ตอนที่ 697 กล้าพูด ไม่กล้าฟัง มีคนฝากฝัง
“เซิงเก๋อตูกู่เหลิงแม้จะอภิเษกมเหสีสาม แต่ก็ยังมีเรื่องไม่ลงรอยกัน เผ่าอันต๋าอาจไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเคอเอ่อชิ่นกับเผ่านอกด่านก็รวมหัวกันบ้างแย่งชิงกันบ้าง ก็ไม่มั่นคงเช่นกัน ตอนนี้ชายแดนทั้งเก้าของแผ่นดินหมิงล้วนมีทหารเก่งกล้า เรากล้าแกร่ง ศัตรูก่อนกำลัง เป็นเวลาดีแห่งการโจมตีปราบปรามให้ราบคาบ”
โจวอี้หลุบตาลง กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“ใต้เท้าชีกล่าวมานั้น ข้าจะนำไปทูลฝ่าบาททั้งหมด”
เผ่าอันต๋าที่ชีจี้กวงกล่าวถึง เมื่อ 20-30 ปีก่อนหน้าได้กุมอำนาจทุ่งหญ้านอกด่านจากตะวันออกไปตะวันตก คุมเผ่าทะเลทรายเหนือใต้ไว้หมด หลังจากได้รับฉายาว่าเจงกีสข่านแล้ว กำลังทุ่งหญ้านอกด่านก็เข้มแข็งที่สุด เคยนำกำลังห้าหมื่นกว่ามารุกรานในสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง หลายครั้งประชิดใกล้เมืองหลวง
เผ่าเคอเอ่อชิ่นเพราะอยู่ใกล้แต่ละเผ่านอกด่าน มีการค้าทำกำไร มีเผ่าเล็กๆ มาขอสวามิภักดิ์ จึงมีคนมาเพิ่มอยู่ไม่ขาด ค่อยๆ ยิ่งใหญ่ขึ้น แม้ว่าสูญเสียใหญ่ที่กู่เป่ยโข่วครั้งนั้น แต่ก็ยังมีทหารม้าอยู่ในมืออีกหมื่นกว่า
ชายแดนแผ่นดินหมิง ทหารร่วมล้าน แต่ทหารม้าเก่งกล้าไม่หนึ่งในสิบส่วน หากคิดจะทำอย่างที่ชีจี้กวงว่ามา แผ่นดินหมิงต้องส่งกำลังทหารตนส่วนใหญ่ออกรบ เรียกได้ว่าเป็นศึกใหญ่ระดับอดีตยามฮ่องเต้จูตี้ หมิงเฉิงจู่กรีฑาทัพขึ้นเหนือและฮ่องเต้อิงจงนำกำลังห้าแสนลงใต้
การศึกเช่นนี้ ชนะย่อมได้รับการกล่าวขานยิ่งใหญ่ บันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ หากแพ้จะทำเช่นไร แพ้ในสนามยังไม่เท่าไร ถึงตอนนั้นแผ่นดินสิ้นลงจะทำเช่นไร
โจวอี้คิดในใจ สีหน้ายังคงนิ่ง แววตาหวังทงส่องประกาย ทหารม้าทุ่งหญ้านอกด่านแล้วไง เขาออกนอกด่านไปเจอมาสองครั้ง ทหารแผ่นดินหมิงแต่ละแห่งอ่อนแอมาก ถูกความสงบนานปีทำให้กลายเป็นพวกอ่อนแอไปเสียแล้ว พวกทุ่งหญ้านอกด่านก็ไม่ต่างกัน
ตอนนี้ทหารเมืองจี้โจวกำลังเข้มแข็ง กองกำลังหู่เวยยังค่อยๆ เสริมกำลังแข็งแกร่ง ร่วมกับทหารนับหมื่นของตระกูลหลี่ที่เก่งกล้าจากเมืองเหลียวโจว ขอเพียงสามประสาน คงไม่จำเป็นต้องใช้กำลังชายแดนอื่นอีกก็สามารถลองทำตามแผนของชีจี้กวงได้
