้าออกไปสังหารทิ้งซะ”
หม่าต้งน้ำเสียงเยียบเย็น หลิวจิ้นได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะคิดอย่างฉับไว ก่อนจะปรับอารมณ์ให้เย็นลงและเริ่มเล่า……
เมืองต้าถงมีการหักเบี้ยหวัดทหารเป็นเรื่องปกติ ป้อมชายแดนก็ต้องอาศัยเบี้ยหวัดพวกนี้ยังชีพไม่ให้หนาวตายหิวตาย แต่ทุกคนก็มีวิธี ชายแดนมีผลประโยชน์มากมาย เพราะว่าติดทุ่งหญ้า จึงสามารถเก็บเงินจากพ่อค้าผ่านด่านได้ หรือไม่ก็นำสินค้าตนเองออกไปขายกับพวกพวกมองโกลบนทุ่งหญ้าได้ ล้วนทำกำไรได้ไม่น้อย
การค้าส่วนการค้า เพื่อเน้นปลอดภัยไว้ก่อน อย่างไรก็ไม่อาจให้พวกมองโกลเข้าใกล้กำแพงเมืองเกินไปนัก ใกล้เกินไปก็อาจถูกคนเข้าใจว่ามีการบุกรุกชายแดนได้ ดีไม่ดีเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ขึ้น ดังนั้นระเบียบปฏิบัติจึงกำหนดให้รถม้าจากหมิงนำของส่งออกไปให้ ไปเก็บเงินค่าสินค้าบนทุ่งหญ้า
เสบียงอาหาร เกลือ อาวุธชุดเกราะ ผ้าไหมแพรพรรณ ล้วนส่งออกไปแลกขนสัตว์ สัตว์เลี้ยง ล้วนเป็นการค้าที่สร้างความยินดียิ่ง นายทหารสิบกว่านายของป้อมเจิ้นเชียงเป่า ผู้ใดออกไปค้าขายย่อมได้กำไรกลับมา ดังนั้นทุกคนจึงผลัดกันไป
สี่ปีก่อนในวันหนึ่งเป็นคิวของหลิวจิ้น หลิวจิ้นนำสินค้าจำนวนมากของทุกคน ยังนำสินค้าส่วนตัวของตนออกไปทางเหนือ แม้ว่าเมืองต้าถงห่างจากเผ่าอันต๋าไม่ถึง 200-300 ลี้ แต่ป้อมเจิ้นเชียงเป่าก็ไม่อาจสร้างสายสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตที่นั่นได้ ก็หมายความว่าได้แต่ทำการค้ากับเผ่าเล็กๆ รอบๆ เท่านั้น
ออกไปได้สองวัน ไปทำการค้าบนทุ่งหญ้าแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง ได้เงินและหนังสัตว์กลับมา ทุกคนกลับมากันด้วยความยินดีปรีดา ระหว่างทางก็ได้พบกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง
ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ แต่คนและม้าต้องพักผ่อนดื่มน้ำ ที่ตั้งพักกระโจมย่อมมีไม่มากนัก เดินเส้นทางนี้ ก็ต้องพักที่นี่แทบทั้งนั้น
คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวฮั่น มีพวกมองโกลไม่กี่คน ตั้งกระโจมพักอยู่ริมแอ่งน้ำ พวกหลิวจิ้นมองออกว่า อีกฝ่ายมีอาวุธ ฝึกฝนมาดี ไม่รู้ว่าเป็นทหารหน่วยใด บางทีอาจมาจากเมืองต้าถง แต่ก็ไม่แปลกอันใด ทุกคนล้วนทำการค้าบนทุ่งหญ้ากับพวกมองโกล รู้กันอยู่แก่ใจก็พอ
