ตอนที่ 644 เหตุใดมีชาวอพยพ
หวังทงถามถึงอู๋เอ้อร์ จางซื่อเฉียงตอบเสร็จ หวังทงเงียบไม่กล่าวอันใด
จางซื่อเฉียงทิ้งมือแนบลำตัวยืนอยู่ข้างๆ ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“ครั้งนี้ที่ผูโจว อู๋เอ้อร์ทำงานตั้งใจมาก หากไม่ใช่เขา พวกเราจะแอบเข้าไปสังหาร เกรงว่าคงหาทางไม่เจอ ตลอดเส้นทางขากลับเขาเองก็ระวังอย่างมาก……”
ได้ยินวาจาจางซื่อเฉียง หวังทงขมวดคิ้วกล่าวว่า
“เรื่องนี้ข้าคิดเองแล้ว ไม่ต้องพูดให้มากความ!”
**********
เดือนสิบสอง เมืองหลวงเกิดเรื่องใหญ่ แต่ไม่กระทบต่อราษฎร ทุกคนก็ยุ่งไปกับการเตรียมฉลองปีใหม่ให้ครึกครื้น
วันนี้วันที่ 27 เดือนสิบสองแล้ว เทียนจินคึกคักไปทั่วทุกหนแห่ง ร้านค้าในเมืองหลวงแต่ละร้านก็ปิดร้านกัน ก่อนและหลังปีใหม่ 20 วัน กลับบ้านไปฉลองปีใหม่ การค้าในเทียนจินก็เปิดไปจนถึงวันที่ 29 เดือนสิบสอง
ร้านค้าในเทียนจินส่วนใหญ่ทำการค้าติดต่อกับทั้งทางบกและทางทะเล ยังมีเส้นทางคลองส่งน้ำอีก การค้าใหญ่โตไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่เทียนจินสักเท่าไร
แต่การพัฒนาหลายปีมานี้ ประชากรเทียนจินก็เพิ่มขึ้นราวกับระเบิดปะทุ ร้านค้าก็เช่นกัน คนที่ปะทุมากขึ้นไม่ค่อยจะเป็นพวกชาวนาสักเท่าไร ชาวนาลำบากมาทั้งปี เก็บเกี่ยวเสร็จจ่ายภาษีเสร็จก็จึงเหลือไว้ให้คนที่บ้านได้กินกัน เหลือเอาไปขายได้ไม่เท่าไร ไม่มีความสามารถในการจับจ่ายใช้เงิน
หากคนที่เพิ่มมาใหม่ในเทียนจินพวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนงานทำงานในร้านค้าโรงงานโรงช่าง พวกเขาได้เงินเดือน ของกินของใช้ทุกอย่างต้องใช้เงินซื้อ แต่ละแห่งในเทียนจินยังต่างจากที่อื่น เพราะคนงานที่ชำนาญงานนั้นหายาก เงินเดือนจึงได้สูงกว่าที่อื่น ปลายปียังมีเงินพิเศษ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่ทำงานให้ร้านภายใต้การดำเนินการของสามธารา คนที่เงินในมือพอจับจ่ายได้มากก็มีอยู่มาก
กลุ่มคนที่มีกำลังจับจ่ายใช้สอยกับบรรดาช่างและเถ้าแก่ ยังมีเจ้าของหุ้นการค้าแต่ละแห่งพวกนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่เทียนจินที่ได้รับเบี้ยหวัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนรวยที่ร่ำรวยใหญ่พวกนั้น กลุ่มคนขนาดใหญ่มีเงินเช่นนี้ย่อมดึงให้ตลาดการค้าเทียนจินยิ่งคึกคักยิ่ง
คนมีเงินและคนเพิ่งมีเงินก็มักจะมีชีวิตที่มีหน้ามีตาสักหน่อย ฉลองปีใหม่ต้องฉลองให้มีหน้ามีตา ข้าวปลาอาหารและสุราไม่ต้องพูดถึง ผ้าแพรพรรณและเครื่องเคลือบ เครื่องเรือนต่างๆ ก็ย่อมต้องหาซื้อมาให้พร้อม พวกเขามีความต้องการซื้อ พ่อค้าเทียนจินก็มีมากมาย ย่อมสามารถตอบสนองความต้องการได้ มีผู้ต้องการและผู้สนองความต้องการมากมาย การค้าแต่ละแห่งก็ล้วนได้กำไรงามอย่างมาก
เดือนสิบสองเดือนนี้แม้ไม่รวมการค้าไปยังเมืองหลวงและเขตปกครองเหนือ แค่การค้าในพื้นที่ ก็สามารถได้ถึงแปดส่วนของเดือนเจ็ดแล้ว
