Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 606

ตอนที่ 606 เข้าสู่พลบค่ำ

ในวังก่อนเวลาอาหารค่ำมักจะวุ่นวายกันอยู่สักหน่อย ทุกคนล้วนปฏิบัติหน้าที่ในวันหนึ่งเสร็จลง กลางคืนก็มักจะอยากมีเวลาพักผ่อนกัน ทุกคนก็ล้วนผ่อนคลาย คุยเรื่องสัพเพเหระกัน ก็ยากที่จะไม่ให้เสียงดังเท่ายามกลางวัน

แต่คืนนี้กลับเงียบผิดปกติ หลังเวลาอาหารกลางวัน ขันทีจากสำนักกับองครักษ์วังหลวงก็เริ่มออกจับกุมคนร้าย ว่ากันว่าเป็นพวกที่นับถือลัทธิไตรสุริยัน คิดจะก่อการในวังคืนนี้

การไล่จับกุมคงยังไม่เท่าไร หากขันทีใหญ่ในวังโมโหอย่างมาก บอกว่าคนนับถือลัทธิพวกนี้ต้องจับไปตัดหัว แล้วยังสืบไปยังคงที่นำคนพวกนี้เข้าวัง และบรรดาคนที่เกี่ยวข้องนอกวัง จัดการให้ราบคาบ

ไม่รู้ว่ากี่คนที่ต้องหัวหลุดจากบ่า ไม่รู้ว่ากี่คนที่ต้องพัวพันไปด้วย คนในวังล้วนหวาดหวั่นในใจ ก็ไม่รู้ว่าตนเองจะโดนพัวพันไปด้วยหรือไม่ ก็ไม่รู้ว่าคนข้างกายตนจะโดนไปด้วยหรือไม่ ผู้ใดก็ไม่มีกระจิตกระใจจะเฮฮา

ฮ่องเต้ว่านลี่เสด็จตำหนักพระสนมเอกเจิ้งตอนกลางวัน ตอนบ่ายก็มีคนจากตำหนักฉือหนิงกงมาทูลเชิญไป ตอนกลับมาสีพระพักตร์ดำคล้ำยิ่ง

ตอนนี้พวกหวังทงอยู่ที่นี่ด้วย ฮ่องเต้ว่านลี่จึงมีที่ระบำย

“เสด็จแม่เห็นว่าเสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยจงรักภักดีไว้ใจได้ ให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งมหาอำมาตย์ เฝิงต้าปั้นก็เห็นด้วย”

เดิมคิดว่าพอจางจวีเจิ้งจากไป ตนเองจะได้กุมอำนาจราชสำนัก คิดไม่ถึงว่ายังคงถูกคนรอบกายมองเป็นหุ่นเชิด เสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยเดิมก็กุมอำนาจในราชสำนักอยู่ไม่น้อยแล้ว แม้ว่าไม่ได้มีชื่อเสียงอันใด แต่ก็เป็นรองอำมาตย์ตัวจริง เขามารับหน้าที่ ก็เป็นไปตามอันดับ ก็เป็นเหตุอันควร

หากฮ่องเต้ว่านลี่ทรงยอมรับได้ ก็จบ แต่เพราะเคลื่อนไหวสั่งการจากตำหนักฉือหนิงกงจึงทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่พอพระทัยอย่างมาก

ถูกไทเฮาฉือเซิ่งและเฝิงเป่า ยังมีจางจวีเจิ้งตรึงอำนาจสามฝ่ายมาสิบปี กว่าจะผ่านสิบปีนี้มาได้ ยังต้องถูกตรึงด้วยสามอำนาจใหม่อีกหรือ

“……น่าโมโหก็คือ เราไม่อาจไม่รับ……”

สุดท้าย ฮ่องเต้ว่านลี่ยังสบถอย่างไม่พอพระทัยมากออกมา หวังทงส่ายหน้า คิดหาทางรับมือ ทูลว่า

“ฝ่าบาทอย่าได้ทรงกริ้วด้วยเรื่องนี้ ตัวเลือกตำแหน่งมหาอำมาตย์อย่างไรก็ต้องฟังความเห็นปวงประชา รอให้ทุกอย่างสงบลง ฝ่าบาทค่อยๆ คิดหาทางจัดการก็ยังไม่สาย”

ในจุดยืนของหวังทง หากว่าเซินสือหังที่มีสายสัมพันธ์กันมานานสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอำมาตย์ได้ ก็ย่อมเป็นผลดีกว่า แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้

“ยังต้องหาทาง……เรารอมาหลายปีแล้ว หรือว่ายังต้อง……”

“ฝ่าบาท กระหม่อมขอแทรกสักหน่อยพะยะค่ะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ รอให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน โจรชั่วในวังกำจัดสิ้นซากก่อน ค่อยมาคุยเรื่องพวกนี้กันพะยะค่ะ!!”

