Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 721

ตอนที่ 721 ไม่ว่าผู้ใดล้วนปฏิบัติเช่นเดียวกัน ร่วมถกเบี้ยหวัดราชวงศ์

กองโจรม้าทุ่งหญ้านอกด่านไม่ใช่เพิ่งมามีในเดือนแปดปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 11 นี้ เมื่อก่อนก็มี แต่ไม่ค่อยเหิมเกริม พื้นที่ปกป้องของเผ่าอันต๋ากับทหารแผ่นดินหมิง พวกเขาไม่กล้าลงมือ

ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ก็มิได้มีแค่เผ่าเล็กๆ แต่ยังมีขบวนพ่อค้ามาทำการค้ากับเผ่าเล็ก กองโจรม้าแต่ไรมาก็ลงมือกับคนพวกนี้

อีกแบบหนึ่ง ก็เป็นพวกชนชั้นสูงนอกด่านกับทหารชายแดนส่งลูกน้องออกมาปลอมตัวเป็นกองโจรม้าออกปล้นบนทุ่งหญ้านอกด่าน แต่ตอนนี้สองฝ่ายนี้ได้รับกำไรจากเงินกินเปล่าจากพ่อค้ามากพอแล้ว ไม่อยากจะมาทำงานเปื้อนมืออีก ยังเป็นการตัดเส้นทางเงินทองตนเองอีกด้วย

ดังนั้นพื้นที่ในการดูแลของเผ่าอันต๋าและเมืองต้าถง ก็ย่อมสงบสุขเป็นปกติมาก พ่อค้าแผ่นดินหมิงที่มีเบื้องหลังใหญ่ก็ว่าไปอย่าง ส่วนพ่อค้าเล็กๆ มักจะถูกพวกนอกด่านปล้นชิงกันอยู่เป็นประจำ บางครั้งอาจถูกทหารพวกนอกด่านปล้นเอาดื้อๆ ด้วยซ้ำไป

ขบวนขายสินค้าแผ่นดินหมิงมักเป็นเช่นดังที่ว่ามา แต่พวกนอกด่านที่มักขายหนังสัตว์ พรมหรือสัตว์เลี้ยง นำสินค้าไปแผ่นดินหมิง ขบวนพ่อค้าเช่นนี้ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง

ทุกคนรู้ว่าทุ่งหญ้านอกด่านเป็นพื้นที่ของผู้ใด มีขบวนการค้าหนึ่งราว 200 คน ออกจากเมืองกุยฮว่าเฉิงได้สองวัน ก็ไปเจอกับกองโจรม้า

กองโจรม้ากลุ่มนี้เจ้าเล่ห์มาก เริ่มแรกทำทีเป็นขบวนพ่อค้า รถสิบกว่าคันขนสินค้ามาเต็ม ทำทีมาร่วมขบวนค้ากับชาวมองโกล

เห็นรถสิบกว่ากัน ขนสินค้ามาเต็มคัน กลับเป็นขบวนค้ามองโกลที่คิดไม่ซื่อ พอเห็นสินค้าอีกฝ่ายเหมือนว่าเป็นผ้าแพรไหมอย่างดี สินค้าที่นำมาหากไปขายที่เมืองกุยฮว่าเฉิงขายดีที่สุด ขายออกง่ายมาก รถใหญ่สิบกว่าคันนี้ทำให้ทุกคนมีชีวิตดีๆ ได้อีกนาน

ขบวนพ่อค้าระดับนี้พบกันบนทุ่งหญ้านอกด่าน ก็ย่อมส่งม้าไปสืบดูให้แน่ชัด ข่าวจากม้าเร็วไปสืบมาได้ความ ทุกคนก็เริ่มรวมหัววางแผน หรือว่าสังหารให้หมดแล้วแย่งชิงสินค้าไปเลย

ในใจพวกเขานั้น ชาวฮั่นแผ่นดินหมิงก็เป็นเพียงลูกแพะตัวน้อย ไม่ว่าตอนไหนก็ไร้สิทธิ์ออกเสียง แต่ไรมาไม่เคยกล้าต่อกรกับพวกเขา

สองฝ่ายปะทะกัน พวกพ่อค้ามองโกลชักดาบออกมาข่มขู่ แต่พวกนอกด่านไม่ทันออกคำสั่ง ที่ลงมือก่อนกลับเป็นขบวนพ่อค้าผ้าแพรไหมชาวฮั่น

มีคนเป่านกหวีด เสียงแสบแก้วหู ผ้าที่คลุมรถถูกเปิดออก บนรถเต็มไปด้วยคันธนู ผ้าคลุมเปิดออก พร้อมเสียงเฟี้ยวดังมา ลูกธนูระดมยิงมาทันที