เดือนเจ็ดเป็นกลางปี เป็นเวลาที่ร้านค้าทั้งเทียนจินรุ่งเรืองที่สุดเดือนหนึ่ง ขอเพียงทำการค้าเป็น เงินทองก็ย่อมไหลมาเทมาเข้าร้าน การที่สามารถได้ถึงแปดส่วนของเดือนเจ็ด เรียกได้ว่าการค้านี้ไม่เลว
ร้านค้าแต่ละร้านเพิ่มค่าแรงให้คนงาน จัดการสั่งสินค้าแต่ละอย่างเพิ่มล่วงหน้า ก็เพื่อทำการค้าในเดือนสิบสองให้ดี ธรรมเนียมแผ่นดินหมิงที่มีมานานปี ก่อนวันที่ 20 เดือนสิบสองจะไม่มีร้านค้าเปิดทำการแล้ว แต่ตอนนี้เทียนจินยังเปิดตลาดการค้าคึกคัก ทำให้แม้แต่เมืองเหอเจียนและซุ่นเทียนที่ห่างกันไม่ไกล ก็มีคนมีเงินมาเลือกซื้อของเช่นกัน ทำให้ร้านค้ายิ่งได้กำไรงาม
“เมื่อก่อนตอนอยู่จี่หนาน ยามนี้ตามท้องถนนเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน มีเสียงประทัด แต่ร้านค้าเงียบเหงา ตอนนั้นก็รู้สึกว่าต้องฉลองปีใหม่แล้ว ตอนนี้เห็นความคึกคักเช่นนี้ หากไม่ใช่อากาศหนาว ยังคิดว่าเป็นเดือนเจ็ดเดือนแปดนะเนี่ย!”
พวกหวังทงค่อยๆ ขี่ม้าชมตลาด ด้านหลังมีอู๋ต้าใช้สำเนียงท้องถิ่นพูดกับเป้าเอ้อร์เสี่ยว เป้าเอ้อร์เสี่ยวตอบอย่างภูมิใจว่า
“ได้ยินเรือที่มาจากทางใต้เล่าว่า มีเพียงซูโจวหังโจวที่รุ่งเรืองที่สุดของทางใต้จึงจะเทียบเท่าพวกเรายามนี้ได้ ที่อื่นไม่เคยเห็นเช่นนี้”
หวังทงเก็บตัวอยู่ในจวนมาหลายเดือน องครักษ์ประจำตัวก็เบื่ออย่างมาก ครั้งนี้ได้ออกมาจึงคึกคักกันเป็นพิเศษ สำหรับอู๋ต้านั้น หาช่างต่อเรือที่เป็นโจรสลัดซานตงมาได้น้อยลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นเดือนสิบสองก็กลับมาเทียนจิน ตอนนี้ทั้งครอบครัวล้วนอยู่เทียนจิน ย่อมฉลองปีใหม่ที่นี่
ทหารบนหลังม้าด้านหน้า 10 กว่านาย ด้านหลังอีก 10 กว่านาย ตำแหน่งห่างจากอู๋ต้ามาก ซุนต้าไห่กับจางซื่อเฉียงขี่ม้าประกบหวังทง
“อู๋ต้าตั้งแต่กลับมาจากซานตงก็แปลกไปสักหน่อย นอกบ้านก็เฮฮาปกติ แต่ในบ้านกลับหน้าบึ้งตึง วันที่ข้าน้อยกลับมา คนที่ส่งไปจับตาดูหน้าจวนเขานั้นกลับมารายงาน่า อู๋ต้าร่ำไห้กลางดึก”
จางซื่อเฉียงรายงานขึ้นเบาๆ หวังทงส่ายหน้ายิ้ม ไม่ตอบรับคำ ซุนต้าไห่ข้างๆ กล่าวว่า
“ใต้เท้า คนนำของขวัญไปส่งให้ฝ่าบาทกลับมาแล้ว ของขวัญให้กงกงแต่ละท่านก็ส่งมอบไปแล้ว ของพระราชทานก็รอให้ใต้เท้ากลับจวนไปรับ ทุกท่านที่เราส่งของขวัญไปก็ได้รับคืนตอบมาหมดแล้ว รายการทั้งหมดอยู่นี่ ขอใต้เท้าตรวจดู อีกเรื่อง แม่นางซ่งหอฉินก่วน นายกองพันต่งองครักษ์เสื้อแพรซานตง ขุนพลซุนแห่งเหลียวโจว รองแม่ทัพลี่แห่งเมืองเซวียนฝู่ ส่งของขวัญมา พ่อค้าในเทียนจินก็มีของขวัญมา ขอใต้เท้าตรวจดู……”
ซุนต้าไห่ทำหน้าที่ดังพ่อบ้าน เขานำรายงานทีละเรื่อง หวังทงยกมือยิ้มเฝื่อนๆ ตัดบทกล่าวว่า
“ของฝ่าบาทกับของกงกงแต่ละท่านข้าดูก็แล้วกัน ที่เหลือ เจ้าก็จัดแบ่งให้กับคนทำงานในจวนแต่ละคนไป แบ่งไปยังพวกโรงต่อเรือและกองกำลังหู่เวยมากหน่อย ……เกิดอะไรกับคนพวกนี้กัน?”
