Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 642

ตอนที่ 642 ทั้งหมดสูญเปล่า

บิดามารดาจากไป ขุนนางต้องกลับบ้านไปไว้ทุกข์สามปี นอกจากในวังมีราชโองการยับยั้ง ตอนก่อนมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งได้รับการยับยั้งนั้น ทำเอาฝุ่นตลบไปทั่ว สุดท้ายก็ได้รับการยับยั้ง ตอนนี้จางซื่อเหวยเทียบกับจางจวีเจิ้งในตอนนั้นได้หรือ?

นับประสาอันใดกับตอนแรกที่ยับยั้งมีขุนนางค้านและได้ปลดขุนนางไปห้าคน ตอนนี้ได้คืนสู่ตำแหน่งกันหมดแล้ว เดิมเป็นท่าทีของจางซื่อเหวยคนเดียวที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นหลักการที่ควรกระทำตามธรรมเนียมที่มีมา ท่านจางควรไว้ทุกข์ ทั้งห้านั้นได้ทำถูกต้องแล้ว แต่มาบัดนี้จางซื่อเหวยประสบเรื่องเช่นนี้ เขาควรทำเช่นไร

หากมีคนอยู่นอกจวนจางซื่อเหวยในวันที่ 23 เดือนสิบสองจะต้องได้เห็นภาพน่าประทับใจ ที่เรียกว่าวงการขุนนางเปลี่ยนแปลงฉับไวก็ล้วนเห็นได้ที่นี่

มีคนวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้าไป ทุกคนยังเดาอยู่ รอไม่นาน ก็มีข่าวออกมา เรื่องพวกนี้ปิดไม่อยู่ จึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง

บิดามารดาขุนนางใหญ่จากไป ขุนนางท้องที่ต้องรายงานมาเมืองหลวงทันที ข่าวมาถึงในวัง ย่อมไม่ช้าไปก่อนข่าวที่มาถึงที่นี่สักเท่าไร

บรรดาทุกคนในห้องโถงล้วนเป็นขุนนางใหญ่ ไม่น้อยเป็นคนสนิทจางซื่อเหวย แม้ว่าในใจคิดเช่นไร สีหน้าก็ย่อมไม่แสดงออก กล่าววาจาปลอบใจสองสามคำก่อนจะค่อยๆ หารือว่าควรทำเช่นไรต่อไป

คนด้านนอกกลับไม่ใช่เช่นนี้ บิดาจางซื่อเหวยจากไป หากไม่ยับยั้งไว้ทุกข์ จางซื่อเหวยเกรงว่าคงต้องกลับไปซานซีไว้ทุกข์สามปีแล้ว มหาอำมาตย์ออกจากตำแหน่งสามปี ตำแหน่งนี้ย่อมไม่อาจขาดขุนนางดูแล ไม่ว่าใครมาต่อ ไม่ว่าเป็นคนสนิทหรือมิตรของจางซื่อเหวย ก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับจางซื่อเหวยแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงเมื่อคนจากลาตำแหน่ง น้ำชาย่อมเย็นชืด ไร้ผู้คนเหลียวแล ตำแหน่งมหาอำมาตย์เดิมเป็นตำแหน่งขุนนางอันดับหนึ่ง มาถึงระดับนี้ได้ แม้ว่าเป็นคนสนิทจางซื่อเหวย ได้รับความเมตตามามากเพียงใด เขาก็ย่อมต้องทำเพื่อตัวเอง ใช้คนของตนเอง จะมีความเคารพจางซื่อเหวยอยู่บ้าง ก็นับว่าท่าทีไม่เลวแล้ว

พวกที่เข้ามาในจวนได้ล้วนเป็นขุนนางระดับห้าขึ้นไป ด้านนอกเป็นระดับห้าลงมา นำของขวัญมารออยู่ เดิมคิดว่าจะมาคารวะ แสดงท่าทีสักหน่อย พวกเขารู้ว่าตนเองตำแหน่งน้อยนิด ไม่อยู่ในสายตาอีกฝ่าย ตอนนี้ได้ยินข่าวเช่นนี้ ผู้ใดจะโง่ยืนตากลมหนาวเล่า ของขวัญก็นำกลับไปบ้านฉลองปีใหม่ไม่ดีกว่าหรือ

เมื่อครู่ยังครึกครื้น พริบตาเดียว ถนนที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน รถม้าที่ถึงกับเต็มแทบจะขี่คอกัน พริบตาเดียวก็จากไปกันหมดเกลี้ยง

