ตอนที่ 635 แบ่งแยกและปกครอง สร้างความสงบแก่ท้องทะเล
ท่าเรือบนด่านเถี่ยเหมินมีคนยืนอยู่เต็มพื้นที่ หลายคนสวมเพียงกางเกงด้านบนไม่ใส่เสื้อ ในมือทุกคนมีอาวุธพร้อม จับตามองมาทางท้องทะเล
คนไม่น้อย แต่ว่าไม่เป็นระเบียบ ตะวันออกกอง ตะวันตกกอง ด้านหลังซาต้าเฉิงหลายร้อยคน เมื่อครู่หัวหน้าที่ร่วมมองดูสถานการณ์กับเขาตอนนี้ด้านหลังมีชายฉกรรจ์ด้านหลังไม่น้อย พวกเขากำลังเปิดพื้นที่ด้านหน้าออก
เรือหลายลำบนทะเลอาจจะเข้าเทียบท่า แต่เรือรบปืนใหญ่นั้นหากเทียบใกล้ท่าเกินไปอาจเกยตื้น ดังนั้นจะต้องอยู่ในรัศมียิง
เรือบางส่วนปล่อยเรือเล็กลงมา มีคนนั่งมาเต็มลำพายมาเป็นแถว โจรสลัดบนฝั่งถอยหลังกันอย่างอัตโนมัติ ถูกบารมีอีกฝ่ายข่มเอาเสียแล้ว
ทหารเรือกวางตุ้งที่มาช่วยรบเทียนจินอยู่บนเรือ ทหารเรือในแต่ละลำล้วนไม่ลงจากเรือเล็ก ที่ขึ้นฝั่งไปมีเพียงทหารราบพันนายของกองกำลังหู่เวย
ทหารราบพันนายนี้จัดแถวขบวนได้เป็นระเบียบ ดูแล้วดีกว่าพวกกลุ่มโจรสลัดกระจัดกระจายบนฝั่งมากนัก สภาพกองกำลังเบื้องหน้าแผ่รัศมีน่ากลัวออกมา ทำให้บรรดาโจรสลัดรู้ดีว่า สองฝ่ายไม่ใช่กำลังที่เทียบเคียงกันได้
“โห คนนับพันพวกนี้ถึงกับเป็นระเบียบเช่นนี้ได้ หากต่อสู้กันจริง เกรงว่าพี่น้องเราคงราบเรียบเป็นหน้ากลอง……”
มีคนด้านหลังซาต้าเฉิงพึมพำขึ้น ซาต้าเฉิงหันกลับไปถลึงตาด่า สีหน้าหนักใจยิ่งขึ้น หากทังซานกลับท่าทางสบายอารมณ์ยิ่ง
พอขึ้นฝั่งมาเรียงแถวเรียบร้อย หวังทงลงเรือเล็กมาเป็นลำสุดท้าย เห็นหวังทงลงเรือมา ทังซานก็รีบเดินเข้าไปหากต้องอึ้งไป เห็นเสิ่นหวั่งโดดลงจากเรือมาด้วย แต่สีหน้าราชาไตรธาราตอนนี้ไม่ดีนัก
เหตุใดสีหน้าไม่ดีนัก คิดว่าคงไม่ใช่เมาเรือ ทังซานรู้สึกขำ หากไม่อยากจะสนใจ คำนับหวังทง ก่อนจะเดินหลบคนอื่นๆ เข้าไปรายงานเบาๆ
************
“คิดไม่ถึงว่าจะได้พบหัวหน้าใหญ่เสิ่นที่นี่ บังเอิญจริงนะ!”
ซาต้าเฉิงโขกศีรษะคำนับหวังทง พอลุกขึ้นก็กล่าวสัพยอกหากหน้ำตาบึ้งตึงใส่เสิ่นหวั่ง เสิ่นหวั่งยิ้มแห้งๆ ไม่ตอบอันใด
บนชายทะเลมีเก้าอี้จัดวางไว้สองสามตัว โต๊ะหนึ่งตัว ก็ไม่รู้ว่าเอากาน้ำชามาจากไหน จัดต้อนรับกันกลางแจ้งเช่นนี้
ได้เห็นสภาพบนท้องทะเลเมื่อครู่ เห็นทหารพร้อมอาวุธบนชายฝั่ง ตั้งแต่ซาต้าเฉิงลงไป ทุกคนก็ล้วนก้มหน้าก้มตาแสดงอาการนอบน้อม หวังทงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ทังซานและพวกถานเจียงยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นหวั่งกับซาต้าเฉิงย่อมไม่มีสถานะพอจะนั่งได้ ได้แต่ทำเหมือนกำลังยืนคำนับอยู่ตรงข้าม
“ข้าน้อยตาบอด ไม่รู้จักดีชั่ว มาแอบหากินใต้เงาใต้เท้าหวัง ช่างสมควรตาย ไม่กล่าวอ้อมค้อมแล้ว วันนี้ใต้เท้าเมตตา ข้าน้อยเองก็รู้มารยาท ใต้เท้าแบ่งเขตนี้ไว้ หากข้าน้อยฝ่าฝืนอีก ก็ให้คลื่นทะเลจมเรือ โยนให้ปลากิน!”