หวังทงเอาแต่ก้มหน้า เขามากับโจวอี้ เป็นตัวแทนฮ่องเต้ว่านลี่ ไม่อาจแสดงความคิดตนออกไปให้เด่นชัดนัก สีหน้าโจวอี้นิ่ง แต่หวังทงกลับก้มหน้า ชีจี้กวงมองปฏิกิริยาทั้งสองไม่ออก
“ทหารเมืองจี้โจวเก่งกล้า เมืองเหลียวโจวของหลี่เฉิงเหลียงก็ทหารดี หากข้าอยู่ยังคงเป็นเช่นนี้ แต่หากข้าไม่อยู่แล้ว ก็คงต้องค่อย ๆ เสื่อมลง หลี่เฉิงเหลียงก็ติดความรวยเงินทอง ไม่รู้ว่าบุตรชายเขาพวกนั้นจะรักษากองกำลังนี้ไว้ได้นานเท่าไร อีกสองสามปี ก็อาจไม่อาจกล่าวถึงการรบแล้ว ไม่อาจรับประกันได้ว่าพวกนอกด่านจะมีวีรบุรุษปรากฏขึ้นอีกเมื่อใด ถึงตอนนั้น สถานการณ์เปลี่ยน ก็คงตกอยู่ในอีกสถานะอื่นแล้ว……แต่ถึงตอนนั้น ข้าคงไม่มีแรงมายุ่งเกี่ยวเรื่องพวกนี้แล้ว”
กล่าวอยู่นาน ก็เพื่อต้องการบอกว่าเป็นจังหวะสำคัญที่จะรบเด็ดขาดกับพวกมองโกล ตัดภัยใหญ่ทุ่งหญ้านอกด่านให้สิ้นซาก เพื่อราษฎรแผ่นดินหมิงจะได้สงบสุขไปอีกหลายร้อยปี
แต่เรื่องเช่นนี้ โจวอี้กับหวังทงไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าออกความเห็น ผู้ใดก็รู้ว่าหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง เกิดหลุดออกไป ไม่รู้ว่าจะนำภัยใหญ่อันใดมาสู่ตัวกัน
“ใต้เท้าชีต้องการกล่าวแค่นี้หรือ? ขอใต้เท้าชีวางใจ ข้าจะนำวาจาใต้เท้าไปกราบทูลฝ่าบาท!”
ในห้องเตรียมกระดาษพู่กันไว้พร้อม โจวอี้ได้ยินก็ควักเอาฎีกาออกมา บันทึกอย่างรวดเร็ว ตอนชีจี้กวงพูดจบ เขายังลังเลก่อนจะเขียนบันทึก
ออกนอกวังมาปฏิบัติหน้าที่ ได้รับภารกิจ ไม่ว่าคนนอกวังในวัง ล้วนรู้สึกไม่ดีหากต้องมาเจอเรื่องเช่นวันนี้ มาพูดเรื่องใหญ่แห่งแผ่นดินเช่นนี้ ไม่กล้าออกความเห็นไม่เท่าไร หากบันทึกลงไปแล้ว ฟังแล้ว จดแล้ว เช่นนี้ก็ต้องรับภาระไปด้วยแล้ว ถวายฎีกาไปก็ย่อมพัวพันไปด้วยแล้ว
โจวอี้ได้ฟังไป ก็ย่อมไม่รู้สึกยินดี วาจามีนัยยะขอตัวกลับ ชีจี้กวงเป็นแม่ทัพมา 40 ปี ย่อมรู้เรื่องวงการขุนนาง เบี้ยหวัดที่หักก็เคยส่งให้จางจวีเจิ้ง การได้ฟังความหมายแฝงที่โจวอี้พยายามสื่อมา ชีจี้กวงก็ย่อมรู้แต่ทำเป็นไม่เข้าใจ ได้แต่ยิ้มกล่าวว่า
“เรื่องฎีกาถวายฝ่าบาทจบแล้ว แต่ยังมีเรื่องส่วนตัวอีกสองสามเรื่องอยากฝากฝัง”
กล่าวจบ ชีจี้กวงก็ควักเอาป้ายทองแดงสี่เหลี่ยมออกมาจากอกเสื้อ กำลังจะตะโกนก็หลุดหัวเราะออกมา โยนป้ายทองแดงลงบนโต๊ะยิ้มกล่าวว่า
“เมืองจี้โจวทำเอาติดนิสัย ทำให้ทั้งสองท่านหัวเราะเอาแล้วไหม?”