คนที่ได้เข้าไปในจวนตอนนี้เสียใจอย่างมาก ในใจคิดว่าของขวัญราคาแพงมอบไปแล้วช่างเสียเปรียบเสียจริง พวกที่เข้าไปในจวนยังไม่ทันได้มอบของ เข้าก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้ แต่ก็ทำหน้าหนา เรียกคนรับใช้ยกของกลับออกไป

หน้าหนาวกลางวันสั้น ความครึกครื้นในจวนจางเดิมเกิดขึ้นหลังการประชุมที่หอเหวินเหยียนเก๋อ ไปๆ มาๆ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เดิมจวนจางซื่อเหวยเตรียมจะฉลองปีใหม่อย่างครึกครื้น ตอนนี้ต้องหันมาเตรียมงานศพแทน

***********

วันที่ 24 เดือนสิบสอง เวลาย่ำรุ่ง……

จางซื่อเหวยนั่งอยู่ในห้องโถง ประตูเปิดมีคนเข้ามาไม่ทันรู้ตัว พ่อบ้านเข้ามาก็ทิ้งมือข้างกายกล่าวว่า

“นายท่าน ไม่ได้นอนทั้งคืน เช่นนี้ทำลายสุขภาพนะขอรับ รีบไปพักผ่อนเถิดขอรับ!”

จางซื่อเหวยแววตาเลื่อนลอย ทั้งคืนนั่งอยู่ที่นี่ เมื่อว่ายังดีอกดีใจ ท่าทางใหญ่โต แต่วันนี้กลับซูบซีดไร้สีเลือดไปมาก จางซื่อเหวยแม้อายุใกล้ห้าสิบ แต่ผมยังดกดำ หากยามนี้เริ่มมีสีขาวแซมแล้ว

“นายท่านดื่มน้ำชาร้อนๆ ก่อน รีบไปพักผ่อนเถิด!”

เห็นจางซื่อเหวยไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ พ่อบ้านก็ส่งเสียงดังขึ้นอีก จางซื่อเหวยได้สติคืนมา ปฏิกิริยาแรกก็คือมองไปทางพ่อบ้าน และมองไปยังโต๊ะหนังสือ บนนั้นมีกระดาษที่เขาเขียนเมื่อวานว่า ‘บรรดาผู้มีคุณธรรมดูแลแผ่นดิน’

ตอนเขียนเมื่อวาน จางซื่อเหวยรู้สึกว่าใต้หล้านี้อยู่ในอุ้งมือเขาแล้ว พวกของจางจวีเจิ้งถูกปลดไปหมดแล้ว ที่มาพึ่งพาก็มาหมดแล้ว ในวังหลวงนั้น เฝิงเป่าที่เอาแต่คอยกดหัวเขาก็ถูกปลดไปแล้ว จางเฉิง จางจิงและจางหงก็ร่วมกับเขาโค่นล้มเฝิงเป่า วันหน้าก็ต้องสนิทสนมกับเขาในฐานะมหาอำมาตย์ ส่วนฮ่องเต้ว่านลี่นั่งมองดูเขาล้มพรรคพวกจางจวีเจิ้งเฉย คิดว่าก็คงเชื่อใจเขา

จางซื่อเหวยจ้องมองตัวอักษรครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าไปมา ตะโกนดังว่า

“รีบเตรียมเกี้ยว ยังต้องไปเข้าประชุมราชสำนัก……”

ทุกวันยามเช้าตรู่ล้วนต้องประชุมขุนนาง วันนี้เป็นวันที่ 24 เดือนสิบสองเท่านั้น ยังไม่หยุด แม้ว่าบิดาตนจากไปจะแพร่ไปทั่วเมืองหลวง แต่ฮ่องเต้ยังไม่มีราชโองการมา ทุกอย่างยังคงมีหวัง

จางซื่อเหวยตะโกนไปเช่นนี้ คนรับใช้ด้านนอกก็รีบไปเตรียมการ ทางนั้นยังเตรียมการไม่เสร็จ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมา

ตระกูลใหญ่ นายบ่าวล้วนมีธรรมเนียมมารยาท เช้าอย่างนี้ทำงานอยู่ด้านนอกย่อมไม่ใช่นาย แต่คนผู้นี้ช่างไร้มารยาท อยู่ ๆ ก็เปิดประตูเดินเข้ามา

จางซื่อเหวยสะดุ้งลุกขึ้นยืนทันที จิตใจเขาตอนนี้วุ่นวายอย่างมาก มีคนไม่รู้จักมารยาท เขาจะโมโหลงโทษแล้ว ด้วยแสงตะเกียงในห้องทำให้เห็นคนที่เข้ามาใกล้ จางซื่อเหวยไม่ได้ตะโกนด่าออกมา คนที่เข้ามาแต่งกายแบบพ่อบ้านจวนจาง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตกใจจนทำอันไม่ถูก