หวังทงพูดไม่ทันจบ ก็เห็นด้านหน้ามีคนสวมชุดบางเพียงชั้นเดียวเดินมากันหลายคน ที่เทียนจินไม่มีคนว่างงาน ทุกคนล้วนมีรายได้ หน้าหนาวก็ต้องได้สวมเสื้อผ้าหนา พอเห็นคนสวมเสื้อผ้าบางขาดๆ เดินมามากมายเช่นนี้ ก็รู้ว่าไม่ใช่คนในพื้นที่
ด้านหน้าเป็นตลาด และเป็นตลาดสดใหญ่ของเทียนจิน เรียกว่าใหญ่ ก็เพราะเนื้อและผักจากทุกสารทิศจะมารวมตัวกันขายที่นี่ จากที่นี่ค่อยกระจายไปยังที่ต่างๆ ในเทียนจิน
พอถึงหน้าหนาว ร้านสามธาราก็จะมีการค้าหนึ่ง ก็คือส่งเกลือ ผ้าและสินค้าต่างๆ จากเมืองเซวียนฝู่และจี้โจวออกไปขายนอกด่าน แลกเป็นวัวและแพะนอกด่านกลับมา
หน้าหนาวบนทุ่งหญ้าทุกปีเรียกได้ว่านรกอย่างมาก ความหนาวรุนแรงหิมะหนา บนทุ่งหญ้ามีเผ่าเล็กๆ ไม่น้อยต้องสูญสิ้นไป ปกติต้นปีก็จะผ่านไปอย่างยากลำบาก พอถึงหน้าหนาว อากาศหนาวทรมาน หญ้าก็ไม่มี เพื่อจะรักษาชีวิตสัตว์ให้ผ่านพ้นหน้าหนาวไปได้ พวกที่อ่อนแอก็ย่อมต้องถูกฆ่าทิ้งก่อน
สัตว์ที่ถูกฆ่าเหล่านี้บรรดาคนเลี้ยงสัตว์กินกันไม่หมด และยังไม่มีเกลือมากพอจะหมักไว้ ได้แต่โยนทิ้งไปอย่างนั้น
ทว่าผู้อื่นทิ้งเราเอา เทียนจินตอนนี้ต้องการอาหารจำนวนมาก ทุกปีตอนฉลองปีใหม่ ขุนนางที่รับผิดชอบปากท้องราษฎรก็ย่อมปวดหัวกับการหาอาหารมาให้ไม่เพียงพอ การได้เนื้อสัตว์จำนวนมหาศาลจากทุ่งหญ้านี้ ก็พอดีมาปิดช่องว่างตรงนี้
บรรดาคนงานร้านสามธาราได้รับอนุญาตจากขุนพลด่านจี้โจว ใช้เกลือและผ้าไปแลกซากสัตว์ที่ถูกฆ่าพวกนี้มาพร้อมกับหนังและขนสัตว์ ราคาสัตว์พวกนี้ต่ำมาก แต่สำหรับเผ่าต่างๆ บนทุ่งหญ้าในฤดูหนาวแล้ว การเก็บเกลือไว้ให้มากพอนับว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่า
ทุกคนได้สิ่งที่ต้องการ ร้านสามธาราย่อมได้เปรียบกว่า แต่ทว่าบรรดาเผ่าเล็กๆ บนทุ่งหญ้าสามารถเอาของที่ไม่ต้องการแล้วมาแลกเอาเกลือและผ้าที่ได้ประโยชน์ไปได้ พวกเขาย่อมยินดี
บรรดาเผ่าเล็กๆ ไล่ต้อนวัวและแพะมาฆ่าขาย เมืองจี้โจวตอนเหนือ หน้าหนาวก็หนาวมาก เอาวัวและแพะแช่แข็ง ตลอดหน้าหนาวย่อมไม่เน่า รอให้ผ่านหิมะหนักไปหมดก็จะใช้รถเทียมม้าเทียมวัวลากไปเทียนจินทีเดียว
การค้านี้ทำได้ใหญ่โต แม้แต่เนื้อในเมืองจี้โจวปีนี้ก็มีกินมากกว่าปีก่อนๆ มาก แพะส่งไปเทียนจิน แม้ราคาขายต่ำกว่าท้องตลาดสองส่วน กำไรก็ยังมากหลายเท่า
เนื้อสัตว์มากมาย คนมีเงินที่เทียนจินก็มาก คนที่พอมีฐานะ ผู้ใดก็อยากซื้อเนื้อแพะท่อนหนึ่งกินถึงเดือนสอง ลอกหนังต้มเก็บไว้ ท่อนหนึ่งก็เท่ากับราวหลายสิบชั่ง พวกที่มาซื้อแพะก็ย่อมไม่แบกกลับไปเอง