ซาต้าเฉิงรีบกล่าวขึ้นก่อนเสียงดังหนักแน่น พอกล่าวจบก็ถลึงตาจ้องมองเสิ่นหวั่ง เสิ่นหวั่งแกล้งทำเป็นไม่เห็น
หวังทงยิ้มพยักหน้า ถามว่า
“ไม่อาจแอบลักลอบเปิดท่าเรือส่วนตัวที่นี่ เรือการค้าบนท้องทะเลก็ห้ามแตะต้อง แบ่งแต่เงินค่าผ่านทาง พวกเจ้าพอกินไหม?”
ได้ยินหวังทงกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวล ซาต้าเฉิงอารมณ์ผ่อนคลายลง ครุ่นคิดครู่หนึ่งกล่าวว่า
“พวกประเทศวัวทางนั้นขนสินค้า อย่างน้อยก็ต้องใช้เรือข้าน้อย พวกไดเมียวประเทศวัวเปิดศึกกัน ข้าน้อยก็มีเงินได้จากการช่วยรบบ้าง ลำบากสักหน่อย หากก็ต่อสู้เพื่อให้อยู่รอด ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่ทำเรื่องทำลายล้างพี่น้องเรา!”
วาจาสุดท้ายกับตอนต้นไม่เกี่ยวกัน เห็นชัดว่ามีการเสียดสีด่าทอ ใบหน้าเสิ่นหวั่งไม่ขาวนัก แม้ว่าจะแดงก็ดูไม่ออก หวังทงยังคงยิ้มกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“ขนสินค้าให้พวกประเทศวัวได้เงินสักเท่าไรกัน ช่วยพวกเขารบก็เหมือนไปตายฟรีนอกแผ่นดินเกิดไม่ใช่หรือ การขนสินค้าหนึ่งเชี่ยวชาญเส้นทาง สองมีเรือใหญ่ พวกเจ้ามีเรือ ต่อเรือได้ไหม?”
เมื่อครู่คุยกับทังซาน ซาต้าเฉิงไม่ได้ซื่อเหมือนหน้ำตา ก็พอเดาเรื่องราวได้ ได้ยินหวังทงถามเช่นนี้ก็รีบกล่าวว่า
“กล่าวกับใต้เท้าตามตรง ใต้เท้าเห็นเรือข้าน้อยทางนั้นไหม ใหญ่สุดก็เพียงแค่ขนาด 600 เลี่ยว[1] ไม่ใช่ข้าน้อยต่อไม่ได้ หากเพื่อให้แล่นได้เร็ว เพื่อสลัดหลุดเรือที่ไล่ตาม หากต้องการเรือใหญ่จริง ทางฮกเกี้ยนข้าน้อยมีสหายอยู่มาก เรือใหญ่ 1,200 เลี่ยว ก็ใช่ว่าต่อไม่ได้”
“สามารถต่อเรือใหญ่ได้ ไยต้องไปทำงานให้พวกประเทศวัว เทียนจินตอนนี้ขาดแคลนเรือ มาช่วยคนอื่นขนสินค้าที่นี่ ไม่สู้ทำการค้าเอง ใช่ว่าทำกำไรยิ่งมากกว่าหรือ?”
หวังทงยิ้มพยักหน้ากล่าว ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ซาต้าเฉิงก็อึ้งไป หัวหน้าด้านหลังเขาได้ยินก็ตาเป็นประกาย
ตอนแรกซาต้าเฉิงก้มกายตอบอยู่ หากพอได้ยินเช่นนี้ก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที กล่าวว่า
“พวกข้าน้อยคิดไม่ถึงว่าใต้เท้าจะกล่าวเช่นนี้ แต่ใต้เท้ามีธรรมเนียม ทุกคนก็ยอมรับแต่การค้าที่ร้านประกันภัยรับรอง พวกข้าน้อยไม่อาจได้ธงร้านประกันภัยมาได้ เกรงว่าจะทำให้การค้าคนอื่นเสียหาย ……”
วาจากล่าวได้น่าสงสาร แต่ความหมายกระจ่าง หวังทงเคาะโต๊ะครู่หนึ่งก็กล่าวว่า
“ร้านประกันภัยนี่เดิมก็เพื่อเป็นการรับประกันความเสี่ยงให้กับเรือเดินทะเล ซาต้าเฉิง เงินห้าแสนตำลึงเจ้าควักออกมาละกัน!!”
