ตอนที่ 68 จับกุม คุมขัง
หลังจากหวังทงเข้ามาในบ่อนพนัน ก็แทบไม่เหลือช่องทางให้ถอยได้อีก ทุกขั้นตอนลงมืออย่างเด็ดขาด
บ่อนพนันนี้เดิมทีเป็นบ่อเงินบ่อทอง เป็นที่ๆ เงินทองไหลเข้าทุกวัน หากวันนี้องครักษ์เสื้อแพรเข้ามากวาดล้างเช่นนี้ ยังจะมีนักพนันคนไหนกล้ามาเล่นต่อ
หนึ่ง เจ้าจินเลี่ยงจำเหอจินอิ๋นได้ สอง พบสินค้าที่มาจากร้านสินค้าแดนใต้ที่เรือนด้านข้างของบ่อนอีก และสาม มีเจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนสองนายมาคอยตั้งข้อหาเอาความผิดไม่หยุด
ในตอนที่รอเครื่องจองจำมา เหอจินอิ๋นโอหังเกรี้ยวกราดอยู่นั้นก็ลนลานขึ้นมา รีบตะโกนกล่าววาจาเช่นนั้นออกมา
วาจาที่ตะโกนออกมานั้น ทำให้คนในห้องเงียบลง องครักษ์เสื้อแพรสิบกว่านายกับมือปราบอีกสองนาย และคนที่รู้หนังสือมีแต่หวังทงคนเดียว นายกองหลี่ว์วั่นไฉกับนายกองร้อยเถียนหรงหาวถึงจะรู้อะไรก็คงไม่ช่วยพวกเขาพูดแน่
ดังนั้นคำว่า ‘กงกงในวัง’ สี่คำนี้จึงทำลายความฮึกเหิมของพวกเขาลงไม่น้อยจริงๆ สายตาทุกคนมองไปทางหวังทงพร้อมกัน มือปราบสองนายท่าทางเลิกลั่ก
“ใส่เครื่องจองจำ กงกงในวังอะไร ข้าไม่สนใจทั้งนั้น!”
กล่าวจบ เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนกลับไม่กล้าแม้แต่ขยับ สีหน้าหวังทงเคร่งเครียดขึ้นทันที ตวาดเสียงดังว่า
“มีเรื่องอะไรข้ารับเอง คนในวังมีแต่เจ้าบัดซบผู้นี้รู้จักคนเดียวเมื่อไรกัน”
วาจากล่าวจบ เจ้าหน้าที่ศาลซุ่นเทียนก็สงบนิ่งลงทันที โจวกงกงรองขันทีวังหลวงผู้นั้นคบหาสนิทสนมกับใต้เท้าหวัง มีที่พึ่งเช่นนี้ ยังต้องเกรงกลัวอะไรอีกเล่า
หวังทงในยามนี้โกรธถึงขีดสุด ความโกรธของเขาไม่ใช่เพราะท่าทางโอหังของเหอจินอิ๋น แต่เป็นเพราะความโหดร้ายของอีกฝ่าย บ่อนพนันนี้ถึงกลับทำให้คนเป็นหนี้ได้ถึงสองหมื่นตำลึง คืนปีใหม่บีบให้เถ้าแก่เจ้าและภรรยาต้องผูกคอตาย ทำให้เจ้าจินเลี่ยงอายุเจ็ดขวบต้องเป็นกำพร้า และยังต้องเห็นการตายของบิดามารดาด้วยตาตนเอง ไม่รู้ว่ากระทบกระเทือนจิตใจเพียงใด เหอจินอิ๋นช่างเป็นสัตว์เดรัจฉานจริงๆ