หวังทงยื่นหน้าไปดู ป้ายทองแดงเป็นรูปหัวพยัคฆ์ ทำได้ประณีต โจวอี้ข้างๆ ยิ้มกล่าวว่า
“นี่คือป้ายพยัคฆ์ ข้าเคยได้ยินมา”
ชีจี้กวงยิ้ม โจวอี้หันไปอธิบายให้หวังทงฟังว่า
“ใต้เท้าชีมีระเบียบที่เมืองจี้โจว หากเรื่องสำคัญต้องส่งมอบป้ายพยัคฆ์เป็นหลักฐาน หากไม่เห็นป้าย ให้ตัดหัวคนนำข่าว และป้ายนี้เดือนหนึ่งเปลี่ยนหนึ่งครั้ง ทำโดยช่างส่วนตัวใต้เท้าชี ทั่วไปเลียนแบบไม่ได้”
“ขายหน้าโจวกงกงแล้ว เมืองจี้โจวเป็นชายแดนสำคัญ หลายเรื่องไม่อาจรอช้า รอไปเมืองกวางตุ้งก็คงไม่ต้องใช้แล้ว เอาไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น”
ชีจี้กวงกล่าวตรงๆ หวังทงยิ้มตาม คิดเสียว่าแม่ทัพเฒ่าสัพยอกตนเอง ชีจี้กวงตะโกนเรียกออกไป ทหารท่าทางองอาจนายหนึ่งก็เข้ามา หน้ำตานอบน้อม
“ใต้เท้าหวัง นี่เป็นทหารอารักขาข้า ชื่อว่า ฉีอู่ มีประสบการณ์การรบไม่เลว ทหารคนอื่นติดตามข้ามานาน อายุก็มาก ไม่อาจตัดใจจากกันไปได้ แต่เจ้าเด็กนี้ปีนี้แค่ 17 เรียนการรบมามาก ไม่อาจปล่อยให้ทิ้งร้างสูญเปล่าไปพร้อมกับตัวข้า อยากหาอนาคตที่ดีให้เขา ใต้เท้าหวังหากไม่รังเกียจ ให้ฉีอู่มาอารักขาท่าน หรือไปเป็นองครักษ์เสื้อแพร กองกำลังหู่เวยก็ได้ อย่างไรก็ดีกว่าติดตามข้าไป”
เรื่องฝากฝังคนให้ตนรับไว้ หวังทงเคยพบไม่น้อย คิดไม่ถึงว่าชีจี้กวงก็กล่าววาจาเช่นนี้ได้เหมือนกัน สุดท้ายยังมีเรื่องเช่นนี้ปิดท้าย เป็นทหารอารักขาเท่านั้น จัดการให้ทำงานได้หลายตำแหน่ง และเด็กหนุ่มที่สามารถทำให้ชีจี้กวงเห็นความสามารถได้นั้น อย่างไรก็ย่อมใช้การได้
หวังทงมองไปทางโจวอี้ สีหน้าโจวอี้เผยรอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าหมายถึงเรื่องใด ดูแปลก ๆ หวังทงส่ายหน้าไม่สนใจ ยิ้มกล่าวว่า
“ในเมื่อใต้เท้าชีกล่าวเช่นนี้ ข้าก็ขอรับไว้ ใต้เท้าชีวางใจได้ ฉีอู่หากมีความสามารถ ข้ารับรองอนาคตเขาได้ หากไร้สามารถ ก็ย่อมมีชีวิตที่ไม่ลำบาก”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอบคุณใต้เท้าหวังมาก”
ชีจี้กวงยิ้มพยักหน้า ยกจอกน้ำชาแสดงความขอบคุณ หวังทงรู้สึกแปลก ๆ สถานะชีจี้กวงมาฝากฝังทหารอารักขาให้ตน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไยต้องขอบคุณเช่นนี้ด้วย โจวอี้หุบยิ้ม ชีจี้กวงหันไปกล่าวกับฉีอู่ว่า
“เสี่ยวอู่ วันหน้าเจ้าเป็นทหารใต้เท้าหวังแล้ว ต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้ดี อย่าได้เกิดความผิดพลาด ทำให้ขายหน้าคนเมืองจี้โจว ขายหน้ามาถึงข้าได้ เข้าใจไหม? รีบคารวะใต้เท้าหวัง!”
ฉีอู่ได้ยินก็รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับหวังทง กล่าวว่า
“ข้าน้อยคารวะใต้เท้าหวัง”
“อืม อีกเดี๋ยวเก็บของเจ้าแล้วตามข้ากลับเข้าเมือง!”
หวังทงพยักหน้ากล่าวขึ้น ฉีอู่รับคำ พอลุกขึ้นก็หันไปคุกเข่าให้ชีจี้กวง โขกศีรษะไปอีกสิบกว่าที กล่าวน้ำเสียงสะอื้นว่า
“ขอใต้เท้ารักษาสุขภาพ เสี่ยวอู่ไม่อาจรับใช้ท่านแล้ว!”
