Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 733

ตอนที่ 733 กองโจรม้าเต็มพื้นที่ กองกำลังรวมพล

สำหรับกองโจรม้าที่อยู่ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นนั้น ชนชั้นสูงเผ่าอันต๋าต่างพากันโมโหมาก ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เผ่าใหญ่ครองอำนาจ ไม่อาจเหมือนดังแผ่นดินหมิงที่แบ่งอำนาจให้นายอำเภอหรือขุนนางมาดูแลสั่งการ แม้เผ่าอันต๋ายิ่งใหญ่บนทุ่งหญ้า แต่ไม่อาจจัดการได้ทั่วถึง การรักษาเสถียรภาพทุ่งหญ้านอกด่านเอาไว้ ส่วนใหญ่ก็อาศัยการสั่งสมบารมีมายาวนาน และกองกำลังที่แข็งแกร่งของเผ่า

แต่อยู่ๆ ขบวนพ่อค้าถูกปล้น ขบวนพ่อค้าแผ่นดินหมิงถูกปล้นแม้ว่ามากกว่าขบวนพ่อค้าเผ่าอันต๋า แน่นอนเพราะว่าเผ่าอันต๋าต้องการสินค้าจากแผ่นดินหมิงมากกว่า

ตามการวิเคราะห์ของทหารม้าเผ่าอันต๋าที่มากประสบการณ์ เริ่มแรกน่าจะเป็นกองโจรม้า3-5 กองที่ออกปฏิบัติการรอบๆ เนินเขาและเส้นทางการค้า

แต่พอครึ่งหลังของเดือนสิบเอ็ด พื้นที่แห่งนี้ก็มีกองโจรม้ามาเคลื่อนไหวถึง 20-30 กอง ขบวนพ่อค้าแผ่นดินหมิงลดฮวบหายไปอย่างน่าตกใจ การเคลื่อนไหวกองโจรม้ามากมายเช่นนี้ ทุกคนย่อมเคลื่อนไหวกันอย่างรอบคอบมากขึ้นไปอีก

บางขบวนพ่อค้าเริ่มกักตุนสินค้าแทน อย่างไรตอนนี้เส้นทางการค้าก็ตัดขาดไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าราคาต้องพุ่งขึ้นสูงแน่นอน รอให้กำจัดกองโจรม้าได้หมดก่อนดีกว่า อย่างไรก็ไม่ขาดทุน ดีไม่ดียังได้กำไรมากขึ้นไปอีก

หากต้องเดินทางไปค้าขายจริง ก็จะพยายามรวมตัวขบวนพ่อค้าเดินทางไปด้วยกันให้มากๆ มักจะราวหลายร้อยคันรถขึ้นไป แค่ผู้คุ้มกันก็ต้อง 300 คนขึ้นไปแล้ว

กองโจรม้ามารวมตัวกันมากขึ้น หกร้านค้าใหญ่ในเมืองไท่หยวน เมืองต้าถง เมืองผิงหยาง เมืองเฝินโจวในมณฑลซานซีที่เดิมมีสัญญาค้ากับเมืองกุยฮว่าเฉิงไม่กล้ารอช้าให้เสียการ รวมรถใหญ่ได้ราว 400 กว่าคัน ผู้คุ้มกันแต่ละร้านและพวกมีฝีมือที่จ้างมา ก็ราว 800 กำลังออกเดินทางออกจากกองกำลังฝ่ายขวาเมืองต้าถง

ขบวนการค้ายิ่งใหญ่นี้เดินทางมาได้วันหนึ่ง อีกหนึ่งชั่วยามฟ้าจะมืดลง พวกกองโจรม้าก็ล้อมเข้ามา ระยะห่างจากตัวเมืองที่ออกมาเรียกได้ว่าน่าขัน

ทหารม้าเผ่าอันต๋าแม้เหิมเกริม แต่อย่างไรก็รักษามารยาทอยู่ ระยะห่างจากกำแพงเมืองแผ่นดินหมิงวันหนึ่งเช่นนี้พวกเขาไม่กล้ามาเพ่นพ่าน ทหารม้าแผ่นดินหมิงขี้ขลาดนานปี ย่อมไม่กล้าออกมา

พื้นที่นี้จึงกลายเป็นพื้นที่ไร้การดูแลไปโดยปริยาย พวกกองโจรม้าอาศัยช่องว่างนี้ลงมือ ผู้คุ้มกัน 800 ด้านในยังมีคนพร้อมสู้และมือธนูอีก

กองโจรม้ามา คนพวกนี้ยังพอรับมือได้ แต่เพราะก้อนเนื้อชิ้นโตเช่นนี้ พวกกองโจรม้าที่ไม่ได้ปล้นมานานก็เริ่มบ้าคลั่ง จึงกรูกันบุกเข้าไป

เริ่มแรกขบวนพ่อค้าได้เปรียบ รับมือได้ ตายก็ไม่ตาย พอครึ่งชั่วยามผ่านไป ผู้คุ้มกันขบวนพ่อค้าเริ่มแตกตื่น มีคนอยู่ๆ สังหารพวกเดียวกัน