ห้าแสนตำลึง เป็นตัวเลขไม่น้อย แต่พวกซาต้าเฉิงได้ยินจำนวนก็ต้องตาโต รีบโขกศีรษะกล่าวว่า
“ข้าน้อยจะต้องรวบรวมออกมาให้ได้ ขอใต้เท้าโปรดรับไว้”
หวังทงยิ้มโบกมือกล่าวว่า
“ไม่ใช่ว่าข้ารับไว้ หากเป็นหุ้นส่วนเจ้าในสำนักประกันภัย เห็นว่าอายุไม่น้อยแล้ว มีลูกเมียหรือยัง?”
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยมีภรรยาน้อยสองคนอยู่ที่ผิงฮู่ ลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ท่าเรือจันทราที่ฮกเกี้ยนมีภรรยาแต่งอยู่คน ลูกชายสาม!”
ซาต้าเฉิงอึ้งไป รีบพูดออกมาทันที หวังทงพยักหน้ากล่าวเนิบนาบขึ้นว่า
“ผิงฮู่และท่าเรือจันทราล้วนไม่ใช่ที่ดีอันใด เทียนจินตอนนี้รุ่งเรือง เจ้าย้ายรกรากมา หนึ่งจะได้มีชีวิตสุขสบาย สองลูกๆ จะได้มีอนาคต”
ฟังหวังทงกล่าวจบ ซาต้าเฉิงก็ลังเลก่อนจะรับปากว่า
“ในเมื่อใต้เท้ากล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยก็จะทำตาม”
ได้ยินซาต้าเฉิงตอบได้รวดเร็ว หวังทงพยักหน้าอย่างพอใจ ยิ้มกล่าวว่า
“ในเมื่อเจ้าเข้าใจ เช่นนั้นข้าก็อนุญาต เงินห้าแสน พาครอบครัวเจ้ามา วันหน้าสินค้าจากเหลียวโจวก็ให้เจ้ารับไปขนส่ง ร้านประกันภัยก็จะมอบธงให้เจ้า วันหน้ายังจะมีการค้าให้เจ้าได้ดูแลอีก เจ้าอยากทำการค้ากับประเทศวัวก็ย่อมได้ ก็จ่ายภาษีตามกฎระเบียบ!”
ตอนนี้เทียนจินไปเหลียวโจวมีการค้ารุ่งเรืองมาก เสียที่เรือน้อย เหลียวโจวกับเทียนจินเองมีเรือไม่มาก เรือที่มาเทียนจินมาถึงก็จะกลับทันที ทุกครั้งร้านสามธาราขนสินค้าไปเหลียวโจว ล้วนต้องให้เรือพวกนี้หยุดรอก่อน ยุ่งยากมาก
มีเรือซาต้าเฉิง ปัญหานี้ก็ย่อมไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ซาต้าเฉิงเองก็เข้าใจเทียนจิน และก็รู้ดีว่าการค้าเทียนจินกับเหลียวโจวกำลังคึกคัก
ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เขาและลูกน้องมีคุณสมบัติพอที่เข้าท่าเรือเทียนจินได้ มีคุณสมบัติเช่นนี้ วันหน้าทุกเรื่องก็ย่อมเป็นไปได้
“ขอบคุณใต้เท้ามากๆ พวกเจ้ายังยืนเซ่ออยู่ทำไมกัน ยังไม่รีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณใต้เท้าหวัง!!”
ซาต้าเฉิงโขกศีรษะเองก่อนสองสามทีก่อนจะหันไปตวาดด่าลูกน้อง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นราวกับตื่นจากความฝัน รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะ ชั่วพริบตาทั่วหาดก็เต็มไปด้วยคนคุกเข่าลง ดูยิ่งใหญ่ยิ่งนัก
“อย่าได้เล่นลูกไม้ ทำงานให้เทียนจินไปดีๆ ทำการค้าทำกำไรไปดีๆ เทียนจินย่อมไม่เอาเปรียบเจ้า เถ้าแก่เสิ่นเองรู้ดีในเรื่องนี้ เถ้าแก่เสิ่น เจ้าว่าจริงหรือไม่?”
สีหน้าเสิ่นหวั่งข้างๆ ดำคล้ำลงอย่างรวดเร็ว ได้ยินหวังทงถามก็อึ้งไปก่อนได้สติ กระแอมไอ ฉีกยิ้มกล่าวว่า
“ใต้เท้าหวังคำไหนคำนั้น ต้าเฉิงเจ้าได้รับคำสัญญาจากใต้เท้าหวัง วันหน้าย่อมมีกินมีใช้ไม่หมดไม่สิ้น ข้าขอแสดงความยินดีด้วย!”
