Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 673

Ong
BC

ตอนที่ 673 สำแดงบารมี เข้ารับการฝึก

“อย่ายืนท่าทางเหมือนก้อนแป้ง ยืนตรงให้เหมือนข้า!!”

C

หวังทงบนเวทีไม้ตะโกนสั่ง องครักษ์เสื้อแพรเบื้องล่างไม่ว่าถูกโบยหรือไม่ เจ็บหรือไม่เจ็บ ก็ล้วนต้องตะกายขึ้นยืน เห็นท่าทางการยืนหวังทงแล้ว ก็รีบยืนให้เรียบร้อยทันที

“ทหารองครักษ์เสื้อแพรชื่อนี้ก็เห็นอยู่ ผู้ใดบอกพวกเจ้าว่าพวกเราไม่ใช่ทหาร แต่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ พวกเจ้าเป็นทหารในพระองค์ เป็นทหารองครักษ์เสื้อแพร ต้องปฏิบัติกฎวินัยทหาร ดูท่ายืนเบี้ยวไปเบี้ยวมาของพวกเจ้าสิ ปกติขาดการฝึกซ้อม หรือว่าวันๆ เอาแต่ไปหมกกันอยู่ในร้านน้ำชา!!”

หวังทงบนเวทีคำรามดัง เขาอยู่ที่สูง บรรดาทหารองครักษ์เสื้อแพรที่เข้าแถวเรียบร้อยอยู่เบื้องล่างยามนี้เห็นเขาชัดเจน สีหน้าไร้รอยยิ้ม แต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องนี้อีกแล้ว

“ถือแส้ถือไม้ไว้ ยืนไม่ตรงก็ฟาดเลย!!”

ทหารด้านล่างรับคำสั่ง พวกเขาทุกวันล้วนจัดแถวและฝึกวิ่ง เรื่องพวกนี้ย่อมคุ้นเคยดี พริบตาเดียว เสียงตะโกนด่าทอก็ดังไม่หยุด เมื่อครู่ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่อาละวาดเกรี้ยวกราดยามนี้เหมือนกับแพะตัวน้อยๆ ที่เชื่อฟังคำสั่งดี ไม่ว่าจะจัดอย่างไรก็ทำตามแต่โดยดี

ใช้เวลาไม่นาน แถวที่จัดเรียบร้อย คนกลุ่มหนึ่งยืนตามแบบหวังทงจริงจัง หวังทงหันไปกล่าวกับเจ้าหน้าที่สองข้างเวทีไม้ด้วยเสียงดังว่า

“ลงมือ โบยวินัย!!”

เจ้าหน้าที่ที่มือถือไม้ก็รับคำ เริ่มก้าวไปทางคนทางตะวันออก โจวหลินปิ่งเดิมกกำลังหารือกับเก่อลี่ว่าจะตรวจนับอย่างไร พอได้ยินคำสั่งหวังทงก็ลนลานขึ้นทันที

โจวหลินปิ่งลังเลครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันคุกเข่าลงหน้าเวทีไม้กล่าวว่า

“ใต้เท้า ข้าน้อยไม่ได้สั่งสอนให้ดี แต่คนพวกนี้ล้วนเป็นพี่น้องข้าน้อย ครอบครัวมีคนต้องเลี้ยง หากตีตายไป ก็ย่อมนำความยุ่งยากมาสู่ใต้เท้าเช่นกัน!!”

เก่อลี่อึ้งไปก่อนจะคุกเข่าตาม รีบร้อนกล่าวว่า

“เจ้าพวกนี้สมควรตีให้ตาย แต่ใต้เท้าอย่างไรก็เพิ่งมาเมืองหลวง หากตีคนตายไปจริง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อใต้เท้า ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของใต้เท้า”

หวังทงโดดลงจากเวทีไม้มายังเบื้องหน้าของสองคนน้อย ก่อนจะกระชากขึ้นมา ยิ้มกล่าวว่า

“เจ้าพวกบัดซบพวกนี้น่าโมโหนัก แต่มีโทษไม่ถึงตาย จะตีตายได้อย่างไร ไม่เห็นหรือว่าข้าเอาเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนมาจัดการ”

พอกล่าวเช่นนี้ สองคนก็อึ้งไป ตามมาด้วยเข้าใจกระจ่างทันที รีบก้มตัวลงคำนับกล่าวว่า

“ใต้เท้าเมตตาๆ ข้าน้อยจะรีบไปตรวจนับจำนวน!”