เดิมที่กำลังตั้งมั่นป้องกัน อยู่ๆ แตกตื่นสังหารกันเอง การป้องกันย่อมสิ้นสลาย พวกกองโจรม้าบุกเข้ามาได้ ขบวนพ่อค้าแตกพ่ายทันที

ชาวมณฑลซานซีที่กล้าติดตามขบวนขนสินค้าออกเดินทางมาครั้งนี้เดิมก็ไม่มากนัก ตอนรับสมัครคนย่อมไม่เลือกมาก ถึงกับมีพวกกองโจรม้าแฝงตัวเข้ามา

กองโจรม้าครั้งนี้ไม่ใช่ชุดแรกๆ ชุดนั้นที่ไม่สังหารคนในขบวนพ่อค้าแผ่นดินหมิง แต่การโจมตีเมื่อครู่โหดร้าย ตอนบุกเข้าไปได้ก็สังหารหมดไม่มีเหลือ

รอทหารม้าพวกนอกด่านมาถึง ก็เห็นแต่ศพกับรถม้าที่ถูกเผา เถ้าแก่พวกนี้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงและกล่าววาจา ดังนั้นนายทหารม้านอกด่านพวกนี้จึงไม่กล้ารอช้า รีบติดตามไล่ล่าทันที

พวกนี้ต่างจากกองโจรม้าที่เมื่อก่อนปล้นเสร็จก็จะกลบร่องรอย วันนี้กลับไม่ฉลาดพอ สินค้ามากมายไม่ควรใช้รถม้าบรรทุกกลับไปทำให้เดินทางได้ช้าก็ยังบรรทุกกลับไป ทหารม้าพวกนอกด่านก็ย่อมติดตามไล่ล่ามาถึงโดยง่าย

ถึงกับมีคนเห็นว่าพอทหารม้าพวกนอกด่านมา ยังอดทิ้งของไม่ได้ ทหารม้าพวกนอกด่านกลุ่มเล็กสุดก็ 500 นาย กองโจรม้าพวกนี้จะรับมือได้อย่างไร

ขบวนพ่อค้าถูกปล้น วันที่สองก็มีทหารม้าพวกนอกด่านไล่ล่าไปสังหารกองโจรม้าได้หลายคน สินค้าก็ติดตามกลับมาได้มากมาย แต่สินค้าย่อมไม่คืนให้พ่อค้า ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการออกปราบปราม ตนเองเอาไปแบ่งกันเองส่วนหนึ่ง นำกลับไปให้ท่านข่านตนอีกส่วนหนึ่ง

พวกกองโจรม้าไม่อาจทนรับทัณฑ์ทรมานได้ ถามได้ความมากมาย มาจากที่ต่างๆ กัน บางกลุ่มเป็นโจรแผ่นดินหมิงมาจากเมืองเซวียนฝู่ มณฑลส่านซี มีบางกลุ่มเป็นกองโจรม้ามองโกลมาจากทางตะวันออกและทางเหนือ ถึงกับมีทหารม้าจากเผ่าเล็กละแวกนั้นออกมาร่วมวงด้วย

หลังจากการปราบปราม ทุ่งหญ้าก็สงบลงไปมาก

ยามนี้เป็นเดือนสิบสองแล้ว ข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงเผ่าอันต๋าก็ย่อมรู้ ทหารสองหมื่นจากเมืองจี้โจวมาเมืองต้าถง กับอีกหนึ่งกองกำลังสังกัดวังหลวงก็มาถึงเมืองต้าถง และตั้งค่ายพักอยู่ที่กองกำลังฝ่ายขวาเมืองต้าถง

เมื่อก่อนนี้ทหารม้าทุ่งหญ้านอกด่านออกมา แผ่นดินหมิงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ปกติดี แต่ตอนนี้สงบแล้ว แผ่นดินหมิงคงไม่ถึงกับไร้เดียงสาที่จะสั่งสมกำลังทหารกระมัง ถือเป็นการท้าทายเผ่าอันต๋า ข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงเตรียมการว่าหลังปราบปรามโจรแล้ว ก็จะส่งราชทูตไปแผ่นดินหมิง

***************

“ใต้เท้าหวัง ท่านนี้ก็คือรองแม่ทัพหยางจิ้นประจำทิศตะวันตกเมืองจี้โจว”

“ข้าน้อยหยางจิ้นคารวะใต้เท้าหวัง!”

