ตอนที่ 595 ค่อยๆ เตรียมพร้อม
ขันทีเมื่อได้ตำแหน่งก็มักจะออกนอกวังไปวางท่า แสดงวาสนา พวกเขาเป็นบุคคลระดับต่ำสุดในวัง เบื้องบนยังมีเจ้านายอีกหลายชั้น ถูกกดขี่อย่างมาก ออกนอกวังไปเดินสักรอบ ทุกคนรู้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ในวังก็จะให้ความเกรงใจ ทำให้จิตใจขันทีรู้สึกได้ชดเชยจนรู้สึกพอใจได้
ด้วยเหตุนี้ บางทีพวกขันทีทำงานเสร็จ เจ้านายก็จะพระราชทานรางวัลให้ออกไปนอกวังทำงานได้
เข้าวังได้ไม่ถึงสองเดือน ขันทีหลี่เฉวียนก็วางตัวได้ดูน่าเชื่อถือ ซื่อสัตย์ ทำงานขยันขันแข็ง ได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปดูแลในพระตำหนัก ชื่อตำแหน่งขันทีได้เติมคำว่า ‘แห่งตำหนัก’ ต่อท้าย ก็ย่อมเป็นบุคคลเทียบระดับคณะเสนาบดีใหญ่ ขันทีพวกนี้แท้จริงแล้วก็ดูแลเก็บกวาดห้องสิบกว่าห้องในตำหนัก เป็นหัวหน้าสั่งการขันทีน้อยอีกราวห้านายทำงานเท่านั้น
คนระดับล่างหากได้ขึ้นเหนือคนก็ย่อมวางอำนาจบาตรใหญ่ในทันทีอย่างที่สุด ขันทีในวังไม่น้อยตอนทำงานระดับล่างจะระมัดระวังนอบน้อมอย่างที่สุด ไม่กล่าววาจาใหญ่โต แต่พอถูกยกขึ้นมา ก็จะไม่เพียงแต่ไม่เห็นใจคนที่เคยอยู่ระดับเดียวกับตน หากกลับรังแกหนักยิ่งขึ้น
หากหลี่เฉวียนที่ถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นมานี้กลับไม่เหมือนกัน ก่อนถูกเลื่อนตำแหน่งก็ขยันทำงาน ปฏิบัติต่อผู้อื่นก็เกรงอกเกรงใจ หลังจากได้รับตำแหน่งใหม่ก็ยิ่งขยัน ท่าทีต่อผู้อื่นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ในวังมีคนเช่นนี้ได้ เบื้องบนก็ย่อมให้ความสำคัญ ตำแหน่งก็เลื่อนแล้ว แต่ผลประโยชน์ที่ได้ตามปกติก็ไม่อาจขาด
หากย่อมไม่มีรางวัลสูงค่าอันใด ก็แค่ให้เขาออกนอกวังได้ไปเลือกซื้อของ งานระดับนี้ หนึ่งเพื่อออกไปเดินผ่อนคลาย สองจะได้มีเงินเข้ากระเป๋าบ้างหลังจัดซื้อ
ในวังกดขี่กดดันหนัก ได้ออกนอกวัง ขันทีก็ย่อมรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย หลี่เฉวียนเองก็รู้สึกผ่อนคลาย ขันทีน้อยยุ่งกับการช่วยเขาถือของ สองคนเดินเที่ยวเล่นไปทั่ว มีความสุขมาก
ขันทีมีเงินมีอำนาจไม่มีอันใดขาด ระดับหลี่เฉวียนออกมาเดินเล่น มีเงินในกระเป๋ามากย่อมเข้ากินดื่มในร้านอาหาร เงินน้อยก็เข้าร้านขนมหาซื้อขนมประณีตกินสักหน่อยได้
ในวังมีห้องเครื่อง หากพ่อครัวห้องเครื่องก็ต้องทำอาหารให้กับบรรดาเจ้านายและพวกขันทีนางกำนัลมีระดับ ขันทีทั่วไปก็ย่อมมีแต่อาหารธรรมดา การจะได้ไปกินที่หอเลิศรสก็ต้องเข้าคิวกันไปดูแลทางเขตทักษิณ ขันทีที่อื่นล้วนขาดอาหารเลิศรส พอออกจากวังได้ก็ล้วนหาของกินกัน
ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ใกล้วังหลวง ร้านขนมกับร้านอาหารเล็กๆ จึงมากกว่าที่อื่น หลี่เฉวียนอยู่ในวังรับเงินน้อย ออกมายังซื้อของต่อไม่เป็น ซื้อไม่กี่อย่าง ก็มีเงินเหลือเพียงแค่ 200 กว่าอีแปะเท่านั้น
เงินแค่นี้ในเมืองหลวงจะเข้าร้านอาหารก็กินได้แค่คนเดียว กินอิ่มยาก สองคนกินอิ่มไม่มีทาง จะไล่ผู้ติดตามกลับไปก่อน ตนเองไปกินคนเดียว หลี่เฉวียนก็ไม่ใช่คนเช่นนั้น ทำเรื่องเช่นนั้นไม่ได้ เงิน 200 อีแปะพอจะซื้อขนมอร่อยประณีตได้สักหน่อย จึงเดินตรงไปยังร้านขนมทันที
ขันทีน้อยปีนี้อายุ 15-16 ปี ไม่รู้เรื่องอันใด มีกินก็ดีใจมาก เดินตามหลี่เฉวียนเข้าไปหน้าประตูร้านขนม หลี่เฉวียนหันไปสั่งให้เขารออยู่ด้านนอกพร้อมของที่ซื้อมา
ไม่แน่ว่าตอนซื้อของอาจแอบหักเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองได้ ขันทีน้อยพอรู้ธรรมเนียมเช่นนี้บ้าง จึงถือขอรออยู่ด้านนอก
หลี่เฉวียนเข้าไปในร้าน เถ้าแก่หลงจู๊ก็รีบเข้ามาทักทาย หลี่เฉวียนมองซ้ายมองขวา กล่าวว่า
“ร้านท่านมีขนมเปี๊ยะกรอบไส้กุ้งแห้งขาหมูหมักหรือไม่?”