พวกขบวนพ่อค้านอกด่านเตรียมลงมืออยู่ก่อน ยามนี้ทุกคนหยิบอาวุธโดดขึ้นม้าวิ่งมาด้านข้างของขบวนพ่อค้าชาวฮั่นยิงธนูเข้าใส่ เหมือนหลบไม่ทัน เพราะเป้าหมายหนาแน่น

ระยะ 20 ก้าว ได้ยินเพียงเสียงฉึกๆ ธนูยิงมาราวห่าฝน อากาศเพิ่งเริ่มหนาว คนยังสวมชุดหนัง

เดินทางไปมาบนทุ่งหญ้านอกด่านในยุคที่กำลังสงบสุข ไม่จำเป็นต้องสวมเกราะไว้ตลอดเวลา ดังนั้นธนูห่าฝนระยะใกล้เช่นนี้ จึงได้ยินแต่เสียงร้องโหยหวน พวกนอกด่านร่วงจากหลังม้าทีละคน เรื่องเกิดกะทันหัน เดิมคิดว่าตนเป็นหมาป่า คิดไม่ถึงว่าจะมากลายเป็นแพะถูกล่า ยังไม่ทันได้สติ ก็ต้องอึ้งไป ธนูห่าที่สองมาอีกแล้ว

จากเดิม 200 ยิงมารอบสองอีก คนเกือบร้อยตายไปบาดเจ็บไป คนที่เหลือพอตั้งสติได้ ก็โมโหขึ้นสายธนูน้าวยิงไป มีคนชักดาบควบม้าเข้าใส่ คิดจะสู้ตาย พวกเขาเคยถูกเกณฑ์ไปรบกับทหารหมิง หรือตามเผ่าตนออกปล้น ทหารหมิงเข้าใกล้มักถูกตีกระจุย แค่พวกขบวนพ่อค้าหมิง หรือว่าจะแข็งแกร่งกว่าทหารแผ่นดินหมิง

คิดไม่ถึงว่าพอพวกเขาพุ่งเข้าไป ทางนั้นส่งแถวแรกขี่ม้าบุกปะทะ มือยังมีโล่กันไว้ พวกพ่อค้านอกด่านยิงธนูมาถูกโล่กันไว้ ยังมีบ้างทียิงโดนแต่ก็แค่ส่ายไปมา ถึงกับรับความเจ็บปวดได้ ย่อมสวมเกราะไว้

พวกนอกด่านลืมไปว่าตอนแรกพวกเขาคิดหวังทรัพย์สังหารคน มาบัดนี้กลับด่าพวกพ่อค้าตรงหน้าว่าใจดำอำมหิต เตรียมวางแผนมาก่อน สองฝ่ายปะทะม้ากัน ฝืมือเพลงดาบบนหลังม้า ก็ย่อมเป็นขบวนพ่อค้าแผ่นดินหมิงที่เก่งกล้ากว่า พอปะทะกันตรงๆ พวกนอกด่านไม่ได้เปรียบแม้แต่น้อย ถึงกับถูกฟันร่วงไปทีละคน

คนที่เหลือไหนเลยจะกล้าสู้ต่อ ไม่สนใจสินค้าตนอีกต่อไป พากันขึ้นม้าหันหัววิ่งหนีไปทันที ขบวนพ่อค้าชาวฮั่นไหนเลยจะยอมปล่อยให้หนี ขี่ม้าไล่ตามไปไม่น้อย ยิงธนูสังหารจากด้านหลัง

ม้าทุ่งหญ้านอกด่านหนีกระจัดกระจาย คิดจะไล่ตามไม่ง่าย ยังมีม้าสิบกว่าตัวหนีออกไปได้

“ข้าเป็นนายทหารของมเหสีสาม ปล่อยพวกเราไป ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะไร้ที่ฝังบนทุ่งหญ้านอกด่านนี้ ท่านข่านจะต้อง……”

“สู้ก็ไม่ได้ ยังมาพูดจาเลอะเทอะเหลวไหลอีก!!”

มีคนกำลังพูดไม่หยุด พอเห็นดาบตวัดมา ก็ตัดหัวขาดทันที คนที่เหลือส่งเสียงด่าทอบ้าง ส่งเสียงร้องขอชีวิตบ้าง พวกเขาต่างโยนอาวุธทิ้งกันหมด

“พวกเจ้าว่า อะไรคนของเซิ่งๆ กูๆ เหลิ่งๆ อะไรนั่นจะมาเมื่อไรนะ?”