โบย 30 ไม้ไม่มาก แต่ก็อาจตีจนตายได้ ไม้พลองน้ำไฟโบยด้วยแรงที่หนักพอควร ตีสิบทีก็อาจตีตายได้ แต่หวังทงใช้เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียน ก็นับว่าใส่ใจในการนี้ เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนเป็นผู้ชำนาญการโบย ว่ากันว่าตอนเด็กล้วนเอาแตงโมมาฝึกตี ตีลงไปแตงโมแตกย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ตีแล้วไม่แตก ข้างในช้ำเละ จึงนับว่ามีฝีมือ บางทีถึงขั้นวางสาลี่บนแตงโม สาลี่แตกละเอียด เสียงตีก็ดัง แต่แตงโมไม่เป็นอะไรเลยก็มี

เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โบยพวกนี้ ขอเพียงฝึกแรงกำลังมือพอดีย่อมได้เงินจากคนทำผิด จึงหาทางหาเงินจากทางนี้ได้ อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาสามารถบังคับแรงได้

ในเมื่อหวังทงไม่ใช้คนตนเองลงมือ แต่กลับใช้เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนลงมือ ก็เห็นได้ว่ายั้งมือ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตาย หากหวังทงต้องการฆ่าคนจริง แค่คนที่เข้ามาราวกับพยัคฆ์ร้ายเมื่อครู่ ใช้ไม้พลองได้พร้อมเพรียง รุมตีตายก็ง่ายดายมาก

ทหารที่มาสายร้อยกว่าคนถูกทหารสังกัดเป้าเอ้อร์เสี่ยวของหวังทงคุมตัวไว้ เจ้าหน้าที่กดตัวนอนลง ถอดกางเกงออก ไม้พลองน้ำไฟฟาดลงไป

‘ผัวะ’ เสียงดังไม่หยุด เสียงร้อยเจ็บปวดก็ดังไม่หยุดเช่นกัน แต่พอสามสิบไม้ผ่านไป คนก็ยังยืนขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ยั้งมือไว้

150 กว่าคน เจ้าหน้าที่ 10 กว่าคนตี ก็เป็นงานที่ใช้แรงไม่น้อย สุดท้ายบรรดาเจ้าหน้าที่ก็เริ่มบังคับแรงไม่อยู่ คนที่ถูกตีท้ายสุดส่งเสียงร้องดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีผู้ใดน่าสงสาร ล้วนเป็นพวกเขาหาเรื่องใส่ตัวเอง

โจวหลินปิ่งกับเก่อลี่ไม่อาจจำทหารในสังกัดตนเองได้ครบ ยังต้องขี่ม้ากลับเข้าเมืองไปตามบรรดำนายกองร้อยมานับด้วยกัน รีบร้อนขอตัวกับหวังทง ขี่ม้าออกไป

พอพวกเขาจากไป หม่าซานเปียวในชุดเกราะก็รีบออกมาจากด้านหลังกล่าวว่า

“ใต้เท้าหากไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าไปบอกให้คนโรงบ้านทำอาหารให้ลูกน้องก่อน”

หวังทงพยักหน้ายิ้มกล่าวว่า

“พลม้าหลายร้อยของเจ้า เรียกชื่อได้หมดไหม?”

“ใต้เท้าไยถามเช่นนี้ อย่าว่าแต่ชื่อเลย แม้แต่ขี่ม้าตัวไหนยังจำได้หมด”

หวังทงยิ้มพยักหน้า เปลี่ยนประเด็นกล่าวว่า

“องครักษ์เสื้อแพรเมืองหลวงไม่เข้ารับการฝึกไม่ได้ พวกนี้น่าจะไร้ฝีมือหมดแล้ว”

หม่าซานเปียวไม่รู้ฟังรู้เรื่องไหม หากคำนับแล้วก็รีบวิ่งออกไปจัดการเรื่องอาหารกลางวัน หวังทงหันไปมองยังสนามฝึกอีกครั้ง เฉินต้าเหอนำเป้าเอ้อร์เสี่ยวเดินมา ด้านหลังมีทหารองครักษ์เสื้อแพรยืนเป็นระเบียบเรียบร้อย

“ใต้เท้า ลำดับต่อไปทำอันใด!?”

