ตอนที่ 623 ค่ำคืนเดินทางกลับ อยากนอนก็ไม่อาจนอนได้
บอกว่ากลับพร้อมสัมภาระเบา หากเกราะและอาวุธของห้าคนก็ย่อมนำกลับไปเอง เป็นทหารย่อมไม่อาจวางใจเผอเรอได้แม้เสี้ยวนาที ดีที่เทียนจินมีเงินมีม้า ทุกคนล้วนมีม้าสามตัว ผลัดขี่ผลัดขนอาวุธและเกราะ
หวังทงอยู่บนเส้นทางระหว่างเมืองหลวงกับเทียนจิน มีสถานีพักม้าในรูปแบบโรงเตี๊ยมและร้านรถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกเขา ตลอดทางสามารถเติมเสบียงและพักผ่อนได้ตลอดเวลา
ม้าสามตัวผลัดกันวิ่งแบกคนและของ ย่อมวิ่งได้เร็ว แม้ออกเดินทางตอนเช้า แต่อย่างไรก็ต้องพักที่สถานีพักม้าที่ใดสักที่ วันรุ่งขึ้นค่อยออกเดินทางต่อ ก่อนค่ำก็น่าจะถึงเทียนจิน
ผ่านทงโจวมาได้ไม่ไกลนัก เมืองหลวงก็มีม้าเร็วไล่ตามมา พลส่งสารก็คือคนสนิทของหลี่เหวินหย่วน พอตามมาทันพวกหวังทงก้ส่งจดหมายลับฉบับหนึ่งที่ลงครั่งปิดซองไว้
เห็นจดหมายผนึกด้วยครั่ง ด้านบนครั่งยังมีอักษร ‘โจว’ ปั้มไว้ ซองสมบูรณ์ดี พลส่งสารเห็นการตรวจสอบครั่งเรียบร้อยก็จากไปทันที
หวังทงเปิดจดหมายออก โจวอี้เขียนมาง่ายๆ สองสามประโยคว่า
“จางซื่อเหวยเป็นมหาอำมาตย์ ตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเกรงว่ามีการเปลี่ยนแปลง!”
หวังทงอ่านสารลับจบก็เงียบไป เห็นหลี่หู่โถวและพวกลี่เทารอบๆ จ้องมองมา ก็ยิ้มก่อนจะพับสารลับใส่กระเป๋า กล่าวว่า
“ไม่ต้องกังวล เรื่องเล็กเท่านั้น!!”
“พี่หวัง หรือว่าเมืองหลวงเกิดเหตุอันใด หรือว่าพวกเรากลับไป?”
หลี่หู่โถวถามอย่างกังวล หวังทงยิ้มส่ายหน้า เร่งม้าให้วิ่งไป พลางกล่าวว่า
“เมืองหลวงมีขุนนางมากมาย ถานเจียงกับท่านหยางพวกเขาก็ยังอยู่ จะเกิดเรื่องใหญ่ที่ต้องให้พวกเราไปจัดการด้วยตนเองได้อย่างไร”
“……หากไม่มีพวกเรา เกรงว่าในวังคืนนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่แล้ว……”
หลี่หู่โถวยู่ปากอย่างไม่ยอมแพ้ หากไม่กล้าถามต่อ
ตลอดทางมาไม่ว่าผู้ใดก็มองออกว่าอารมณ์หวังทงไม่ค่อยปกตินัก ตลอดทางไม่พูดอันใด เอาแต่เร่งเดินทาง รถม้าสามตัวลากเอาแต่วิ่งไป แต่อย่างไรก็ต้องพักกินหญ้ากินน้ำ ปกติหวังทงจะรู้จักสั่งให้หยุดพัก หากตอนนี้ต้องให้พวกซุนซิงและลี่เทาเตือน
หากพอเตือนไป หวังทงก็ไม่พูดอันใด เพียงแค่โดดลงจากหลังม้า ปลดสัมภาระและอานม้าลง ให้ม้าได้กินหญ้ากินน้ำ
เส้นทางเมืองหลวงไปเทียนจินมีรถม้าไปมาตลอด คนไปมาขวักไขว่ ตั้งแต่เทียนจินรุ่งเรืองมา เส้นทางหลวงนี้ก็พลอยคึกคักไปด้วย
จากทงโจวไปเทียนจินแม้ว่าขนส่งสะดวก แต่ตอนนี้เรือขนส่งหลายร้านที่อาศัยค่าขนส่งแถบนี้ก็แทบปิดตัว ไม่มีคนยอมเอาทำการค้าขนส่งเล็กน้อยพวกนี้อีก เส้นทางเรือไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางบก เส้นทางบกที่สามารถไปมาเมืองหลวงกับเทียนจินได้ อย่างไรก็ได้ผลประโยชน์มากกว่า
