Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 636

Ong
BC

ตอนที่ 636 หากไม่ใช่กันเองย่อมไม่อาจเป็นคนสนิท

ทุกคนในห้องล้วนเป็นบุคคลสำคัญในเทียนจินของหวังทง จางซื่อเฉียงให้ควบคุมการทำงานอยู่เทียนจิน พอใต้เท้าหวังกลับมา จางซื่อเฉียงก็ไปเมืองหลวงจัดการงาน เรื่องนี้ทุกคนรู้ แต่ไปทำงานอันใด ทุกคนไม่รู้ชัด

C

แต่ทุกคนเห็นสีหน้าใต้เท้าหวังเคร่งเครียด ในห้องเดิมมีบรรยากาศแห่งความสุขผ่อนคลายก็เริ่มเคร่งเครียดตาม เงียบไปครู่หนึ่ง หวังทงโบกมือกล่าวว่า

“ไปทำงานกันเถอะ!”

แม้ไช่หนานเป็นขันทีที่ถูกแต่งตั้งมาดูแลกองกำลัง สถานะเทียบเท่ากับหวังทง แต่เทียนจินนี้ หวังทงใหญ่สุด ทุกคนล้วนยืนขึ้นขอตัวออกไป

จางซื่อเฉียงเดินเข้ามาในห้อง วางห่อสัมภาระลงก็คำนับหวังทงก่อน กลับมายังไม่ทันได้พัก ฝุ่นเต็มตัว หวังทงเอ่ยถามทันทีว่า

“เป็นไงบ้าง?”

“ตอนใต้เท้าออกจากด่านเถี่ยเหมิน ข้าน้อยก็ได้ถามถึงตัวผู้บงการได้จากปากหัวหน้าโจรจางเฉวียนแล้ว แต่ที่สารภาพมานั้นมันดูจะรุนแรงไป ข้าน้อยจึงได้ขอความมั่นใจก่อน นำภาพวาดจางเฉวียนจงใจไปให้แม่นางที่หอฉินก่วนดู ได้ข่าวแน่ชัดแล้ว จึงได้รีบกลับมารายงาน”

จางซื่อเฉียงแต่ไรมาก็เป็นคนทำงานได้นิ่งและไว้ใจได้ เขาให้ความสำคัญเช่นนี้ เรื่องนี้ย่อมไม่ธรรมดา หวังทงรินน้ำชาส่งให้จางซื่อเฉียงกล่าวว่า

“เจ้ากลับมาคงจะยังไม่ได้ดื่มแม่แต่น้ำล่ะสิ รีบดื่มให้หายคอแห้งก่อน!”

จางซื่อเฉียงสองมือรับไป พอดื่มหมดก็ยิ้มกล่าวว่า

“ขอบคุณใต้เท้า คอข้าน้อยแห้งผากมากจริงๆ ข้าน้อยสอบปากคำหัวหน้าโจรจางเฉวียนได้แล้ว ก็จัดทหารเราและทหารองครักษ์เสื้อแพรสองหน่วยเฝ้าไว้ ไม่ว่าผู้ใดหากไม่ได้รับคำสั่งเป็นลายลักษณ์จากข้าน้อยหรือใต้เท้า ไม่ให้เข้าใกล้จางเฉวียน พวกส่งอาหารส่งน้ำในคุกก็ต้องมีสามคนขึ้นไปเข้าไปด้วยกัน ไม่ให้คุยกับจางเฉวียน คนในคุกก็ยังจัดกำลังองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินและกองกำลังหู่เวยเฝ้าไว้ ให้เฝ้ากันเองด้วย เมื่อครู่ข้าน้อยก่อนมาที่นี่ ยังไปดูที่คุกมา ทางนั้นไม่มีอันใดผิดปกติ การสอบปากคำมีแต่ข้าน้อยที่รู้”