“เป้าเอ้อร์เสี่ยว เจ้าเคยฝึกแถวไหม!?”

เป้าเอ้อร์เสี่ยวที่ยืนหลังเฉินต้าเหอคิดไม่ถึงว่าใต้เท้าจะถามตนเองเช่นนี้ จึงรีบขาชิดตัวตรงคำนับกล่าวว่า

“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยฝึกตั้งแต่เป็นทหารใหม่ ไม่เคยแอบขี้เกียจ สอบเข้าแถวจัดแถวล้วนได้รับคำชมดีเยี่ยม!!”

ทหารหวังทงมาจากแหล่งต่างๆ ทหารกองกำลังหู่เวยส่วนหนึ่งไม่ได้ฝึกพื้นฐานอย่างพอเพียง นี่เป็นเรื่องที่หวังทงมักกล่าวถึง เป้าเอ้อร์เสี่ยวและสองพี่น้องตระกูลถานเจียง หรืออาจมีอู๋เอ้อร์ด้วย ล้วนตั้งใจไปฝึกหนักในกองกำลังมา เริ่มแรกก็เพื่อให้หวังทงพอใจ รู้สึกว่าการฝึกแถวเป็นเรื่องเด็กเล่น คิดไม่ถึงว่าพอฝึกหนักเสร็จ ก็พบว่าการฝึกแถวนั้นทำให้ประสานงานกันได้ดีขึ้นมาก รับคำสั่งได้รวดเร็ว และยังเคลื่อนไหวได้หนักแน่นกว่าเมื่อก่อน จึงทำให้รู้ถึงเจตนาของหวังทง

ดังนั้นจึงเป็นธรรมเนียมของทหารหวังทง ไม่ว่าลูกหลานตระกูลใด ไม่ว่ามาด้วยความสามารถด้านธนูหรือด้านใด การฝึกพื้นฐานกองกำลังหู่เวยต้องฝึกรอบหนึ่ง และยังต้องสอบผ่านจากหัวหน้าด้วย ได้คะแนนดีเยี่ยมจึงมาเป็นพลอารักขาหวังทงได้ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกส่งไปยังกองกำลังหู่เวยหรือหน่วยรักษาความปลอดภัยเริ่มงานแทน

เป้าเอ้อร์เสี่ยวชื่นชมในกองกำลังหู่เวยกับหวังทงมาก เขาเป็นรุ่นแรก ๆ และก็เป็นรุ่นที่ฝึกหนักที่สุดรุ่นหนึ่ง ส่วน ถานต้าหู่ถานเอ้อร์หู่ถูกถานเจียงส่งไปฝึกในกองกำลังมานาน การจัดแถวฝึกเป็นขบวนพื้นฐานพวกนี้ล้วนไม่ด้อย

ได้ยินเป้าเอ้อร์เสี่ยวตอบเสียงดัง หวังทงยิ้มพยักหน้ากล่าวว่า

“เอ้อร์เสี่ยว ต้าหู่ เอ้อร์หู่ยกให้เจ้า เจ้าเลือกอีกแปดคน พวกเจ้าสิบคนไปจัดการฝึกองครักษ์เสื้อแพรพวกนั้น การฝึกระเบียบแถว กำลังกาย และวินัยให้ทำตามกฎของกองกำลังหู่เวยเรา ทำให้ดีได้ไหม!”

“ขอใต้เท้าวางใจ ข้าน้อยรับผิดชอบเอง!!”

เป้าเอ้อร์เสี่ยวอึ้งไปก่อนจะรีบตอบรับเสียงดังด้วยใบหน้าแดงก่ำอย่างตื่นเต้น เฉินต้าเหอข้าง ๆ ตกใจสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันกลับไปถลึงตาตบหัวเป้าเอ้อร์เสี่ยว กล่าวว่า

“เบาหน่อย!!”

หวังทงหัวเราะดังลั่น หันไปโบกมือให้เป้าเอ้อร์เสี่ยว เป้าเอ้อร์เสี่ยวคำนับอีกคราก่อนจากไปด้วยความยินดีอย่างที่สุด มองไปเห็นทหารหวังทงที่กำลังฟังเป้าเอ้อร์เสี่ยวพากันดีใจอย่างที่สุด เฉินต้าเหอยิ้มมองไปแล้วก็หันมากระซิบว่า

“ใต้เท้า เจ้าเด็กพวกนี้ไหวไหม พวกเขาเองยังซุ่มซ่าม……”

“หรือจะฝึกเจ้ากระสอบหญ้าพวกนี้ให้เข้มแข็งเท่ากับทหารกองกำลังหู่เวยเราได้ ให้พวกเอ้อร์เสี่ยวไปฝึก ถึงระดับไหนก็ย่อมพอใจแล้ว!”

หวังทงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ เฉินต้าเหอเกาหัว หากก็ยิ้มร่าตามมา

************

พวกเป้าเอ้อร์เสี่ยวแบ่งกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้นับแล้วได้ 1,100 คน ที่เข้ารับการฝึก แบ่งคนละ 100 คนได้พอดี

ผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มา ทหารทั้งสนามไม่กล้าอวดเบ่งเหมือนเมื่อครู่อีก พวกเป้าเอ้อร์เสี่ยวอายุน้อย แต่ลงมือไม่เกรงใจ มองท่าทางดุร้ายแล้วก็ต้องตกใจหวาดกลัว ดังนั้นพอออกคำสั่งก็ย่อมปฏิบัติตาม ไม่กล้าฝ่าฝืนแม้แต่น้อย

จัดแถว ซ้ายหัน ขวาหัน เดินพร้อม ตั้งแถวตรง……การฝึกพื้นฐานต่างๆ เริ่มขึ้นกลางลานฝึกอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่ได้เห็นพวกกระสอบหญ้าออกท่าทางว่าตลกแล้ว การฝึกครั้งนี้นับว่าตลกยิ่งกว่า

ถานต้าหู่เริ่มแรกยังตื่นเต้น แต่พอผ่านไปครึ่งชั่วยามก็เริ่มโมโหคำรามหนัก พวกหวังทงบนเวทีไม้เห็นแล้วก็ถึงกับต้องกลั้นหายใจ ซ้ายหันขวาหันดันหันมาเจอกันได้ พอให้ยืนตรงกลับล้มลงกับพื้นแทน ท่ามาตรฐานของทหารนั้นมีมากมาย ดูแล้วก็สนุกสนานไม่เลว

“ตอนนี้มาคิดดู เถียนหรงหาวนับว่ามีความสามารถ วันนั้นนายกองร้อยที่เขตทักษิณถูกเขาจัดระเบียบได้ดี ตอนนั้นยังคิดว่าไร้ธรรมเนียม ตอนนี้ดูแล้ว อันนั้นนับว่าดีแล้ว”

ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่เพิ่งเริ่มฝึกก็เริ่มคลายกังวลลง คิดในใจว่าหวังทงแสองอำนาจไม่น้อย หากที่เรียกว่า ‘เข้ารับการฝึก’ ก็ไม่ยากอันใด ก็แค่ยืนๆ เดินๆ เท่านั้น เด็กน้อยก็ทำได้ แต่พอฝึกก็ฝึกกันมาหนึ่งชั่วยามครึ่ง ทุกคนรู้ความร้ายกาจแล้ว

ก็แค่ยืน แต่ต้องยืนให้ตรง เดินก็ต้องห้ามเดินเบี้ยว ยังต้องดูคนข้างๆ ให้พร้อมกัน ปกติใครเคยสนใจกัน ใครจะทำได้ในเวลาอันรวดเร็วกัน แต่เจ้าพวกเด็กครูฝึกนั่นกลับโมโหมาก ครั้งสองครั้งแรก็ด่า ครั้งที่สามถึงกับลงแส้ลงไม้ ฝึกหนักหนาสาหัสมาก!

หากพอคนโรงบ้านยกขนมเปี๊ยะและน้ำแกงร้อนๆ ออกมา ทุกคนก็ถอนหายใจ ในที่สุดก็ได้พักแล้ว……

จากนั้นไม่นาน โจวหลินปิ่งกับเก่อลี่สองนายกองพันก็กลับมาอย่างรวดเร็ว และยังพานายกองร้อยมาด้วย รีบเร่งเริ่มนับจำนวน

รายชื่อคนที่ขาดหายไปก็ไปถึงมือหวังทง หวังทงสะบัดรายชื่อไปมายิ้มกล่าวว่า

“คิดว่าไม่มาก็หนีรอดงั้นหรือ แน่จริงก็ลาออกจากตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพรสิ แน่จริงก็หนีออกไปชายแดนสิ!!!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!