พอเข้ามาในห้อง ก็ไม่รู้ว่าล้มลงหรือคุกเข่าลง หากถลาลงไปกับพื้น สะอื้นไห้กล่าวว่า

“นายท่าน เซินสือหังไปยังถนนหมากรุกแล้ว”

บรรดาขุนนางในคณะเสนาบดีใหญ่ ต้องเดินผ่านไปทางถนนหมากรุกก่อนจะเข้าไปยังระเบียงคดวังหลวง ไปยังหอประชุมเหวินเหยียนเก๋อ ไหนเซินสือหังว่าอีกปีจึงจะหายจากอาการป่วย อยู่ๆ ไปเข้าประชุม มันแสดงให้เห็นถึงอะไรบางอย่าง

ทำงานกับจางซื่อเหวยมานาน คนที่เข้ามารายงานย่อมรู้ว่าเซินสือหังที่เอาแต่อ้างว่าป่วยไม่ออกมาพบหน้าผู้คน วันนี้เข้าวังไปหมายถึงสิ่งใด

“เจ้าเซินหรูม่อตัวดี (ชื่อรองเซินสือหัง) เยี่ยม……เยี่ยม……เยี่ยมมาก เจ้าตัวดี!!!”

คนตระกูลจางผู้ใดก็ไม่เคยเห็นจางซื่อเหวยเป็นเช่นนี้ ปกตินายท่านผู้นี้นิ่งสุขุม ไม่เคยแสดงอารมณ์โมโห ไม่เคยเห็นหลุดอาการเช่นนี้มาก่อน

พวกที่ทำงานอยู่ด้านนอกก็พลอยเงียบกริบตามไปด้วย คนที่รายงานก็ยิ่งอึ้งสนิท รีบโขกศีรษะกับพื้น แต่ผ่านไปพักหนึ่งก็ยังเงียบ อดไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เห็นจางซื่อเหวยร่างกายสั่นเทิ้ม มุมปากมีโลหิตไหลออกมา สีหน้าซีดขาวอย่างรวดเร็ว

“ใครอยู่ข้างนอก รีบเข้ามา!!”

คนที่คุกเข่าอยู่รู้ว่าไม่ได้การแล้ว จึงรีบตะโกนดัง ไม่นานก็มีคนรับใช้หลายคนรีบเข้ามา เห็นสภาพจางซื่อเหวยตอนนี้ ก็พากันลนลาน มีคนที่ได้สติก็สั่งการให้ไปตามหมอมา และเข้าประคองจางซื่อเหวยให้นั่งลง พอจางซื่อเหวยนั่งลง กลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า

“ไม่ต้องเชิญหมอมา ปิดข่าวให้สนิท ใครออกไปพูดถึงข้าข้างนอก ปิดปากมันให้หมด……”

************

วันที่ 24 เดือนสิบสอง คนใหญ่คนโตเมืองหลวงล้วนส่งคนกระจายออกไปสืบข่าว คนที่ไม่ได้เกี่ยวพันอันใดกับคนในวัง ก็ล้วนรอข่าวจากในวัง มหาอำมาตย์จางซื่อเหวยที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง อยู่ๆ ก็ต้องเผชิญกับการไว้ทุกข์ หากเขาได้รับการยับยั้ง ทุกคนก็จะได้รับมือทัน หรือหากต้องกลับบ้านไปไว้ทุกข์ ทุกคนก็จะได้รับมืออีกแบบ

เดิมเห็นจางซื่อเหวยแก่งแย่งทางการเมืองจนได้ชัยชนะมาแล้ว ทุกคนก็เริ่มไปประจบเอาใจ คิดไม่ถึงว่าฟ้ายังมีเมฆหมอกที่ไม่อาจคาดเดา ถึงกับเกิดเหตุเช่นนี้ได้

จางซื่อเหวยตอนกำลังรวบรวมอำนาจนั้นใครเห็นก็ต้องชมเชย ตอนนี้ดูแล้ว ก็เหมือนขุดหลุมให้ตนเองโดดลงไปแท้ๆ ออกหน้าคืนตำแหน่งให้ห้าขุนนางที่ขัดขวางการยับยั้งการไว้ทุกข์ท่านจางในครานั้น บอกว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว ตอนนี้ตนเองจะมากลับคำได้อย่างไร ช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกสิ้นดี