ชีจี้กวงพยักหน้านิ่ง ฉีอู่ลุกขึ้นน้ำตานองหน้า หวังทงขมวดคิ้ว ในใจคิดว่าชายชาตรี ร้องไห้ทำไมกัน คิดอีกที อาจเพราะชีจี้กวงดูแลทหารใต้หล้าได้ดี ทุกคนจงรักภักดีอย่างมาก จึงไม่อาจตัดใจ แต่อย่างไรก็รู้สึกขัดๆ อยู่ดี
ฉีอู่ออกไป ชีจี้กวงเหมือนไม่มีอันใดติดใจอีก ถอนหายใจยาว กล่าวเรื่องที่ต้องการกล่าวออกไป ฝากฝังคนเรียบร้อย ก็รู้สึกอยู่ๆ ตนแก่ลงอีกหลายปี จะกล่าวอีกก็รู้สึกอ่อนแรง ลุกยืนขึ้นกล่าวว่า
“ข้าได้รับพระเมตตาจากอดีตฮ่องเต้และฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน รักษาเมืองจี้โจว นำทัพคุมกำลังมา วันนี้แม้ไม่อาจเข้าเฝ้าเมืองหลวง แต่ก็ขอถวายพระพรในฐานะขุนนางผู้จงรัก”
กล่าวจบ ก็หันไปคุกเข่าโขกศีรษะไปทางเมืองหลวง โจวอี้กับหวังทงพากันยืนขึ้น
*************
ตลอดทางขากลับ หวังทงกับโจวอี้ไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนขามา พอออกจากโรงเตี๊ยมที่พักม้า สองคนก็เหมือนเงียบไป วิ่งม้าไประยะหนึ่ง โจวอี้จึงได้กล่าวอย่างไม่พอใจว่า
“ชีจี้กวงนี่นะ ยื่นฎีกาไปเลยก็ได้ ต้องให้เราสองคนพี่น้องมารับฟังเองด้วย ปกติก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกัน”
หวังทงส่ายหน้ายิ้มกล่าวว่า
“ชีจี้กวงก็เป็นคนฉลาด หากวาจาเช่นนี้หลุดไปบนกระดาษ น้ำลายขุนนางทั้งหลายคงได้ถ่มรดเขาตาย อย่างว่าแต่แม่ทัพกวางตุ้งเลย ไปเป็นทหารชั้นผู้น้อยที่กวางตุ้งยังยาก แต่ชีจี้กวงจงรักภักดีต่อแผ่นดิน จึงต้องเสี่ยงภัยออกมากราบทูล นับว่าซื่อสัตย์จงรักภักดีมาก พี่โจวไม่ต้องกังวล วาจานี้กลับไปทูลฝ่าบาทก็พอ”
โจวอี้ส่ายหน้ายิ้มเฝื่อนๆ หันไปหรี่ตามอง ยิ้มกับหวังทงกล่าวว่า
“น้องหวัง เคยได้ยินไหมว่าชีจี้กวงกลัวภรรยา”
“ขุนพลใหญ่ระดับนี้ ถึงกับกลัวภรรยา?”
“ไม่กลัวได้ไง นี่เป็นเรื่องชวนหัวของใต้หล้าไปแล้ว กล่าวว่าชีจี้กวง ทหารของเขาต้องการเสริมความกล้าให้เ จึงได้จัดแถวทหารพร้อมอาวุธเป็นพิเศษ จากนั้นเชิญฮูหยินเขามาชม คิดจะทำให้ตกใจหวาดกลัว คิดไม่ถึงว่าฮูหยินชีจี้กวงมาถึงกลับไม่กลัว ถามชีจี้กวงว่าต้องการอันใด ชีจี้กวงไม่รู้จะตอบอันใดในห้วงเวลากระชั้นชิด ได้แต่กล่าวว่า ‘เชิญฮูหยินมาชมแถวทหาร’”
โจวอี้กล่าวจบ หวังทงอึ้งไป สองคนหัวเราะดังลั่น คิดไม่ถึงว่าแม่ทัพใหญ่เช่นนี้ ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้ โจวอี้ยังกล่าวว่า
“กลัวภรรยาจนเป็นเช่นนี้ แต่ชีจี้กวงกลับมีบ้านน้อยข้างนอกสองบ้านเหมือนกัน ตอนนี้ลูกโตแล้ว ภรรยาเขาไม่รู้ทำอย่างไร ได้แต่ยอมรับไป”
หวังทงได้ยินก็ส่ายหน้า แต่ในใจนั้นรู้สึกงง หรือว่าโจวอี้คิดใช้โอกาสนี้บอกให้ตนแต่งงานเสียที โจวอี้กล่าวว่า
“ภรรยาน้อยสองบ้านนี้ภรรยาเขาได้แต่ก้มหน้ายอมรับไป ชีจี้กวงสถานะเช่นนี้ จะมีแค่ภรรยาสามคนได้อย่างไร……”