ในยุคปัจจุบันหวังทงอยู่ในสังคมแห่งกฎหมาย มาสู่ยุคนี้ก็รู้สึกว่าโลกนี้สงบสันติมาโดยตลอด เรื่องน่าเศร้าบีบคั้นให้คนต้องบ้านแตกจบชีวิตลงนั้นก็พบเห็นเป็นครั้งแรก จึงกระตุ้นความโกรธของเขาให้พุ่งถึงขีดสุด คดีนี้เขาพร้อมจะจัดการให้ถึงที่สุด
หลังจากเหอจินอิ๋นตะโกนเปล่งวาจาเช่นนั้นออกมา ก็ไม่คิดว่าหวังทงจะกล้าไม่สนใจ หากหวังทงไม่สนใจจริงๆ มีลายอักษรของมหาขันทีเฝิงเป่า ขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า เหอจินอิ๋นยังจะหาใครมาใหญ่กว่าคนผู้นี้ได้อีก
พอเห็นหวังซื่อกับหลี่กุ้ยก้าวเท้าเข้ามาใกล้ เหอจินอิ๋นก็มีสีหน้าตกตะลึงอึ้งไปทันที ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าสงบลง ได้แต่ก้มหน้าลงเหลือบมองหวังทงแวบหนึ่ง แล้วก็เงียบลง
ใส่เครื่องจองจำเหอจินอิ๋นแล้ว หวังทงก็ออกคำสั่งเสียงเย็นเยียบว่า
“ต้าไห่ ส่งคนสองคนมาเฝ้าที่นี่ทุกวัน ทุกอย่างที่นี่ห้ามเคลื่อนย้าย พี่น้องศาลซุ่นเทียนทั้งสองท่านมีความชำนาญ สถานการณ์เช่นวันนี้ สามารถตั้งข้อหาอะไรเหอจินอิ๋น?”
หวังซื่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก็เอ่ยปากกล่าวว่า
“เด็กน้อยเจ้าทุกข์จำคนได้แล้ว ยังได้ของกลางจากที่นี่อีก พร้อมกับการตัดสินของใต้เท้า นักโทษผู้นี้ต้องโทษสร้างสถานการณ์บีบคั้นให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ดิ้นไม่หลุด หากไม่เกิดเหตุเหนือความคาดหมายอันใด ไม้โบยที่ศาลก็คงโบยมันตายไปก่อน”
หวังทงพยักหน้า คนเลวบัดซบเช่นนี้โบยตายไปก็สมน้ำหน้ามัน เรื่องวันนี้ก็นับว่าจบลงเช่นนี้ ในตอนนั้นเอง เจ้าจินเลี่ยงที่อยู่ด้านข้างก็ยกมือดึงชายเสื้อหวังทง ถามเสียงแหบพร่าว่า
“ท่านอาหวัง คนผู้นี้ก็คือคนร้ายที่ฆ่าท่านพ่อท่านแม่ข้าหรือ?”
ตั้งแต่พาเจ้าจินเลี่ยงออกมาก็ไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย ท่าทางการแสดงออกของเขาสงบนิ่งเหมือนไม่ใช่สิ่งที่เด็กคนหนึ่งพึงมี แต่การสงบนิ่งเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเจ็บปวดใจ
หวังทงพยักหน้ารับ เจ้าจินเลี่ยงเงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงเย็นเยียบว่า
“ท่านอาหวัง หากจับไปที่ศาลจะสามารถแก้แค้นแทนท่านพ่อท่านแม่ข้าได้หรือ? กงกงในวังอะไรผู้นั้นจะมาช่วยเขาไหม?”