ที่ว่ามาออกจากดูรัดกุมอยู่สักหน่อย หวังทงตั้งใจฟัง งานเก็บความลับทำกันถึงขั้นนี้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก จางซื่อเฉียงวางถ้วยชาลง แกะห่อผ้าออก หยิบเอากระดาษปึกหนึ่งออกมา เปิดออกส่งให้หวังทง กล่าวว่า

“นี่เป็นภาพวาดจางเฉวียน เอาไปให้แม่นางซ่งที่หอฉินก่วนช่วยส่งคนไปถามพ่อบ้านจวนจางซื่อเหวย รับรองว่าเป็นตัวจริง จวนจางซื่อเหวยบอกว่าคนผู้นี้ลักลอบแอบหอบเงินทองก้อนหนึ่งหนีไปกับสาวใช้ในจวน ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องฉาวโฉ่ จึงปิดปากกันสนิทไม่ให้คนนอกได้รู้”

หวังทงพยักหน้า กล่าวว่า

“เขาบอกว่าเป็นจางซื่อเหวยงั้นหรือ?”

“ขอรับ ปากคำเช่นนี้ ข้าน้อยใช้ครอบครัวเขาเป็นตัวประกัน เขาตอนนั้นเห็นได้ว่าไม่อาจทนต่อไปได้แล้ว”

“หยางซือเฉินเคยบอกกับข้าว่า ตอนนั้นเรื่องเสนาบดีกรมปกครองจางฮั่นเกิดเรื่องตอนจางจวีเจิ้งยับยั้งการไว้ทุกข์ ถูกคนสนิทในจวนชักนำ จากนั้นจึงทำผิดมหันต์ ถึงกับต้องอำลาตำแหน่งกลับบ้านเกิด และหยางซือเฉินก็เคยถูกจางซื่อเหวยล่อหลอกด้วยผลประโยชน์ ไปแนะนำให้เซินสือหังทำเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์หากมีภัยมหันต์ เห็นได้ว่าเรื่องที่จางซื่อเหวยทำนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

หวังทงวิเคราะห์เคร่งเครียด จางซื่อเฉียงยืนฟังอยู่ข้างๆ หวังทงกล่าวต่อว่า

“คนสนิทในจวนจางฮั่นผู้นั้นต่อมาได้ไปรับตำแหน่งที่กรมค้าเกลือฉางหลู แต่ปีก่อนตายยกครัว ตอนนั้นล้วนคิดว่ากลัวความผิดจึงจัดการตนเอง หากจากเรื่องจางเฉวียนนี้ ดีไม่ดีก็เป็นจางซื่อเหวยส่งคนไปฆ่าปิดปาก กรมค้าเกลือเป็นงานที่อวบอ้วน อยู่ที่นั่นแสนสบาย ผู้ใดจะอยากตายกัน”

“ใต้เท้า ตอนนั้นจางซื่อเหวยก็เป็นขุนนางในคณะเสนาบดีใหญ่ในฐานะเสนาบดีกรมทหารแล้ว เหตุใดจึงต้องทำเรื่องเช่นนั้น?”

“ก็คงอยากมีตำแหน่งที่สูงยิ่งขึ้น ตอนนั้นจางฮั่นเป็นเสนาบดีกรมปกครอง มีอำนาจรองจากจางจวีเจิ้ง จางซื่อเหวยล้มเขาลงได้ก็ย่อมได้ขึ้นแทน ส่วนเซินสือหัง เขาและเซินสือหังล้วนเป็นคนสนิทจางจวีเจิ้ง ผู้ใดย่อมอยากได้ตำแหน่งสูงกว่า ผู้ใดย่อมไม่อยากพลาด ก็ย่อมต้องนั่งตำแหน่งรองให้มั่นคงขึ้น ก็ย่อมเป็นผู้สืบทอดอำนาจของจางจวีเจิ้ง ตอนนี้หรือ……ข้าสร้างความชอบใหญ่ และยังเป็นคนสนิทฝ่าบาท หลังเข้าเมืองหลวง ย่อมต้องครองอำนาจส่วนหนึ่ง ซึ่งส่งผลต่ออำนาจของเขาในการบริหารแผ่นดิน คนเช่นนี้ข้า ก็ย่อมเป็นดังหนามยอกนัยน์ตาของเขา เป็นดังหนามตำใจ ต้องกำจัดให้สิ้นซาก”