จางเฉิงทูลเตือนขึ้น ในใจเขาเองก็ไม่เห็นว่าดีนัก จางซื่อเหวยเลื่อนตำแหน่งเป็นเพราะเฝิงเป่าส่งเสริม เช่นนี้สถานะเขาในวังก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ถูกกดหัวไว้อยู่ดี

**************

เกิดเหตุในวัง ทุกฝ่ายย่อมไม่อาจรอช้า ตำหนักฉือหนิงกงกับสำนักส่วนพระองค์ร่วมกับกรมทหารและสำนักตรวจสอบเริ่มแจ้งเหตุกัน กองกำลังในเมืองหลวงไม่อาจให้เคลื่อนกำลังพลการ ต้องระวังตัวตลอดเวลา

รองแม่ทัพเมืองหลวงเซี่ยหยวนเฉิงในบ่ายวันนั้น ก็รวมกำลังขุนพลตามค่ายนอกเมือง แต่งกายเต็มยศ น้ำเสียงเคร่งครัดออกคำสั่งว่า

“ตอนนี้เมืองหลวงไม่สงบ ทุกหน่วยกำชับกำลัง อย่าได้เคลื่อนไหวพลการ หากฝ่าฝืน ลงโทษตามวินัย”

ในยามนี้ หากมีคำสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้ามาปกป้องฮ่องเต้ เกรงว่าคงเกิดจลาจลใหญ่ หากแต่ละหน่วยทหารล้วนเป็นกลาง ย่อมฟังคำสั่ง

**************

ฟ้ามืดแล้ว รอบด้านเงียบสงบ หากทุกคนในตำหนักพระสนมเอกเจิ้งต่างเคร่งเครียดอย่างมาก

พระสนมเอกเจิ้งมีคำสั่งก่อนหน้าว่า หากไม่ใช่คนในห้องบรรทม กลางดึกไม่ว่าได้ยินเสียงอันใดก็ห้ามออกจากห้อง ไม่เช่นนั้นสังหารสิ้น

หลายวันนี้ลานด้านหน้าพระตำหนัก มีหลายห้องมีขันทีแปลกหน้ามาปฏิบัติหน้าที่ คนของพระสนมเอกเจิ้งล้วนเห็นอยู่ และก็เห็นฮ่องเต้ว่านลี่มักจะเข้าไปคุยเฮฮาดังลั่น และตั้งแต่ขันทีแปลกหน้าพวกนี้เข้ามาอยู่ในตำหนัก นางกำนัลและขันทีรับใช้พระสนมเอกเจิ้งก็ได้รับคำสั่งเคร่งครัดว่าไม่ให้ออกไปไหน งานทุกอย่างให้เจ้าจินเลี่ยงจัดการดูแล

ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใด แต่ก็รู้ว่าผิดปกติ เห็นสีหน้าเจ้านายเคร่งเครียดขึ้นทุกวัน ย่อมเคร่งเครียดตาม

“อีกสักครู่ทูลเชิญฝ่าบาทและพระสนมเข้าไปในห้องด้านใน ลานด้านหน้าทั้งสามห้อง 10 คนยังเฝ้าป้องกันได้ จางกงกงกับเสี่ยวเลี่ยงก็เข้าไปรับใช้ด้านในด้วย! ด้านนอกมีพวกกระหม่อมก็พอแล้ว!”

หวังทงอยู่หน้าประตูมองไปทางตะวันตก กำแพงวังหลวงค่อยๆ มืดลง ดวงดาวบนท้องฟ้าเริ่มส่องประกาย ฮ่องเต้ว่านลี่เห็นบรรดานักรบในชุดพร้อมรบ ก็รู้สึกลำคอแห้งผาก แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย

พระองค์เองก็กลัว หากก็รู้สึกว่าได้ร่วมออกรบเคียงบ่าด้วยกัน รู้สึกเหมือนปีนั้นที่ได้ร่วมกับเด็กหนุ่มลานฝึกออกต่อสู้กับคนชั่ว

“เรา……เราอยู่ช่วยพวกเจ้า!!”