ท่าทีเช่นนี้ของเด็กน้อยทำให้หวังทงรู้สึกเย็นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เจ้าจินเลี่ยงตอนนี้ดูเหมือนคนที่ตายไปแล้ว หวังทงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“เสี่ยวเลี่ยงไม่ต้องห่วง มันไม่รอดแน่ ต้องได้แก้แค้นแน่นอน”
พอได้ยินหวังทง เจ้าจินเลี่ยงก็พยักหน้าเงียบลง สีหน้าเฉยชา
เหอจินอิ๋นถูกคุมตัวออกไป มือปราบศาลซุ่นเทียนหลี่กุ้ยก็หันหลังเดินกลับเข้ามาหยุดหน้าหวังทงก่อนจะคารวะอย่างนอบน้อม เขยิบเข้ามาใกล้ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“เราสองพี่น้องได้แบ่งคนละ 35 ตำลึง ปีใหม่ร่ำรวยเช่นนี้ ยังต้องขอบคุณใต้เท้า”
“ลำบากท่านทั้งสองแล้ว นี่เป็นสิ่งที่สมควรได้รับ”
“ใต้เท้า เมื่อครู่ถามนักโทษผู้นั้นว่าบ้านอยู่ที่ไหน มันว่าอยู่ในบ่อนนี้ ใต้เท้าให้พี่น้องไปค้นหาให้ดี บ่อนพนันคนเล่นกันเป็นร้อยเป็นพัน ทุกวันเงินทองไหลเข้าออกย่อมไม่น้อย เก็บรวบรวมมาได้แค่สองร้อยกว่านี้เกรงว่าจะน้อยไปสักหน่อย…”
หวังทงพยักหน้า เรื่องร่ำรวยของทุกคนเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเอาจริงเอาจังนัก เขาเข้าใจความหมายของมือปราบผู้นี้ ยิ้มกล่าวว่า
“เมื่อถึงเวลาย่อมไม่ลืมท่านทั้งสอง”
หลี่กุ้ยยิ้มร่าคารวะอีกทีอย่างนอบน้อมกล่าวว่า
“งั้นคงขอบคุณใต้เท้าแล้ว มีเรื่องต้องเรียนใต้เท้าก่อนว่า ในเมื่อได้บอกกล่าวกับท่านเจ้ากรมและใต้เท้าหลี่ว์ไว้แล้ว เหอจินอิ๋นผู้นี้ย่อมต้องถูกดำเนินคดีความผิด แต่ตอนนี้วันที่ 2 เดือนหนึ่ง ศาลตัดสินคดีอย่างไรก็ต้องรอหลังวันที่ 16 ใต้เท้าอย่าได้ใจร้อน มีเรื่องอันใดย่อมต้องเรียนให้ใต้เท้าทราบ”
เริ่มจากถูกตบหน้า ถูกหัวหน้าด่า เริ่มมาสืบคดีก็พบกับพวกที่แม้แต่องครักษ์เสื้อแพรก็ไม่เกรงกลัว จากนั้นยังไปเกี่ยวข้องกับนักโทษที่มีกงกงในวังคุ้มครอง เป็นเรื่องยุ่งยากอย่างที่สุด ยังมีเรื่องที่มีความเป็นไปได้นำภัยมาถึงตัวได้อีก แต่เมื่อมีเงินหลายสิบตำลึงวาววับลานตาตรงหน้า มือปราบสองท่านนี้ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว ติดตามใต้เท้าผู้นี้ ผลประโยชน์มากมายเสียจริง ยามนี้จึงได้เข้ามากล่าววาจานอบน้อมสองสามประโยค แสดงถึงเจตนาอันเป็นมิตร
องครักษ์เสื้อแพรที่ติดตามมาแบ่งไปคนละราว 30 ตำลึง แต่ละคนยิ้มแย้มเบิกบาน แม้แต่หลี่เหวินหย่วนที่สงบนิ่งยังมีสีหน้ายินดี เท่ากับเงินเบี้ยหวัดสามปีเชียว เดิมยังต้องถูกหักตามลำดับ เกือบห้าหกปีถึงจะได้รับ ช่างเป็นโชครับปีใหม่เสียจริง
หวังทงปฏิเสธข้อเสนอที่จะส่งเจ้าจินเลี่ยงไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์ แต่นำเด็กที่ดูไม่ปกตินักมอบให้กับนางหม่าไป เรื่องวันนี้แม้ว่ามีอุปสรรคบ้าง แต่ก็นับว่าราบรื่น