คนด้านนอกที่สวมเสื้อผ้าขาดๆ เหล่านั้นช่วยพวกเขาแบกกลับไป ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน คนพวกนี้ก็จะออกมาถามไถ่ คนซื้อก็จะเลือกไปสองสามคน พวกเขาแบกอาหารที่เลือกซื้อจากตลาดจากไป
“ล้วนเป็นชาวเมืองเหอเจียนและเมืองเจินติ้งที่ล้มละลาย พวกเขาออกหางานรับจ้างทั่วไป หากเงินเลี้ยงปากท้อง พวกองครักษ์เสื้อแพรและหน่วยรักษาความปลอดภัยแรกๆ ก็เข้ามาขับไล่หลายครั้ง ต่อมาเห็นว่าใกล้ปีใหม่ เห็นว่าน่าสงสารจริง จึงได้ปล่อยไป พวกเขาเป็นพวกที่มีเพิงเก่าๆ พักอยู่ริมสบแม่น้ำและทางใต้ของแม่น้ำทะเล กลางวันมาหางานที่นี่ กลางคืนก็เก็บของข้างทางกลับไป……”
ซุนต้าไห่อธิบาย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรายงานทุกวัน ยามนี้หวังทงเก็บตัว ไม่ค่อยได้ออกมาสักเท่าไร จึงไม่ทันได้สังเกตเห็น
เห็นสภาพตรงหน้านี้ หวังทงก็ขมวดคิ้วถามว่า
“อากาศหนาวเช่นนี้ พวกเขามาหากินอย่างนี้ ใช่ว่าต้องหนาวตายหิวตายไม่น้อยหรอกหรือ?”
“พอเข้าหน้าหนาวมานี้ หนาวตายไป 15 หิวตายยังไม่มี”
หวังทงแปลกใจ หนาวตายแค่ 15 เห็นคนมากมายหน้าตลาดยามนี้ คิดว่าตายไปแค่ 15 นับว่าน้อยมาก
“ใต้เท้ากำชับไว้ว่า ให้ข้าน้อยจับตาดูพวกวัดวาอาราม อย่าให้ร่ำรวยมาก ครั้งนี้มีชาวบ้านอพยพมามากมาย ข้าน้อยให้คนองครักษ์เสื้อแพรไปแจ้งให้พวกเขาจัดโรงทานแจกโจ๊ก ไปหาเสื้อผ้าเก่าๆ มา ไปขอบริจาคมา พวกนักพรตและพระก็รู้งาน ทำงานกันอย่างแข็งขัน จึงได้ประคองมาถึงวันนี้ได้”
ทำการค้า ออกเรือทะเล เชื่อเรื่องเทพเจ้าไม่น้อย คนพวกนี้ไม่แน่นว่าจะเอาเงินมาทำการกุศล หากชอบบริจาคให้วัดวาอารามเพื่อเป็นค่าบูชาธูปเทียนให้สบายใจ วัดวาอารามในเทียนจินหลายแห่งมีเงินค่าบูชานี้มากมาย หากไม่ต้องจ่ายภาษีเสียด้วย วัน ๆ สบายอย่างมาก
แต่พวกหวังทงจับตาดูแน่นหนา พวกนักพรตและพระพวกนี้รู้ว่าวันเวลาสบายๆ เช่นนี้ได้มาได้อย่างไร คิดได้เช่นนี้ก็ไม่ยาก จึงค่อนข้างเชื่อฟังอย่างมาก แต่หวังทงรู้สึกงงอยู่เรื่องหนึ่ง
“ปีนี้การค้าไม่เลวนี้ เหตุใดจึงมีคนอพยพย้ายถิ่นมากเพียงนี้?”
ชาวนาของเพียงมีกิน ย่อมไม่ทิ้งที่ดินไปที่ใด ผู้คนอพยพมามากเช่นนี้ ยังมาจากพื้นที่ทำนาที่ดีอย่างเมืองเหอเจียนอีกด้วย ทำให้หวังทงแปลกใจอย่างมาก
“ก็ไม่ใช่เป็นเพราะระบบภาษีและเกณฑ์แรงงานใหม่หรอกหรือที่ทำจนเป็นเช่นนี้……”
ได้ยินคำตอบนี้ ทำเอาหวังทงถึงกับอึ้งไป