หวังทงหรี่ตามองเสิ่นหวั่งกล่าวว่า
“เถ้าแก่เสิ่นกับเถ้าแก่ซาทำการค้าเดียวกัน หากต้องพึ่งพาเทียนจิน ก็ยากที่การค้าจะไม่เกิดการขัดแย้งกัน หากวันหน้ามีเรื่องที่หาทางออกไม่ได้ ก็ให้มาหาข้า ข้าจะไกล่เกลี่ยให้พวกเจ้าเอง พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
วาจากล่าวไม่แจ่มแจ้ง หากเจ้าตัวย่อมฟังเข้าใจ ซาต้าเฉิงก็ได้งานที่เทียนจิน ได้เข้าหุ้นร้านประกันภัย ได้พาคนในครอบครัวมาเป็นตัวประกัน ก็เท่ากับสถานะตอนนี้เทียบเท่ากับเสิ่นหวั่ง เมื่อก่อนยกให้ราชาไตรธาราเป็นหนึ่งตามข้อตกลงพันธะสัญญา ตอนนี้สองฝ่ายเท่ากัน ไม่มีข้อตกลงพันธะสัญญาอีกแล้ว
หากสองฝ่ายปะทะกัน หวังทงก็ยอมเป็นคนไกล่เกลี่ย ซาต้าเฉิงอึ้งไป ลุกขึ้นประสานมือไปทางเสิ่นหวั่งกล่าวว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ วันหน้าก็ขอเถ้าแก่เสิ่นดูแลให้มากๆ แล้ว!”
เรียกเถ้าแก่เสิ่น ไม่เรียกหัวหน้าใหญ่ ก็เท่ากับยอมรับสิ่งที่หวังทงว่ามา สีหน้าเสิ่นหวั่งเรียกได้ว่าดีกว่าร้องไห้ไปไม่เท่าไร ประสานมือก้มคำนับกล่าวว่า
“ยินดี ยินดี”
*****************
“ซาต้าเฉิงย่อมไม่ปล่อยโอกาสอันดีนี้ไป หากเขาไม่ทำการค้าที่เทียนจิน เสิ่นหวั่งก็ย่อมยิ่งยิ่งใหญ่ สุดท้ายก็ย่อมกลืนกินเขาไป ข้าให้โอกาสเขาครั้งนี้ก็เท่ากับให้เขามีความสามารถได้อยู่รอดได้ด้วยตนเอง จะต้องไขว่คว้าไว้แน่……หลังเหตุการณ์นี้ เสิ่นหวั่งคงจะไม่คิดเล่นลูกไม้อีกแล้ว ทัพเรือเทียนจินบวกกับซาต้าเฉิง ย่อมกลืนกินเขาแทน กับซาต้าเฉิงก็เช่นกัน สองฝ่ายย่อมไม่ประสานกำลังกันอีกแน่นอน……”
ในจวน หวังทงอธิบายให้ไช่หนานในสิ่งที่ได้รับมาครั้งนี้ แม้ว่าเป็นสนามรบเล็กๆ แต่ก็เหมือนว่าสามารถกุมอำนาจท้องทะเลนอกเทียนจินไว้ได้เกือบหมด ไช่หนานฟังไปก็ยิ้มพยักหน้าไป ในห้องทุกคนล้วนดีใจ
ในยามนั้นเองก็ได้ยินเสียงด้านนอกรายงานดังมาว่า
“ใต้เท้า นายกองพันจางกลับจากเมืองหลวงแล้ว……”
……………………
[1] เลี่ยว เป็นหน่วยวัดขนาดเรือในสมัยโบราณ หลักฐานที่มีค่อนข้างไม่ชัดเจนว่าจะวัดจากความกว้างยาวหรือขนาดพื้นที่หรืออื่นใด ตัวเลขก็ไม่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าเรือในสมัยหมิงขนาด 4,000 เลี่ยวน่าจะมีระวางขับน้ำอยู่ที่ 1,300 ตัน ดังนั้น 600 เลี่ยวก็น่าจะ 195 ตัน (ระวางขับน้ำ คือ น้ำหนักของเรือทั้งลำ หมื่นตันก็สิบล้านกิโลกรัม ในการต่อเรือแต่ละลำจะมีการคำนวณพื้นที่ของตัวเรือที่อยู่ในน้ำ จะได้ปริมาตรที่เรือแทนที่น้ำ น้ำ 1 ลิตร = 1 กิโลกรัม)