พวกหลิวจิ้นครั้งเดียวก็ได้ก้อนโต พวกมองโกลไม่มีสัตว์เลี้ยงและขนสัตว์เพียงพอ เงินก็ไม่พอ จึงต้องเอาทองมาแลกซื้อ ถูกพวกหลิวจิ้นกดราคา หากนำกลับมาแผ่นดินหมิงได้ ย่อมได้กำไรไม่เพียงแค่สามเท่า ตลอดทางมาก็คุยหัวเราะเฮฮา ยินดีปรีดายิ่งนัก
พอตกดึกตั้งกระโจมพักริมแอ่งน้ำ ฆ่าแพะสองตัวมาย่าง สุรานมม้าบนทุ่งหญ้าแม้ว่าเปรี้ยวเฝื่อน แต่ก็ยังเป็นสุรา สุราเนื้อสัตว์ครบ จึงเฮฮาร้องเพลงกันลั่นไปหมด
พอดื่มกันได้ที่ หลิวจิ้นก็ใจดี ตัดแพะครึ่งตัว พร้อมสุราหลายถุงหนัง ให้คนนำมาให้ บอกว่าการได้พบกันนับเป็นวาสนา ทุกคนร่วมดื่มเฮฮา
ชายพวกนั้นระวังตัวกันมาก แต่ก็ยังรับไป คนที่ตามหลิวจิ้นไปได้พบคนที่รู้จัก จึงได้ยิ้มแย้มทักทายไปว่า
“เจ้าไม่ใช่ผู้ติดตามขุนพลอวี๋กองกำลังฝ่ายซ้ายหรอกหรือ? ดึกดื่นมาทำการค้าอันใดที่นี่กัน?”
เขาก็แค่ถามไปอย่างนั้น สีหน้าคนกลุ่มนั้นก็แปรเปลี่ยน พวกหลิวจิ้นคนนั้นดื่มจนเมามาย ตอนนั้นไหนเลยจะทันสังเกต ทักทายไปก็เดินสะเปะสะปะกลับมา ส่ายไปส่ายมาจนถึงที่พัก ตลอดทางคนทั้งกลุ่มยังพูดเสียงดังโหวกเหวกว่า
“ดูสีหน้าคนพวกนั้นสิ เดาว่าไม่ค่อยได้มาบนทุ่งหญ้า……”
หลิวจิ้นดื่มไปมากจนน้ำเต็มท้อง มึนไปหมด นอนไปได้ครึ่งชั่วยามก็ลุกขึ้นมาปลดทุกข์ เดินไปยังหลังกองสินค้าก่อนจะปลดกางเกงลง ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในกระโจมพัก เริ่มแรกก็ไม่ได้คิดอันใด ต่อมาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวน จึงรีบหันกลับไปดู อาศัยแสงวับแวมของกองไฟ เห็นมีคนบุกเข้ามา
ริมแอ่งน้ำก็มีแค่คนสองกลุ่มนี้ พวกมองโกลย่อมไม่มาบุกที่นี่ พวกที่ลงมือย่อมต้องเป็นอีกกลุ่ม พวกหลิวจิ้นมีบางคนคว้าอาวุธมารับมือ แต่ก็คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจกว่า ไม่อาจรับมือได้แม้แต่น้อย แต่พวกหลิวจิ้น 400 กว่าก็ยังออกมาต้านไว้
หลิวจิ้นเห็นสถานการณ์ดีขึ้น กำลังจะวิ่งออกไป ก็ได้ยินเสียงม้าควบมาใกล้ หลิวจิ้นได้ยินก็รู้ทันทีว่า ทัพม้าที่มาไม่น้อยกว่า 500 ทัพม้า 500 มาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ว่าสำหรับฝ่ายใด ย่อมไม่ใช่เรื่องดี หลิวจิ้นวิ่งหนีไปอีกทางอย่างขวัญหนีดีฝ่อ
ดีที่เขาออกมาปลดทุกข์ หลบอยู่นอกกระโจมพัก ไม่มีผู้ใดเห็นร่องรอยเขา หลิวจิ้นวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกไปได้สองสามร้อยก้าว ใต้ความมืดปกคลุมย่อมไม่มีผู้ใดเห็นเขา เขาวิ่งลงไปหลบในหลุมดิน