หวังทงกล่าวจบ จางซื่อเฉียงก็ร้อนใจ กล่าวว่า

“ใต้เท้า ทำอย่างไรดี? ครั้งนี้ลอบสังหารไม่สำเร็จ แม้ว่าไปฟ้องร้องก็ย่อมบ่ายเบี่ยงได้ แต่ในเมื่อลงมือแล้ว วันหน้าไม่รู้จะมีวิธีการใดอีก หรือว่าพวกเราจะต้องถูกเขาทำร้ายเช่นนี้ต่อไป!”

หวังทงไม่ตอบ จางซื่อเฉียงกล่าวต่อว่า

“จางซื่อเหวยตอนนี้เป็นมหาอำมาตย์ หากว่าเป็นปรปักษ์กัน แม้ใต้เท้าเป็นคนสนิทฝ่าบาทก็เกรงว่าคงต้านไม่ไหว หรือว่าทูลให้ทรงทราบก่อน ให้จางกงกงกราบทูลฝ่าบาท……”

จางซื่อเฉียงกล่าวไม่ทันจบ หวังทงก็ยกมือห้ามกล่าวว่า

“เจ้าเองก็รู้ว่าคนในจวนจางซื่อเหวยบอกว่าจางเฉวียนขนเงินหลบหนีไป ดีไม่ดีไปแจ้งความที่ศาลซุ่นเทียนแล้ว พวกเราไปฟ้อง ย่อมต้องมีหลักฐานแน่นหนา ย่อมต้องพัวพันไม่จบไม่สิ้น ตอนนี้ไทเฮาและเฝิงเป่าก็พึ่งพาจางซื่อเหวยกุมอำนาจราชสำนัก พวกเขาจะยอมเห็นจางซื่อเหวยล้มง่ายๆ หรือ ฟ้องไป เกรงว่าคงลงโทษข้าใส่ร้ายขุนนางใหญ่ก่อน ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็ไร้ประโยชน์!!”

“ใต้เท้า หากไม่ทำอันใดเลย เช่นนั้นหรือเราจะรอความตาย!”

“ใครว่าไม่ทำอันใด…… เจ้าไปพักผ่อนก่อน ให้ข้าค่อยๆ คิดก่อน!”

จางซื่อเฉียงที่ดูตื่นตกใจถูกหวังทงเตือนสติให้สงบลง หวังทงให้จางซื่อเฉียงออกไปก่อน ให้เขาปิดประตู นั่งคิดอยู่ในห้องคนเดียวต่อ

คนเดียวอยู่ในห้อง ไม่ให้คนอื่นมารบกวน ไม่ค่อยเห็นหวังทงเป็นเช่นนี้นัก คนสนิทเขาย่อมรู้ดี หวังทงมักชอบหารือกับทุกคนพร้อมกัน จากนั้นก็เลือกความคิดเห็นที่ดีที่สุด ตอนนี้เป็นเช่นนี้ แท้จริงแล้วเกิดปัญหาหนักหนาอันใดกัน ถึงกับเป็นเช่นนี้ได้

หลังอาหารกลางวันก็ปิดประตูเงียบคนเดียว ฟ้าใกล้มืดจึงได้เปิดประตูออกมา ส่งคนไปที่ค่ายทหารตามหลี่หู่โถวมา และให้จางซื่อเฉียงนำอู๋เอ้อร์มารอที่โถงด้านหน้า