“รอพวกเขามา หัวพวกนี้คงโดนกัดแทะไปหมดแล้ว”

พวกกองโจรม้าถามตอบกันเอง หัวเราะกันดังลั่น จากนั้นก็จากไปลอยนวล

ขบวนพ่อค้าแผ่นดินหมิงถูกปล้น อย่างน้อยยังไว้ชีวิต ขบวนพ่อค้าพวกนอกด่านถูกปล้น นอกจากหนีได้เอง ไม่เช่นนี้ก็ถูกสังหารหมด เรื่องเช่นนี้ไม่ค่อยได้พบเห็นบนทุ่งหญ้านอกด่านในหลายสิบปีมานี้ พวกข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงเมืองกุยฮว่าเฉิงมาถึง ทุกคนต่างโกรธแค้น จะต้องจับกองโจรม้าเหิมเกริมไม่กลัวฟ้าดินเช่นนี้มาให้ได้

ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ แต่การลงมือก็ย่อมควรทิ้งร่องรอย อาศัยรอยเท้าม้ากับรอยล้อรถ อาศัยสุนัขล่าออกหาร่องรอย น่าจะได้ หากไม่รอบรู้เรื่องพื้นที่ของทุ่งหญ้ามาก ยากจะหนีรอด

แต่ทหารม้าเมืองกุยฮว่าเฉิงส่งออกไปหลายรอบ สืบหาร่องรอยสองวัน พบกว่ากลับมาที่เดิม เป็นเส้นทางค้า มีพวกขบวนพ่อค้ากับคนเดินทางมากมาย ยากจะแยกแยะว่าใครเป็นใคร ไม่อาจสืบพบร่องรอยแต่อย่างใด

มีความสามารถ มีสถานะพอไปฟ้องร้องที่เมืองกุยฮว่าเฉิง สามารถไปแจ้งข่าวที่เผ่าอันต๋า ไม่เพียงแต่เป็นชาวมองโกล พ่อค้าใหญ่ชาวฮั่นที่ถูกปล้นหลายคนที่มีความสามารถนี้

ปฏิกิริยาขบวนพ่อค้ามองโกลก็คือเห็นว่าเป็นกองโจรม้าปลอมตัวเป็นขบวนพ่อค้าแผ่นดินหมิงแล้วลงมือ ขบวนพ่อค้าแผ่นดินหมิงมีทั้งชาวฮั่นและชาวมองโกล เมืองกุยฮว่าเฉิงวิเคราะห์ออกมา ควรเป็นมองโกลมากกว่า บนทุ่งหญ้านอกด่านมีชาวฮั่นอาศัยอยู่ และค่อยเป็นกำลังให้กองโจรม้า เป็นไปได้ว่าสบคบคิดกัน เป็นไปได้มากว่ามาจากพื้นที่ตอนต้นแม่น้ำฮวงโหที่เรียกว่าเหอเท่า

ในสายตาชาวเผ่าอันต๋า ชาวฮั่นไม่มีความสามารถเช่นชาวทุ่งหญ้านอกด่านเด็ดขาด จะมากองกำลังยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร

มเหสีสามเป็นสตรีที่ข่านเผ่าอันต๋าทรงโปรดมาก ตอนนี้เป็นมเหสีของข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิง มเหสีสามมีทหารม้าเผ่าอันต๋าในมือถึงหนึ่งในสี่ เรียกได้ว่าเป็นกำลังสำคัญ

ขบวนการค้าจากเมืองกุยฮว่าเฉิงไปแผ่นดินหมิง ส่วนใหญ่ก็ล้วนเกี่ยวพันกับมเหสีสาม แน่นอน มาถูกปล้นเช่นนี้ส่วนใหญ่ก็ย่อมเป็นขบวนพ่อค้ามเหสีสาม มเหสีสามย่อมโมโหมาก เซิงเก๋อตูกู่เหลิงได้รับข่าวนี้ก็ย่อมไม่อาจนิ่งดูดายอยู่ได้

รับมือกองโจรม้าเจ้าเล่ห์พวกนี้จะต้องส่งทหารม้าเก่งกล้าออกปราบปราม จึงจะสามารถรับมือกองโจรม้ากลุ่มนี้ได้

**************

ทุ่งหญ้านอกด่านไม่สงบสุข แต่เมืองไท่หยวนมณฑลซานซีกลับไม่มีอันใดผิดปกติ ทุกอย่างเป็นเหมือนปกติ เพราะอากาศค่อยๆ หนาวลง ชีวิตชาวนาก็เริ่มว่างงานได้พัก ชาวบ้านก็เริ่มเข้าเมืองมาเดินเล่นบ้าง มาหางานเล็กๆ น้อยๆ ทำบ้าง กลับกำลังคึกคักยิ่ง

เมืองหลวงส่งผู้แทนพระองค์มา รองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหวังทงมาเมืองไท่หยวนได้ห้าวันแล้ว ขุนนางมณฑลซานซีไม่เพียงแต่จะรู้จักชื่อหวังทง แต่ยังรู้ว่าหวังทงสถานะไม่ใช่เพียงแค่รองผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพร

ขุนนางระดับผู้ตรวจการมณฑลซานซีลงไป ผู้ใดที่พอมีสถานะจะได้เข้าพบ ก็ย่อมตระหนกตกใจ ต้อนรับให้ดีที่สุด เกรงก็แต่ใต้เท้าหวังไม่พอใจ จะนำภัยมาสู่ตนเองได้

ตอนนั้นร้านหย่งเซิ่งมณฑลซานซีตระกูลอวี๋ บรรดาศักดิ์ระดับป๋อ มีข่าวว่า เป็นหวังทงผู้นี้ลงมือ ทำให้สิ้นตระกูล เรื่องอื่นไม่ต้องกล่าวถึง พอหวังทงมาถึงมณฑลซานซี รองแม่ทัพหม่าต้งที่ตอนนี้สูงสุดในเมืองต้าถงก็ย่อมรีบมารอต้อนรับอย่างนอบน้อมที่สุด

คิดไปถึงสถานะหวังทง องครักษ์เสื้อแพรปฏิบัติหน้าที่อันใด ก็แค่คอยสืบความลับขุนนางของฮ่องเต้ เป็นขุนนางมานานปี ผู้ใดกล้าบอกว่าตนเองมือสะอาดบ้าง จึงยิ่งทำให้ทุกคนไม่ไว้ใจในเรื่องนี้

แต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือ หวังทงแสดงออกได้อย่างนุ่มนวล ไม่ได้บุ่มบ่ามเพราะอายุยังน้อยแต่อย่างใด และก็ไม่มีท่าทีวางอำนาจแบบคนหนุ่มไร้ประสบการณ์ กลับนุ่มนวลและมีมารยาท สามารถเก็บความคิดที่จะสอบถามเรื่องที่รับคำสั่งมาจัดการไว้ก่อนได้ ไม่กล่าวออกมาในทันทีที่พบหน้า

ใต้เท้าทุกท่านในมณฑลซานซีล้วนมีหูมีตาสอดแนม รู้มาว่าก่อนหวังทงมามณฑลซานซีเดือนหนึ่ง นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรมณฑลซานซีก็เริ่มสอบหาข่าว พอหวังทงมา ทหารในสังกัดนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้ก็ยิ่งเคร่งครัด แต่ข่าวที่ได้มาก็ไม่ได้ซับซ้อนอันใด

ก็เป็นเรื่องของเบี้ยหวัดเบี้ยเสบียงเชื้อพระวงศ์ เรื่องนี้จะเรียกว่าปัญหายาก ก็ไม่สู้เรียกว่าเรื่องตลก ลูกหลานฮ่องเต้ มีตำแหน่งขุนพลนั่น ขุนพลนี่ หากไม่มีแม้แต่ทหารรับใช้ อายุตั้ง 30 ยังไม่มีปัญหาแต่งภรรยา ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังดูงิ้วโรงอยู่

“ลูกหลานเชื้อพระวงศ์ อย่างไรก็เป็นลูกหลานฮ่องเต้ ทำกันจนเป็นเช่นนี้ ทำให้ฝ่าบาททรงเจ็บปวดพระทัยยิ่ง ข้ามาหารือกับใต้เท้าทุกท่านวันนี้ เห็นว่าใต้เท้าทุกท่านล้วนไร้หนทางได้แต่ทำเช่นนี้!”

ณ ที่ทำการมณฑลซานซี คนกลุ่มหนึ่งนั่งตามลำดับสถานะไล่เรียงกันไป ได้ยินหวังทงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ ทุกคนสบตากันพากันพยักหน้า

“ก่อนมาข้าได้อ่านฎีกาที่ส่งไปเมืองหลวง มีเชื้อพระวงศ์เมืองผิงหยางไปร้องเรียนยังเมืองหลวง ว่าเบี้ยข้าวติดค้างมา 25 ปี ข้ามาที่นี่ได้ตรวจบัญชีแล้ว เมืองต้าถงติดค้าง 31 ปี เมืองไท่หยวนค้าง 20 ปี ค้างปีสองปี ข้ายังคิดว่าทุกท่านมีนอกใน แต่ 20 30 ปีนี่ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี?”

ทุกคนจ้องมาองหวังทง แต่หวังทงกลับท่าทีเงียบขรึม มองไม่ออกว่าโมโหอันใด ทุกคนเงียบไป นายอำเภอเมืองต้าถงยืนขึ้น กระแอมไอกล่าวว่า

“ท่านใต้เท้าผู้แทนพระองค์ เบี้ยหวัดเสบียงเชื้อพระวงศ์ไม่อาจแจกจ่ายได้”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!