คนมาก รถม้ามาก พวกหวังทงสวมชุดองครักษ์เสื้อแพรเดินทางอยู่ท่ามกลางผู้คน ย่อมเป็นที่สะดุดตา คนผ่านไปมาเห็นเข้าก็คิดว่าทหารม้าทางการออกไปปฏิบัติหน้าที่ พากันหลีกทางให้ พวกเขาเดินทางได้สะดวกยิ่ง
พวกเขาเป็นที่สะดุดตา บนเส้นทางหลวงอันพลุกพล่าน มีคนสะกดรอยตามพวกเขามาก็ยากที่จะรู้ตัว
“ม้าคนกลุ่มนี้เป็นม้าดี พวกเราไล่ตามอยู่เช่นนี้เกรงว่าคงตามไม่ทัน ม้าเราทานทนไม่ไหว”
ด้านหลังพวกหวังทง ชายฉกรรจ์ราว 20 กว่าคนเดินทางมา หัวหน้ากลุ่มมองไปยังท้ายขบวนของหวังทงสบถด่าขึ้นไม่พอใจ
จางเฉวียนไม่ได้แต่งกายแบบพ่อบ้านในตระกูลคหบดีแล้ว หากเหมือนพ่อค้าพเนจรมากกว่า สวมหมวกฟางปีกกว้าง สวมชุดสั้นสีคราม บนหลังม้าก็ได้ยินคนข้างๆ บ่นขึ้น เขาหรี่ตามองเยียบเย็น พวกจางเฉวียนท่าทางบารมีมากกว่า เขาเหลือบมองก็รีบเงียบเสียงลงทันที
“รีบวิ่งไปยังไงคืนนี้พวกเขาก็ต้องหาโรงเตี๊ยมพักอยู่ดี ค่อยๆ ตามไปก็ได้”
ทุกคนรับคำก่อนจะรีบไล่ตามต่อ
เพราะคนไปมาขวักไขว่ ดังนั้นพวกจางเฉวียนจึงไม่เป็นที่สังเกต เส้นทางหลวงนี้ยังมีอีกกองกำลังที่เหมือนมีจุดหมายเดียวกับเขา
************
ฟ้ามืดแล้ว เส้นทางหลวงคนเริ่มมีเพียงประปราย คนเดินทางยุคสมัยนี้ เดินถึงค่ำก็ย่อมหาโรงเตี๊ยมหรือที่พักที่ให้คนพักได้พัก และระหว่างโรงเตี๊ยมและที่พักที่ให้คนพักได้ก็จะห่างกันราวเดินทางหนึ่งวันพอดี
พวกหวังทงเดินทางไปมากอีกหน่อย เพราะมีสถานีพักม้าของตนเองที่อยู่บนเส้นทางหลวงเทียนจิน เตรียมไว้สำหรับม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง
หลังฟ้ามืดลง พวกหวังทงก็ถึงที่พักที่จะพักคืนนี้ ชื่อโรงเตี๊ยมเห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นร้านค้ากิจการตน ด้านบนเขียนว่า ‘โรงเตี๊ยมสามธารา’
ตลอดเส้นทางนี้ล้วนเป็นเส้นทางเพื่อการเลี้ยงม้าเอาไว้ให้คนส่งสารเปลี่ยนม้า แต่ขึ้นป้ายว่าโรงเตี๊ยมก็ย่อมทำการค้านี้ด้วย ร้านสามธาราให้เสบียง เงินค่าเลี้ยงม้าและค่าคนงานในโรงเตี๊ยม รายได้โรงเตี๊ยมก็ให้คนดำเนินการไป
ดังนั้นรายได้จากโรงเตี๊ยมจึงนับว่าไม่เลว กำไรมั่นคงไม่มีขาดทุน แม้ว่าว่างก็ยังกินอิ่มนอนอุ่นได้ คิดจะร่ำรวยก็พอมีทาง มีข้อดีเช่นนี้ คนพวกนี้ทำงานก็ย่อมตั้งใจอย่างมาก พลส่งข่าวในตอนนี้ก็ย่อมสะดวกอย่างมาก
หน้าประตูโรงเตี๊ยมมีคนงานยืนชะเง้อมองแขกอยู่เป็นปกติ การเรียกลูกค้าก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องก็คือดูว่ามีพลส่งข่าวจากนายตนผ่านมาหรือไม่ หากมีมา ก็ย่อมตะโกนให้เตรียมตัวกันก่อน
เห็นพวกหวังทงมา คนงานที่รอต้อนรับอยู่หน้าประตูก็ยิ้มร่าปรี่เข้ามารับ ยังไม่ทันได้ทักทาย ลี่เทาก็โยนของให้
คนงานรีบรับ อาศัยแสงโคมจากหน้าประตูมองดู ก็อึ้งไป รีบทำความเคารพ จากนั้นก็หันกลับไปตะโกนดังว่า
“เถ้าแก่ มีแขกพิเศษมาร้านเรา รีบออกมาต้อนรับ!”