หลี่หู่โถวตอนนี้เป็นหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งของกองกำลังหู่เวย ฝึกทุกวันไม่ได้หยุดพัก ล้วนจัดการการป้องกันทุกอย่างเรียบร้อย วันๆ อยู่แต่ในค่ายทหาร แต่ค่ายพักทหารห่างจากจวนหวังทงไม่ไกล ไปตามตัวมา ครึ่งชั่วยามก็มาถึง

พอเข้าไปในห้อง วันนี้อากาศยังคงร้อนอบอ้าว แต่หวังทงก็ยังคงให้ปิดประตู มีเพียงสองคนในห้อง ไม่รอให้หลี่หู่โถวถาม หวังทงก็กล่าวก่อนว่า

“พวกเราถูกลอบสังหารที่โรงเตี๊ยมครั้งก่อน คนกลุ่มสองเป็นพวกหลงเหลือจากลัทธิไตรสุริยัน คนกลุ่มหนึ่งสืบได้แล้ว”

หลี่หู่โถวก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบเหตุการณ์ที่ผ่านมา เรื่องพวกที่หลงเหลือจากลัทธิไตรสุริยันก็รู้แล้ว แต่เรื่องสถานะของนักฆ่ากลุ่มหนึ่งนั้นยังไม่รู้ หวังทงกับจางซื่อเฉียงเก็บความลับได้ดีมาก พอได้ยิน ดวงตาหลี่หู่โถวก็เบิกกว้าง เขารูว่าคนกลุ่มแรกแม้เรียกตัวว่าลัทธิไตรสุริยัน แต่ย่อมไม่ใช่พวกเดียวกัน

“เป็นนักฆ่าที่มหาอำมาตย์จางซื่อเหวยส่งมา”

หวังทงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ แต่หลี่หู่โถวเกือบหลุดเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ ยืนขึ้นถามทันทีว่า

“พี่หวัง จางซื่อเหวยกับพวกเราไม่เกี่ยวข้องกัน เหตุใดจึงส่งคนมาสังหารพวกเรา!!”

หวังทงส่ายหน้าอธิบายต่อ สุดท้ายจึงได้ยืนยันว่าเรื่องจริงว่า

“……ข้าเข้าเมืองหลวง เจ้าคิดว่าฝ่าบาทจะเชื่อข้ามากขึ้นหรือว่าเชื่อคนอื่นมากขึ้น หากมีข้า พวกเขาย่อมไม่อาจทำอันใดได้ดังใจ หากไม่มีข้า ย่อมทำอันใดได้ดังใจต้องการ……”

“พี่หวัง ที่พี่ทำทุกเรื่อง ทุกคนเห็นอยู่ว่าไม่มีอันใดที่ไม่ใช่เพื่อฝ่าบาท เพื่อพวกเรา เหตุใดคนพวกนี้จึงยังทำกับพี่หวังเช่นนี้ พี่หวัง ทูลฝ่าบาทให้ทรงออกหน้าให้พวกเรา”

นายทหารเทียนจิน คนที่มาจากลานฝึกหู่เวยล้วนคิดเหมือนกัน เห็นว่าฮ่องเต้ว่านลี่เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน พอพบเรื่องถูกรังแกอันใด พบภัยอันใด ก็จะให้ฮ่องเต้ว่านลี่ออกหน้า หวังทงส่ายหน้าถอนหายใจ เล่าเรื่องที่อธิบายให้จางซื่อเฉียงฟังเมื่อเช้าอีกรอบ

หลี่หู่โถวปีนี้อายุใกล้ 15 แม้ว่าอายุยังน้อย หากหลายปีนี้ได้ยินได้ฟังมามาก เห็นอันใดมาไม่น้อย ได้ยินหวังทงอธิบายก็อึ้งไป และก็รู้ว่าทำอันใดไม่ได้ แต่ก็อดไม่ได้ถามขึ้นว่า