หวังทงคิ้วกระตุก หันไปทูลว่า

“ฝ่าบาทพระวรกายสูงค่าดังทองคำ หากเกิดเหตุผิดพลาด แผ่นดินหมิงเราจะทำเช่นไร ขอให้ฝ่าบาทวางพระทัยพวกกระหม่อมอยู่ที่นี่ สามารถปกป้องฝ่าบาทให้ปลอดภัยได้!”

ทุกคนประสานมือก้มตัวลงพร้อมกัน พูดขึ้นพร้อมกันว่า

“ขอทรงวางพระทัย”

ฮ่องเต้ว่านลี่เหมือนพูดไม่ออก ได้แต่พยักพระพักตร์หงึกๆ บรรยากาศในห้องเริ่มเคร่งเครียด จางเฉิงตบมือดังกล่าวขึ้นว่า

“ยังไม่เริ่มลงมือเลย คืนนี้ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องไหมก็ไม่แน่ ไยต้องทำเหมือนออกรบสู้ตายกันด้วย!”

พอเขากล่าวเช่นนี้ ทุกคนในห้องก็ได้สติ ฮ่องเต้ว่านลี่อดไม่ได้หัวเราะขึ้นก่อน ทุกคนจึงหัวเราะตาม บรรยากาศในห้องเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย

หวังทงยิ้มประสานมือล้อ ยามนั้น เจ้าจินเลี่ยงด้านนอกก็ส่งเสียงรายงานดังมาว่า

“พระสนมเสด็จ!”

หวังทงส่งสัญญาณให้ทุกคน ทุกคนกลังหลังหัน ไม่นานก็มีกลิ่นหอมอ่อนบางลอยเข้ามาในห้อง ได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้น

“ฝ่าบาทและข้าล้วนฝากชีวิตไว้กับทุกท่านด้วย!”

หากหันกลับไปก็จะเห็นพระสนม นี่เป็นเรื่องผิดธรรมเนียม พวกหวังทงจึงหันหลังกราบทูลว่า

“พระสนมกล่าวหนักไปแล้ว นี่เป็นหน้าที่ของพวกกระหม่อมพะยะค่ะ”

พอในห้องเงียบลง ประตูปิดลง พวกหวังทงก็หันหน้ามา เห็นความมืดโรยตัวด้านนอก หวังทงก็ออกคำสั่งว่า

“เฉินต้าเหอ เจ้าขึ้นไปบนหลังคาสี่มุม ดูว่ามีการเคลื่อนไหวอันใดผิดปกติหรือไม่!”

ผู้ที่ชื่อเฉินต้าเหอนั้นรูปร่างผอมชะลูด เคลื่อนไหวว่องไว ได้รับคำสั่งก็รีบออกจากห้องไป ซุนซิงกับลี่เทาก็ตามออกไป สองคนต่อตัวเป็นสะพานดีดคนขึ้นไป

**************

พอฟ้ามืดลง หน้าตำหนักอ๋องลู่ก็มีเกี้ยวมาหยุดลง ขันทีน้อยหน้าประตูสองคนรีบเข้ามาเปิดม่าน ยิ้มรับว่า

“หลินกงกงมาแล้ว ท่านอ๋องลู่คิดถึงท่านยิ่ง!”

หลินซูลู่ยิ้มส่ายหน้า คนข้างๆ คว้าเงินก้อนส่งให้ขันทีน้อย สองคนก็ยิ้มร่ารีบรับไปกล่าวว่า

“ท่านอ๋องลู่สนิทกับท่านมาก บอกว่ายามบรรทมหากไม่มีหลินกงกงอยู่ข้างกาย ไม่อาจบรรทมหลับได้”

“ท่านอ๋องไว้ใจข้า นับเป็นวาสนาข้าที่สั่งสมมาแต่ชาติก่อน รีบนำทางข้าเข้าไป!”

คุยเล่นกันจบ ขันทีสองคนก็รีบนำทางเข้าไป

พอไปถึงห้องบรรทมอ๋องลู่ อ๋องลู่เปลี่ยนเป็นชุดบรรทมแล้ว พอเห็นหลินซูลู่เข้ามา ก็ยิ้มลุกไปต้อนรับ ตรัสว่า

“หากไม่มีหลินปั้นปั้นอยู่ด้วย นอนหลับไม่สนิทเลย”

หลินซูลู่มองอ๋องลู่ด้วยความเอ็นดู ทูลเสียงเบาว่า

“ดึกแล้ว อ๋องลู่เข้าบรรทมเถิดพะยะค่ะ ทุกอย่างกระหม่อมจะจัดการเอง”

อ๋องลู่พยักพระพักตร์อย่างแรง คว้ามือหลินซูลู่โยกไปมา ตรัสน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เราไปนอนก่อน ทุกอย่างฝากหลินปั้นปั้นด้วย”

“กระหม่อมจะอยู่ข้างพระวรกาย ขอให้ทรงบรรทมเถิด ไม่แน่ว่าพอตื่นบรรทม ก็จะมีเรื่องดีๆ รอพระองค์อยู่!”