พวกหวังทงโดดลงจากหลังม้า คนงานรีบเข้าไปกล่าวว่า
“ทุกท่านเข้าไปนั่งด้านในก่อน สัมภาระและม้า ข้าน้อยจะดูแลต่อเอง”
พวกหวังทงคว้าของใช้ติดตัวเดินก้าวยาวๆ เข้าไปในโรงเตี๊ยม พอเข้าไปก็เห็นเถ้าแก่ร้านออกมาต้อนรับ
ตามปกติ เถ้าแก่ร้านต้องเป็นชายวัยกลางคน เป็นคนที่เห็นโลกมามาก หากคนที่เข้ามาต้อนรับกลับเป็นชายหนุ่มวัย 20 ต้นๆ หวังทงเห็นแล้วก็อึ้งไป เพราะเถ้าแก่ผู้นี้คุ้นตามาก
พอเห็นหวังทง ฝีเท้าเถ้าแก่ก็หยุด จากนั้นก็คุกเข่าลงโขกศีรษะกล่าวว่า
“ข้าน้อยคารวะใต้เท้าหวัง!”
คารวะเช่นนี้ย่อมเป็นคนสำนักองครักษ์เสื้อแพรหรือไม่ก็คนในกองกำลังหู่เวย หวังทงนึกออกทันทีว่า กล่าวว่า
“เจ้าคือคนจากค่ายห้า หลิ่ว……”
“ข้าน้อยหลิ่วซานหลาง คิดไม่ถึงว่าจะได้พบใต้เท้าที่นี่ ใต้เท้ารีบนั่งก่อน ๆ ข้าน้อยรินน้ำชาให้ท่าน……”
พวกหวังทงพากันนั่งลง หลิ่วซานหลางแม้อายุ 20 ต้นๆ หากดูแก่โลกกว่าหลายคนในกองกำลังหู่เวย พอเขายืนขึ้น ก็ตะโกนเรียนคนงานให้มารินน้ำชา ก่อนจะหันมาถามหวังทงว่ากินอาหารค่ำแล้วหรือยัง
เดินทางมาทั้งวัน ทุกคนก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง หวังทงนั่งอยู่ตรงนั้นกล่าวว่า
“เอาอาหารง่ายๆ มาก็พอ หลิ่วซานหลาง เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร หลังจากบาดเจ็บ ก็รับเงินกลับบ้านเกิดได้นี่นา เหตุใดจึงมาถึงงานอยู่ที่นี่อีก?”