“พี่หวัง หรือจะปล่อยเขาไปเช่นนี้ ครั้งนี้ทำเงียบ เขาก็คงไม่หยุด นับประสาอันใดกับอีกฝ่ายเป็นถึงมหาอำมาตย์แล้ว ตำแหน่งสูงส่ง พวกเราอย่างไรก็คงมีสักวันที่ต้านทานไม่อยู่”

หวังทงมองหลี่หู่โถว เงียบไปนานก่อนจะกล่าวว่า

“ไม่อาจปล่อยเขาไปเช่นนี้ จางซื่อเหวยทำกับพวกเราเช่นนี้ กับฝ่าบาทก็ย่อมไม่ภักดี ให้เขาสบคบคิดกับคนในวัง ฝ่าบาทคงต้องถูกบีบจนทรงอึดอัด……หู่โถว เรื่องนี้ต้องให้เจ้าไปจัดการ……”

พูดไปก็ลังเลไปพลาง พอได้ยิน หลี่หู่โถวก็ลุกจากเก้าอี้ กล่าวว่า

“หากต้องการให้หู่โถวทำอันใด พี่หวังก็สั่งการมาได้เลย ไม่ว่าฝ่าน้ำลุยไฟก็ต้องทำให้สำเร็จ”

*************

ต้นเดือนแปด หัวหน้ากองกำลังหน่วยที่หนึ่งแห่งกองกำลังหู่เวยหลี่หู่โถวก็เป็นหวัด ถูกหวังทงส่งไปรักษาตัวที่โรงบ้าน จางซื่อเฉียงไปทำงานที่เมืองหลวง คนของหวังทงเช่นอู๋เอ้อร์ก็กลับบ้านไปเยี่ยมญาติ คนพวกนี้ล้วนมีเหตุ กอปรกับกองกำลังหู่เวยและสำนักองครักษ์เสื้อแพรล้วนมีนายทหารหลายคนมีเหตุผลต่างๆ ที่ลาหยุดพัก ล้วนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครสังเกต

ข่าวที่หลี่หู่โถวป่วยนั้นแพร่ออกไป กองพันองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินย่อมประสานกำลังกับเจ้าหน้าที่ศาลชิงจวินช่วยหน่วยรักษาความปลอดภัยปูพรมตรวจทั่วเทียนจิน

แต่ละโรงเตี๊ยม คนเข้าพักในเมืองนอกเมืองล้วนมีคนมาสอบถาม เมื่อก่อนคิดว่าการมีทะเบียนราษฎรนั้นไม่มีประโยชน์ หากตอนนี้เห็นประโยชน์แล้ว บ้านใดมีคนเท่าไรย่อมรู้ดี หากมีคนนอกพื้นที่มาหรือว่าไม่อยู่ในทะเบียนราษฎร์เทียนจิน เทียนจินก็ไม่ว่า ขอเพียงบอกที่มาที่ไปชัดเจน หรือหาคนมารับรองได้ก็พอ

มาตรการนี้เป็นการปกป้องคนดี ป้องกันคนชั่ว มีผลดียิ่ง พ่อค้านอกจวนหวังทงมีคนผ่านไปมาน้อยมาก คนที่มีที่ไปที่มาไม่ชัดในเทียนจินก็เริ่มจากไป

ไปๆ มาๆ ซาต้าเฉิงส่งเรือนำเงินมาก่อนสองแสนตำลึงเงิน ข่าวว่าครึ่งหนึ่งเป็นทองคำ หากไม่มีคนสนใจนัก และซาต้าเฉิงยังได้ลงชื่อในเทียนจินเปิดร้านเดินเรือ เรียกว่าร้านเดินเรือฉลามดำ เรื่องเสิ่นหวั่งเปิดร้านเดินเรือไตรธารากลับไม่มีผู้ใดสังเกต……

เทียนจินสงบ เมืองหลวงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!