บทสนทนาของทั้งสองลึกล้ำเหมือนมีเหมือนไม่มี อ๋องลู่ยิ้มดีพระทัย มุดเข้าไปในผ้าห่ม อากาศร้อน ผ้าห่มบาง หลินซูลู่เข้าไปเก็บมุมผ้า ทูลด้วยความห่วงใยว่า

“เดี๋ยวจะเป็นหวัด”

ทูลจบก็ลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียง หลินซูลู่ควักยาเม็ดจากอกเสื้ออกมาบด ก่อนจะกลืนลงไป ค่อยๆ พิงเก้าอี้หลับตาลง ยามนั้น ด้านนอกมีเสียงนกร้องดังแว่วมา สองตาหลินซูลู่ถลึงขึ้นทันที อ๋องลู่ข้างๆ ตรัสว่า

“หลินปั้นปั้น ข้านอนไม่หลับ เล่านิทานหน่อย นานแล้วไม่ได้ฟังท่านเล่านิทาน……”

หลินซูลู่เงียบไป ค่อยๆ ทูลว่า

“เล่านิทานให้ท่านอ๋องฟังมาหลายปี กระหม่อมไม่มีเรื่องใหม่แล้ว……งั้นของเล่าเรื่องของข้าให้ฟังแทน!”

ต่อหน้าอ๋องลู่เรียกตัวเองว่า “ข้า” นับเป็นการเสียธรรมเนียม หากเหมือนอ๋องลู่ไม่สนพระทัย เพียงแค่หันไปมองหลินซูลู่

“ก่อนข้าเข้าวังมาปีหนึ่งนั้นไม่มีพ่อแม่ พี่น้องห้าคน……”

**************

“กลิ่นอายมังกรย่อมคงอยู่ก่อนพุทธะจุติ หากไม่ขจัดกลิ่นอายมังกร พุทธะย่อมไม่อาจบังเกิด พี่น้องเรา ไปด้วยกัน!”

“……ไม่ใช่ก่อกบฏหรือนี่ ……พวกเราบูชาพุทธะ จับดาบกันทำไม……”

“ยามนี้แล้ว ไม่ไปก็ไม่ได้ พวกเราคิดจะไหว้พุทธะดีๆ แต่ตอนบ่ายในวังเริ่มจับกุมพี่น้องลัทธิเราไป ข้าเองได้ข่าวมาจากในคุกว่า พรุ่งนี้ก็จับพวกเราไปประหารให้หมด……”

ในมือหลี่เฉวียนถือไม้พลองปลายแหลม หัวหน้าด้านหน้าถือดาบ ข้างๆ มีขันทีท่าทางประหลาดกลุ่มหนึ่ง เดินไปถึงสามแยก ก็รวมตัวกันได้อีกหลายสิบ มีคนสีหน้าบ้าคลั่ง มีคนสีหน้าหวาดหวั่น มีคนสีหน้าไม่อยากทำก็ต้องทำ มีคนสีหน้าเศร้าเสียใจ

ตลอดทางมาเงียบกริบ ไม่รู้ว่าว่ามีการเตรียมหรือไม่ หากไม่เตรีม ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว หลี่เฉวียนคิดไปคิดมา สมองก็แล่นเร็ว คิดถึงบิดามารดาที่เสียไป คิดถึงพี่ใหญ่ คิดถึงน้องชายและน้องสาวที่เทียนจิน ก็ไปถึงยังด่านองครักษ์ด้านหน้า

หลี่เฉวียนกัดฟัน วิ่งออกจากกลุ่มไปอย่างเร็ว พวกขันทีไม่ทันระวัง ด้านหลังตะโกนด่า ไม่อาจตามทันในเวลากระชั้นชิด

“มีคนคิดก่อการร้าย มีคิดสังหารฝ่าบาท!!”

หลี่เฉวียนวิ่งไปตะโกนไป องครักษ์สิบกว่านายเข้ามาขวางทาง……อะไรกัน องครักษ์ด้านหน้ายกมือขึ้นขวาง หรือว่าเรียกตน แต่ไม่ถูกต้องแล้ว เหตุใดจึงแค่นยิ้มเย็นเยียบ…

มีดดาบวาววับ ฟันลงบนบ่าหลี่เฉวียน……

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!