ขนมเปี๊ยะกรอบขาหมูหมักสอดไส้กุ้งแห้งเป็นของประหลาดหายาก คนงานในร้านอึ้งไป หลี่เฉวียนหันไปมองกล่าวว่า
“ต้องเป็นกุ้งแห้งตัวโตจากเทียนจิน ไม่เช่นนั้นกลิ่นไม่หอมพอ……”
คนงานในร้านได้สติ รีบฉีกยิ้มเต็มหน้า วางจานชั่งลงบนโต๊ะ ก่อนจะวางกระดาษลงไปบนจานชั่งรองไว้ เริ่มเปิดตู้ขนมหยิบขนมออกมา
คนงานท่าทางเชื่องช้า ยังหาที่คีบไม่พบ เสียเวลาอยู่นาน หลี่เฉวียนจองมองกระดาษในจานตาชั่งตาไม่กระพริบ มองจนน้ำตาไหลออกมา เอื้อมมือไปลูบไม่หยุด คนงานผู้นั้นตบท้ายทอยตนเอง ยิ้มกล่าวว่า
“ขนมเปี๊ยะกรอบนี่มันมาก กระดาษดูดน้ำมันเยิ้มไปหมด กงกงรอสักครู่ ข้าน้อยเปลี่ยนกระดาษห่อก่อน”
กล่าวจบก็ดึงกระดาษห่อออก เปลี่ยนไปสองแผ่น จึงได้วางลงเริ่มชั่ง จากนั้นก็ใช้กระดาษอาบน้ำมันห่อ เก็บเงินส่งให้หลี่เฉวียน ยิ้มกล่าวว่า
“หากกงกงกินแล้วอร่อย ขอให้มาร้านข้าน้อยอีกครั้ง ข้าน้อยจะต้องลดราคาพิเศษให้กงกง พิเศษมากอีกหน่อย”
หลี่เฉวียนพยักหน้า คว้าขนมได้ก็เดินออกไป พอไปถึงประตูร้านก็เปิดห่อกระดาษออก ให้ขันทีน้อยหยิบกินเอง เขาเองก็หยิบออกมาชิ้นหนึ่ง
“โอ้โห ไส้เปี๊ยะกรอบนี้มีขาหมูหมักและกุ้งแห้งด้านในด้วย หอมจริงๆ หลี่กงกงซื้อเป็นจริงๆ ……หลี่กงกง ท่านร้องไห้ทำไมกัน……?”
หลี่เฉวียนหยิบเปี๊ยะกรอบส่งเข้าปากกัดไปคำหนึ่ง กลิ่นหอมอบอวล กลิ่นหอมกุ้งแห้งกับกลิ่นแป้งเปี๊ยะกรอบ เป็นรสชาติที่ยอดเยี่ยม กัดไปคำหนึ่งก็อดหลั่งน้ำตาไม่ได ได้ยินขันทีน้อยถาม ก็ตะลึงค้างอึ้งไปก่อนจะสะอื้นไห้ตอบว่า
“เมื่อก่อนตอนร่อนเร่อยู่นอกวัง ได้กินอาหารดีๆ อย่างนี้ที่ไหน ตอนนี้ได้กิน ช่างเป็นวาสนาที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนแท้ๆ โชคดีที่ได้เข้าวัง!”