คนด้านนอกมองอย่างไรก็ช่าง หากอย่างไรก็ต้องดูท่าทีของฝ่าบาท ตอนนี้จางจวีเจิ้งจากไปแล้ว เฝิงเป่าก็ถูกขับออกจากวังหลวงไปแล้ว ว่ากันว่าไทเฮาฉือเซิ่งก็อ้างประชวรไม่ทรงพบผู้ใด ฝ่าบาทมีอำนาจตัดสินพระทัยผู้เดียว

ไม่มีผู้ใดสืบข่าวอันใดจากในวังมาได้ แต่ทว่า ตอนเช้าตรู่ที่ฟ้าเพิ่งสว่างได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บริเวณถนนหมากรุก ก็เริ่มมีคนแบกเกี้ยวจางซื่อเหวยมา สีหน้าสิ้นหวัง ไปอย่างเร่งรีบ

ที่ประชุมยามเช้า ก็เริ่มหารือกัน จางซื่อเหวยในฐานะมหาอำมาตย์ปรากฏตัวยามนี้ แสดงให้เห็นถึงอะไรบางอย่าง ทุกคนก็เริ่มงง แต่ก็ไม่อาจคาดเดาอันใดได้

ยามบ่าย ณ หอประชุมเหวินเหยียนเก๋อ ใต้เท้าทุกคนเริ่มทานอาหาร บรรดาขันทีในที่ประชุมได้ข่าวแล้วในที่สุดก็มีโอกาสได้ออกมาข้างนอกไปขายข่าวที่ได้มา

ฮ่องเต้ว่านลี่พระราชทานเลี้ยงเซินสือหัง จางซื่อเหวยได้รับอนุญาตให้ลากลับบ้านเกิดไปไว้ทุกข์สามปี ……

ใต้หล้านี้ไม่มีขุนนางกตัญญูสักเท่าไรหรอกที่อยากจะกลับบ้านไปไว้ทุกข์ให้บิดามารดา แต่ธรรมเนียมเป็นเช่นนี้ ในใจ จางซื่อเหวยคิดอย่างไรไม่รู้ กลับออกมาทูลรายงานด้วยตนเอง ขอลากลับบ้านไว้ทุกข์ด้วยตนเอง ส่วนฮ่องเต้จะยับยั้งหรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องของตนแล้ว

ตั้งแต่จางจวีเจิ้งจากไป จางซื่อเหวยก็วางคนสนิทของตนไว้ในคณะเสนาบดีและวงการขุนนางในวังมากมาย เมื่อเขาเอ่ยขึ้น ย่อมมีคนออกหน้าว่าใต้เท้าจางซื่อเหวยเป็นเสาหลักของแผ่นดิน ไม่อาจขาดได้ ขอฝ่าบาททรงยับยั้ง ว่ากันว่าเสนาบดีโยธาคนใหม่หยางเวยถึงกับออกหน้าทูลทั้งน้ำตา

“ไว้ทุกข์บิดา เป็นหลักการคุณธรรม เป็นจารีตใหญ่ ขุนนางจางตอนขอคืนตำแหน่งให้พวกโจวหยวนเปียว ก็เพราะทั้งห้าล้วนยึดมั่นในหลักจารีตธรรมเนียมปราชญ์โบราณมิใช่หรือ……”

ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสหลักการมายกใหญ่ ถึงตรงนี้ จางซื่อเหวยก็ได้แต่ต้องกลับบ้านเกิดไปไว้ทุกข์แล้ว ฮ่องเต้ว่านลี่ยังทรงทอดพระเนตรเห็น ‘สุขภาพทรุดโทรม’ ของจางซื่อเหวย จึงทรงให้กลับบ้านไปพักผ่อน ให้เซินสือหังดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว

……

จางซื่อเหวยเผชิญลมฝนในเมืองหลวงมานานหลายเดือนนี้ ล้มขุนนางมากมายไปตั้งเท่าไร ถึงกับร่วมมือกับคนอื่นล้มเฝิงเป่าส่งไปหนานจิงได้

ทุกคนเห็นเป็นเรื่องสนุก ในใจก็เลื่อมใส ผู้ใดล้วนคิดว่าอำนาจบารมีจางซื่อเหวยจากนี้คงไม่ด้อยไปกว่าจางจวีเจิ้ง หากผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอเหตุขัดจังหวะใหญ่เช่นนี้ได้ สุดท้ายผู้ที่ได้ไป กลับเป็นผู้ที่ป่วยไม่ออกจากจวนพบผู้ใด เป็นผู้ที่เก็บตัวสมถะอย่างเซินสือหัง……

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!