ตอนจับกุมตัวเหอจินอิ๋นออกมา ชายชุดดำด้านนอกได้แต่มองตาปริบๆ ไม้พลองยาวในมือหลี่เหวินหย่วน ท่าทางดุดันของหม่าซานเปียว ยังมีพวกซุนต้าไห่ที่ให้ความร่วมมือล้อมเอาไว้ พวกเขาไม่มีทางรับมือได้ เจ้าหน้าที่รัฐแม้จะเก้กังอย่างไร ก็ยังฝึกมาเฉพาะทาง ชาวบ้านไม่อาจเทียบได้
ในเมื่อกล่าวว่าหลังวันที่ 16 ถึงจะมีข่าว หวังทงและคนอื่นๆ ก็กลับไป จัดคนมาผลัดกันเฝ้าบ่อนไว้ เพื่อให้ทุกคนฉลองปีใหม่กันอย่างสบายใจ
แต่ทว่าช่วงเวลาตั้งแต่ขับไล่นักพนันออกจากบ่อนจนถึงตอนควบคุมตัวเหอจินอิ๋นออกไป มีคนแอบจับตามองอยู่ด้านนอกมาโดยตลอด
รอจนดูเหอจินอิ๋นถูกใส่เครื่องจองจำออกไป หน้าประตูจัดองครักษ์เสื้อแพรเฝ้าไว้สองนาย เมื่อเรื่องจบลงก็ไม่มีอะไรให้ดูต่อแล้ว คนที่จับตามองอยู่นั้นก็รีบจากไป
ผู้ที่แอบมองอยู่ตรงนั้นมีทั้งนักเลงของบ่อนและนักพนันเมื่อสักครู่ ยามนี้ก็พากันกระจัดกระจายไปรอบทิศ แต่กลับไม่ได้มุ่งไปสถานที่รายงานข่าว
ถึงตอนปีใหม่ ทุกที่ภายในวังต่างวุ่นวายกับงานฉลองปีใหม่ 24 หน่วยงานในวังต่างต้องทำงานทั้งกลางวันกลางคืน แต่ช่วงเทศกาลเช่นนี้ไม่อนุญาติให้ทำการก่อสร้างใดๆ ดังนั้นสำนักดูแลพระราชฐานจึงเงียบสงบและสบาย
หลังจากหัวหน้าสำนักดูแลพระราชฐานขันทีหูกงกงได้พบกับเฝิงเป่าที่หอเลิศรส พอกลับวังมาก็วุ่นวายใจไปหลายวัน เกรงกลัวภัยใหญ่จะมาถึงตัว ตลอดจนปีใหม่ถึงได้รู้สึกหายใจคล่องขึ้น รู้ว่ากุ้งแห้งตัวเล็กๆ อย่างเช่นตนเองนี้ อาจจะไม่อยู่ในสายตาของเฝิงกงกงแม้แต่น้อย
ในห้วงเวลาเห็นความเป็นความตายนั้น หูกงกงเอาแต่อ้างป่วยไข้ขอลาพัก งานก่อสร้างทางทิศใต้นอกวัง กองคลังออกเงิน เงินนอกเงินในก้อนโตก็มิได้กล้าออกไปแย่งชิง
พระราชฐานชั้นในมักชอบเลื่อนตำแหน่งมอบรางวัลและลงทัณฑ์ในวันสิ้นปี ขันทีหูผู้นี้พอถึงวันที่ 2 เดือนหนึ่งก็นับว่าผ่อนคลายลงได้แล้ว ให้ขันทีน้อยที่ไว้ใจเอาสุราอย่างดีมาพร้อมกับแกล้มชั้นเลิศสองสามอย่าง ดื่มร่วมกันกับนางกำนัลฝ่ายตนอย่างสำราญใจ นับว่าเป็นการฉลองปีใหม่
ใครจะคิดว่าเพียงแค่หย่อนก้นลงนั่งเท่านั้น ก็มีขันทีน้อยวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน กล่าวว่ามีเรื่องรายงาน ทั้งยังมีสีหน้าท่าทางไม่อยากให้บุคคลที่สามรู้เห็น
พอถึงที่ปราศจากผู้คน ขันทีน้อยที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาผู้นี้ก็ไม่สนใจแม้แต่จะคำนับ รีบกล่าวว่า
“หูกงกง หอรวมคุณธรรมถูกทางการกวาดล้างแล้ว เถ้าแก่เหอยังถูกมือปราบจับไปที่ศาลซุ่นเทียน คนข้างนอกให้ข้าน้อยมาเรียนกงกง ขอให้กงกงคิดหาทาง!!”