วาจากล่าวได้ซาบซึ้งนัก ทำเอาขันทีน้อยถึงกับหลั่งน้ำตา
ตกดึกกลับเข้าวัง หลี่เฉวียนปฏิบัติงานไปตามปกติ ขันทีน้อยที่ออกไปกับเขาถูกเรียกตัวไป ถามว่ากลางวันออกไปได้พบใครทำอันใดบ้าง พอฟังจบ ก็คลี่ยิ้มเท่านั้น
***************
“……เมืองหลิงโจวที่หนิงเซี่ยมีเหตุนายกองพันก่อกบฏ สังหารขุนพลสวี่หรู่จี้ตายพร้อมครอบครัวทั้งหมด ส่งจิ้นอิ้งหวยยกกำลังไปปราบ สังหารโจรได้ 30 กว่า จับกุมได้ 25……”
ในหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อ ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับนั่งอยู่ จางซื่อเหวยกำลังอ่านฎีกาถวาย วันที่ 16 เดือนห้า การประชุมวันนี้เงียบเหงาอยู่บ้าง
เก้าอี้ตัวแรกข้างพระวรกายฮ่องเต้ว่านลี่ที่เป็นที่นั่งของจางจวีเจิ้งว่างอยู่ เสนาบดีกรมปกครองหลี่โย่วจือ ได้รับอนุมัติให้อำลาตำแหน่งกลับบ้านเกิด หลี่โย่วจือน่าจะเตรียมตัวมานานแล้ว ราชโองการในวังมาถึง เขาก็ทูลาทันที จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็นำครอบครัวกลับบ้านเกิดไป เสนาบดีกรมอากรหม่าจื้อเฉียงขออำลากลับบ้านเกิด คนที่ขึ้นแทนตำแหน่งก็คือจางเสวียเหยียนยังวัยวุฒิน้อย และยังไม่ได้เข้าดำรงตำแหน่งในคณะเสนาบดีใหญ่
ก็หมายความว่า วันนี้ที่ประชุมคณะเสนาบดีใหญ่ มีเพียงเสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยและเสนาบดีกรมพิธีการเซินสือหังสองคนเท่านั้น
จางซื่อเหวยอ่านฎีกาจบก็ถวายบังคม ก่อนจะทูลว่า
“ฝ่าบาท จิ้นอิ้งหวยรับมือได้ทันท่วงที ควรได้รับรางวัลความชอบ ปราบจลาจลด้วยความจงรักภักดี ขอทรงประทานรางวัลความชอบ ขอฝ่าบาททรงมีพระบัญชา!”
ฮ่องเต้ว่านลี่ที่ประทับอยู่พยักหน้า สีพระพักตร์เริ่มหงุดหงิดพระทัย ตรัสว่า
“ตามที่เคยปฏิบัติกันมา ควรให้รางวัลก็ให้ ควรตรวจสอบก็ตรวจสอบ เราได้ยินว่า หม่าจิ่งซานเคลื่อนกำลังก่อกบฏเป็นเพราะสวี่หรู่จี้หักเบี้ยรุนแรงใช่หรือไม่?”
จางซื่อเหวยหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะคำนับทูลว่า
“ฝ่าบาท เรื่องนี้ทางหนิงเซี่ยมิได้เอ่ยถึง กระหม่อมไม่กล้าให้ความเห็นพลการ”
“เดือนสามที่หังโจวเกิดเหตุก็เพราะหักเบี้ยหวัด เดือนสี่ก็มีเกิดที่หนิงเซี่ย……เราไม่เข้าใจว่า ทุกปีงบประมาณใช้ไปกับชายแดนถึงเจ็ดแปดส่วน เวลาที่มากก็ยังถึงแปดส่วน ให้เงินไปมากมายเช่นนี้ เหตุใดยังคิดหักเบี้ย ทำให้เกิดเรื่องมากมายเช่นนี้ตามมาได้”
เดือนสามปีนี้ ขุนพลคุมกองกำลังเจ้อเจียงมีการหักเบี้ยหวัดทหารที่หังโจวทีเดียวสามส่วน ทหารหังโจวก่อการ รองขุนพลคุมกองกำลังเจ้อเจียงถวายฎีกา ราชสำนักมีคำสั่งให้ปลดขุนพลใหญ่นำตัวมาสอบสวนจากนั้นทุกอย่างก็เรียบร้อย
เรื่องราวไม่ใหญ่โต จัดการให้สงบได้ในเจ็ดวัน แต่เหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุใหญ่นับแต่ว่านลี่ครองราชย์มา จึงทำให้ว่านลี่รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
บ่นไม่พอใจไปสองสามคำ เห็นจางซื่อเหวยนิ่งเงียบไร้การเคลื่อนไหว ฮ่องเต้ว่านลี่เหมือนได้ระบำยความอัดอั้นในพระทัย การหักเบี้ยหวัดเป็นกันทุกแห่งเช่นนี้ แม้คิดจะเปลี่ยน ก็ไม่อาจจัดการได้ทันที ฮ่องเต้ว่านลี่ทำพระทัยให้สงบลงก่อนจะถามว่า
“เซินสือหัง เมื่อวานท่านไปเยี่ยมท่านจางที่จวนแทนเรา ท่านจางอาการเป็นอย่างไรบ้าง?”