หลิ่วซานหลางเทน้ำชาให้ทุกคนไปพลางยิ้มไปพลางกล่าวว่า
“ข้าน้อยไร้วาสนา ตอนติดตามใต้เท้าออกนอกด่านไปรบกับพวกมองโกลโดนไปหนึ่งดอก กลับถึงมี่อวิ๋นจึงได้ทันรักษาหาย ขายังคงไม่สะดวกนัก จึงไม่มีโอกาสได้ติดตามใต้เท้าแล้ว แม้ข้าน้อยสามารถได้รับเบี้ยหวัดจนแก่ อยู่ว่างๆ ไปชั่วชีวิต แต่ข้าน้อยไม่มีครอบครัวให้กลับ กลับไปคงว่างงานจนล้มป่วยเป็นแน่ คิดจะทำงานให้ใต้เท้าต่อที่นี่ พอดีร้านสามธารารับคนที่ไว้ใจได้มาทำการค้าที่สถานีพักม้านี่ ข้าน้อยจึงได้สมัครมา”
หวังทงพยักหน้า สามารถมีงานทำ มีอะไรให้นึกถึงไปวันๆ พวกทหารที่กลับจากสนามรบแห่งความตายมา มักจะไม่รู้จะทำอันใด อาจเบื่อจนล้มป่วยได้ หลิ่วซานหลางเป็นคนคิดตก บอกว่าไร้วาสนา หากนับว่ามีวาสนายิ่ง
“มีอันใดต้องการก็แจ้งไปทางเทียนจิน หลักการสำคัญของสถานีพักม้าเจ้าก็คือต้องรับรองสุขภาพม้าให้แข็งแรง เปลี่ยนม้าให้ทันใช้งาน ทำงานพวกนี้ให้ดี ก็ถือว่าปฏิบัติหน้าที่เจ้าได้ดีแล้ว”
เห็นทหารในสังกัดตนบาดเจ็บแล้วได้รับการจัดการที่ดี หวังทงก็รู้สึกสบายใจขึ้น กำชับไปสองสามคำ อีกฝ่ายก็รับคำ
ไม่นานอาหารก็มาส่ง แผ่นเปี๊ยะร้อนกรุ่น กับปลาเค็มและผักดอง เวลากระชั้นชิดทำได้เพียงเท่านี้ หลิ่วซานหลางเอาแต่กล่าวขออภัย พวกหวังทงเดินทางรอนแรมมาทั้งวัน ท้องหิวมาก กินกันเอร็ดอร่อย
กล่าวจบ หลิ่วซานหลางก็นำพวกหวังทงไปพักด้านหลัง โรงเตี๊ยมเมืองหลวงบางแห่งมีสองชั้น ด้านหลังมีเรือนพักเดี่ยวให้แขกสูงศักดิ์พักโดยเฉพาะ หากที่นี่เป็นเพียงโรงเตี๊ยมริมทางหลวง ให้คนพักผ่อนเท่านั้น ไม่พิถีพิถันอันใดนัก
หลิ่วซานหลางรับใช้อย่างขยันขันแข็ง ยังต้มน้ำร้อนมาให้พวกหวังทงล้างหน้าล้างเท้า เก็บของง่ายๆ ก่อนเข้านอนก็เอาม้านั่งตัวหนึ่งวางไว้นอกประตู จึงได้ปิดประตูดับไฟ ล้มตัวลงนอน
ก่อนนอน ได้ยินเสียงหน้าโถงโรงเตี๊ยมมีเสียงตะโกนดังมาแว่วๆ ว่า
“เถ้าแก่!! มีห้องพักไหม พี่น้องข้าจะเข้าพัก”
“เหล่าจิ่วพวกเจ้าก็ช่างทนกันได้ อย่างไรต้องวิ่งกลางดึกดื่นมา ต้องรอม้าล้มจึงได้คิดหาที่พัก กำไรการค้าครานี้ถูกพวกเจ้าทำลายสิ้นแล้ว!!”
“……ทุกท่านเบาๆ หน่อย ด้านในมีแขก นอนกันหมดแล้ว อย่าได้ทำให้แขกตกใจตื่น……”
นอกจากเสียงเอะอะด้านนอกแล้ว ยังมีเสียงม้าร้องดังแว่วมาเป็นระยะ โรงเตี๊ยมนี่เงียบมาก หวังทงอ่อนล้าอย่างมาก พอล้มตัวลงนอนได้ครู่เดียวก็หลับไป
รอบด้านเงียบลง ค่อยๆ เข้าสู่ราตรี
‘ตึง’ ดังขึ้น ม้านั่งด้านนอกถูกชนล้ม ได้ยินเสียงกลั้นเสียงร้องเจ็บปวด หวังทงสะดุ้งตื่นขึ้น นี่เป็นวิธีที่ถานเจียงสอนมา เอาเครื่องเรือนวางไว้ในที่ไม่ควรวาง หากกลางคืนไม่ใช่คนของเราก็ย่อมมีโอกาสชนล้ม
“ผู้ใด!!”
ด้านนอกมีเสียงตะโกนถาม หวังทงอึ้งไปอีกมือคว้าดาบ คนถามไม่ใช่คนของตน ไม่ใช่คนโรงเตี๊ยม เรื่องใดกัน?
เสียงดาบปะทะกันด้านนอกดังขึ้น มีคนใช้แรงพังประตูห้องจะเข้ามา ในห้องลงกลอนแน่นหนา หากไม่กี่ทีก็ชนพัง คนด้านนอกกรูกันเข้ามา ในความมืดเป็นเงาตะคุ่มมองไม่ชัด ผู้ที่บุกเข้ามาคิดจะก้าวเข้าไปต่อ ก็ได้ยินเสียง ‘แกร็ก’