พอได้ยินว่าหอรวมคุณธรรมถูกกวาดล้าง ใบหน้ารำคาญของหูกงกงก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจทันที ตามมาด้วยสีหน้าโกรธมาก ตวาดเสียงแหลมขึ้นทันทีว่า
“คนศาลซุ่นเทียนเสียสติไปแล้วหรือ ถึงกับกล้าแตะต้องหอรวมคุณธรรม พวกเรารีบไปหา…”
แต่เพราะเหตุการณ์คราที่แล้ว ทำให้หูกงกงรอบคอบขึ้นมาก กล่าวได้ครึ่งหนึ่งก็จ้องมองขันทีที่มารายงาน ถามว่า
“เรื่องราวเป็นมาอย่างไร เจ้าเล่ามาให้ละเอียด!”
“…ถนนทักษิณมีนายกองธงใหญ่ชื่อว่าหวังทง…”
พูดได้ครึ่งเดียว สีหน้าหูกงกงก็ซีดเผือดทันใด ‘หวังทง’ ชีวิตนี้เขาก็ลืมไม่ลง เกือบจะประสบภัยพิบัติใหญ่ที่วิบากหลายหมื่นชาติก็ไม่อาจพานพบที่นั่น ขันทีน้อยผู้นั้นกล่าวจบ ก็มองไปที่หูกงกง กลับพบว่ากงกงที่เมื่อครู่โมโหฮึดฮัดกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป
หูกงกงมองไปที่ขันทีน้อยผู้นี้พร้อมกับยกมือกุมหน้าอกตนเอง สีหน้าเจ็บปวดมาก อ้าปากพะงาบกล่าวเสียงหอบว่า
“โรคหัวใจกำเริบอีกแล้ว เจ้ารีบพยุงข้าเข้าไป”
เรื่องถึงขั้นนี้ แน่นอนย่อมไม่อาจให้หูกกงกงไปจัดการ ขันทีน้อยประคองหูกงกงเข้าไปในห้องนอน ปิดประตูลงก่อนจะรีบวิ่งออกไป
ขันทีน้อยที่มารายงานข่าวถูกหูกงกงปิดประตูใส่หน้า แต่เขาก็มิได้ดูร้อนรนหรือหมดหวัง หันหน้าวิ่งไปที่อื่นในวังต่อ หูกงกงนอนอยู่บนเตียงร้องโอดครวญพลางเงี่ยหูฟังเสียงด้านนอก พอเห็นว่าคนด้านนอกไปไกลแล้ว จึงลุกขึ้นจากเตียงถอนหายใจยาว
เขาลุกขึ้นใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อ เดินไปที่ประตู พลันนึกขึ้นได้ จึงรีบหันหน้าไปจุดธูปสามดอกไหว้หิ้งพระ จากนั้นก็เดินออกไป
หิ้งบูชามีพุทธรูปทองแดงองค์หนึ่ง มีพระอาทิตย์ดวงเล็กดวงหนึ่งที่พระหัตถ์ทั้งสองและที่กลางองค์