พอตรัสถามออกไป ในหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อก็เงียบกริบลงอีก ทุกคนรู้ข่าว แต่ทุกคนก็ยังอยากรู้ข่าวอาการป่วยจางจวีเจิ้งให้มากอีกหน่อย
ได้ยินรับสั่งถามเช่นนี้ เสนาบดีกรมพิธีการเซินสือหังที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ มาโดยตลอดก็ก้าวออกมา ถวายบังคมกราบทูลว่า
“ทูลฝ่าบาท ตอนกระหม่อมไปจวนท่านจาง ท่านจางต้องให้คนสนิทประคองออกมาที่โถงหน้า กระหม่อมมองแล้วท่านจางยังกระปรี้กระเปร่าดี แต่ขาเดินไม่ค่อยสะดวกเท่านั้น ตาทั้งสองแดงก่ำ เป็นดังที่หมอหลวงว่าว่าเป็นพิษร้อนพะยะค่ะ”
ทูลจบ ก็มองสีพระพักตร์ฮ่องเต้ว่านลี่ เห็นทรงตั้งใจฟังอยู่ จัดระเบียบความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“หมอหลวงที่ฝ่าบาทส่งไปตรวจดูอาการท่านจางอยู่พอดีบอกกับกระหม่อมว่า ท่านจางเหมือนว่าความร้อนภายในปะทุรุนแรง และยังกินยาเสริมพลังหยางมาตลอดทั้งปี สะสมพิษร้อนเอาไว้มาก โรคนี้หากจะปรับธาตุในกายเป็นเรื่องยุ่งยากพอควร……”
คำพูดหมอหลวงมักจะไม่กล่าวกระจ่างนัก คำว่า ‘ปรับธาตุในกายเป็นเรื่องยุ่งยากพอควร’ ได้ยินกันทั่วไป ไม่ใช่สัญญาณที่ดีอันใด
ทุกคนได้ยินกันชัดเจน สีหน้าแสดงออกไร้อารมณ์ใด แต่ไม่ว่าขุนนางใหญ่หรือขันทีในที่นั้นก็ล้วนอยากรู้ท่าทีและปฏิกิริยาของฮ่องเต้ว่านลี่
ฮ่องเต้ว่านลี่สีพระพักตร์นิ่งขรึม เซินสือหังทูลจบ ก็เงียบไปพักหนึ่ง ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสขึ้นว่า
“ท่านจางทำงานหนักเพื่อแผ่นดินมากเกินไป…จางเฉิง เอายาบำรุงชั้นเลิศในวังส่งไปให้ท่านจางหน่อย กำชับคนของท่านจางว่า หมอหลวงต้องการอันใด ให้เอ่ยมาได้ทันที ให้ในวังจัดหาให้”
จางเฉิงที่ยืนข้างๆ รับพระบัญชา ฮ่องเต้ว่านลี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสว่า
“ตอนนี้ในคณะเสนาบดีใหญ่มีแค่สองคน ตำแหน่งสำคัญเช่นนี้จะปล่อยให้ว่างเช่นนี้ได้อย่างไร เราเมื่อคืนได้……หารือกับ……เรื่องแต่งตั้งเหลียงเมิ่งหลงเป็นเสนาบดีกรมปกครอง และเรื่องให้เสนาบดีกรมโยธาเจิงสิ่งอู๋เข้าร่วมในคณะเสนาบดีใหญ่นี้”
ตำแหน่งสองตำแหน่งในคณะเสนาบดีใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสไม่กระจ่างนัก แต่คนในที่นั้นล้วนรู้นี้ว่า สองท่านนี้เป็นคนที่ไทเฮาฉือเซิ่งทรงเลือก สีหน้าจางซื่อเหวยกระตุกเล็กน้อย หากเซินสือหังกลับคุกเข่าลงรับพระบัญชา เขาจึงได้แต่คุกเข่าลงตาม……
*************
ตอนประชุมอยู่นั้น ในห้องทำงานรองหัวหน้าสำนักอาชาหลวงหลินซูลู่ ซวงสี่น้ำเสียงตื่นเต้นกล่าวว่า
“นายท่าน เช้านี้ได้ข่าวมา คนผู้นั้นอยู่ได้ไม่เกินสองเดือนแล้ว!”
“……ข้าจะมีอยู่ต่อได้เกินสองเดือนไหม?”
หลินซูลู่สีหน้าไร้อารมณ์ กล่าวถามน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