เมื่อทัพม้ามองโกล 500 กว่ามาถึง สถานการณ์แอ่งน้ำก็เปลี่ยนไป ได้ยินแต่เสียงร้องโหยหวนดังติดต่อกัน ไม่นานก็เงียบลง
ทางนั้นคิดไม่ถึงว่าหลิวจิ้นจะโชคดีเพียงนี้ นับประสาอันใดกับสังหารไปตั้งหลายร้อย หายไปคนหนึ่งย่อมไม่ทันสังเกต
หลิวจิ้นหลบอยู่ในหลุมถึงกลางวันวันรุ่งขึ้น รอคนไปหมดแล้วจึงกล้าโผล่ออกมา ไม่ต่างจากที่คาดไว้ คนในที่พักทั้งหมดถูกสังหารเรียบ
เห็นสภาพน่าอนาถเช่นนี้ หลิวจิ้นอยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก แค้นจนได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พวกที่ตามเขาออกมาค้าขายครั้งนี้ มีน้องชายแท้ๆ และอาเล็กของเขารวมอยู่ด้วย ครั้งนี้ถูกสังหารสิ้น กลับไปก็ไม่รู้จะบอกคนที่บ้านอย่างไร
บาดแผลหลายคนล้วนถูกคนบนหลังม้าฟันลงมาจากที่สูง การตายเช่นนี้ ทหารชายแดนคุ้นเคยดี ย่อมเป็นฝีมือพวกมองโกล จะว่าไปบนทุ่งหญ้านี้ที่ใดจะมีทหารม้า 500 นายเช่นนี้ได้
ม้ายังอยู่ละแวกนั้น หลิวจิ้นไม่กล้ากลับไปตอนนี้ เกรงว่าอีกฝ่ายจะมารอดักอยู่ด้านหน้า หาที่หลบจนเช้าอีกวันค่อยกล้าเดินทางกลับด้วยจิตใจที่อกสั่นขวัญแขวน
หลิวจิ้นคิดย้อนไปถึงภาพเมื่อว่าน คิดไปคิดมา เกรงว่าประโยคที่มีคำว่า ‘ขุนพลอวี๋กองกำลังฝ่ายซ้าย’ นำเภทภัยมาสู่เป็นแน่ พอเขากลับถึงป้อมเจิ้นเชียงเป่า คนมากมายออกไป เขากลับมาคนเดียว จะบอกกับคนอื่นอย่างไร จึงได้แต่อาศัยว่าชำนาญในพื้นที่ลักลอบเข้ามา เตรียมว่าคืนนี้จะกลับไปพาลูกเมียลอบออกไปก่อน
คิดไม่ถึงว่าคืนนั้น ขาหนึ่งก้าวเข้าบ้าน อีกขาหนึ่งก็มีคนสิบกว่าคนวิ่งเข้ามาจับ หลิวจิ้นดิ้นรนหนีจาย อาศัยว่าชำนาญพื้นที่ จนทำให้ทหารแตกตื่น เขาจึงหนีรอดได้ แต่ภรรยาและมารดายังมีลูกอีกสองนั้นหนีออกมาไม่ได้ บ้านถูกคนพวกนั้นวางเพลิง ไม่อาจมีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว
หลิวจิ้นหลบซ่อนตัวอยู่หลายวัน คิดจะหาทางเรียกร้องความเป็นธรรม ก็ได้ยินข่าวมาว่า ตนเองสมคบคิดพวกมองโกลบนทุ่งหญ้าฮุบสินค้าเงินทองไปเพียงผู้เดียว คนที่ไปด้วยล้วนถูกสังหารสิ้น กลับมาพาลูกเมียหนี วางเพลิงเผาบ้านตัวเอง ไม่รู้ว่าไปรวยอยู่ที่ไหนแล้ว
น่าแปลก เพียงแค่พบกันโดยบังเอิญบนทุ่งหญ้าครั้งเดียว ก็ทำให้ครอบครัวหลิวจิ้นต้องสูญสิ้น ยังต้องโดนป้ายสีใส่ร้ายอีก นี่เป็นความแค้นยิ่งใหญ่สลักลึกเข้ากระดูกอย่างแท้จริง และก็เป็นคดีใหญ่ที่น่ำตกใจเช่นกัน