ผู้ที่รับคำก็คือชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำแข็งแรง ทั้งตัวดูแล้วตันเป็นสี่เหลี่ยม หนวดเคราเต็มใบหน้า ผิวหน้าดำเมี่ยม สองตาหรี่อยู่ตลอด ท่าทางการยกมือเคลื่อนไหวดูหนักแน่นมั่นคง

ชายแดนมักมีแม่ทัพใหญ่หนึ่ง และรองอีกหนึ่งหรือสอง เมืองจี้โจวต่างออกไป พวกเขาจัดให้มีรองแม่ทัพประจำสี่ทิศ หยางจิ้นผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“รองแม่ทัพหยางลำบากท่านแล้ว ค่ายที่พักและเสบียงเพียงพอหรือไม่? หากต้องการสิ่งใดให้แจ้งข้าได้ไม่ต้องเกรงใจ”

อีกฝ่ายคำนับ หวังทงไม่วางตัวข่ม รีบเข้าไปประคองขึ้นมา ฉีอู่ที่ไปขอกำลังเดินตามอยู่หลังหวังทง รับแนะนำว่า

“กระโจมที่พักจัดเสร็จแล้ว เสบียงอาหารและหญ้าสำหรับเลี้ยงม้าก็เพียงพอ ข้าขอเป็นตัวแทนทหารจี้โจวขอบคุณใต้เท้าหวังที่ดูแล”

หยางจิ้นมองไปยังฉีอู่ด้านหลังหวังทง นิ่งไปก่อนยิ้มกล่าวว่า

“เรียนตามตรง ตอนข้าน้อยมาที่นี่ ยังกังวลเรื่องค่ายพักและเสบียงมาก คิดว่าอย่างไรก็ต้องให้ข้าน้อยสั่งการคนของเราไปจัดการ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นนี้น่าตกใจจริง”

“ให้พวกท่านมาช่วย ย่อมต้องไม่ปล่อยให้พวกท่านต้องกังวลในบางเรื่องที่ไม่จำเป็น ครั้งนี้ทั้งหมดหกกองกับหนึ่งทัพม้าใช่หรือไม่?”

“ขอรับ กองละ 3,000 นาย ทัพม้า 2,000 ฟังคำสั่งใต้เท้าผู้แทนพระองค์ ขอใต้เท้าสั่งการ”

หวังทงยิ้มพยักหน้า กล่าวว่า

“มีบางวาจา ใต้เท้าชีคงจะได้บอกไว้ก่อนแล้ว ฉีอู่คงได้บอกตอนเดินทางมาแล้ว ข้าก็จะไม่พูดมากแล้ว ขอทุกท่านตั้งค่ายพักกันได้ รอคำสั่งจากข้าก็พอ”

หยางจิ้นมองหวังทง ประสานมือคำนับ นับว่ารับคำสั่ง หวังทงค่อยๆ ก้มตัวให้เล็กน้อย เป็นการคำนับตอบ

กล่าวกันสักพัก หวังทงก็สั่งให้ฉีอู่นำหยางจิ้นออกไป ในกระโจมทหารมีเพียงพวกเขาสามคน เสียงดังเอะอะด้านนอก ทหารเมืองจี้โจวเพิ่งมาถึง ย่อมกำลังเตรียมตั้งค่าย

พอมาถึงกองกำลังฝ่ายขวาเมืองต้าถง หม่าต้งรักษาการแม่ทัพเมืองต้าถงเตรียมจวนไว้ให้หวังทง หวังทงกลับไปอยู่ หากมาตั้งค่ายพักที่เตรียมไว้ก่อนหน้า ทุกอย่างทำตามระเบียบแบบแผนยามรบ

เขามีท่าทีเช่นนี้ หม่าต้งรักษาการแม่ทัพเมืองต้าถงก็ย่อมไม่อาจเสพสุขอยู่ในจวนในเมืองได้ ก็ได้แต่ออกมาตั้งค่ายพักนอกเมืองตาม

แน่นอน ในใจก็ย่อมก่นด่าไม่น้อย ในใจคิดว่าเจ้าหนุ่มอายุน้อยอาจรู้สึกการรบเป็นเรื่องสนุกแปลกใหม่ ไม่รู้หรอกว่าข้านั้นลำบากมานานปี ไม่อยากรับทุกข์เช่นนั้นอีก แต่หวังทงตัดหัวเถ้าแก่ร้านค้าตระกูลหวงต่อหน้าซื่อจื่อและยังสั่งปลดนายอำเภอเมืองต้าถงกลางศาลที่ทำการ ข่าวนี้แพร่มาที่นี่ก่อนหน้านี้นานแล้ว ผู้ใดจะกล้าลองหยั่งเชิงบารมีเขาอีกกันเล่า ได้แต่ยอมอ่อนตามน้ำกันไป

ฉีอู่นำคนออกไป ลำดับต่อมามีคนมาขอพบหวังทง คนพวกนี้ไม่เหมือนหยางจิ้นที่รักษาธรรมเนียม หากได้ยินเสียงหัวเราะกันนอกกระโจมมาแต่ไกล

พอม่านเปิดออก ทุกคนเดินเข้ามา สีหน้าหวังทงกลับไม่ได้โมโห หากยิ้ม กล่าวว่า

“ไม่เจอกันไม่นานเท่าไร หู่โถวสูงขึ้นอีกแล้ว!”

“พี่หวัง……” “คำนับพี่หวัง……” “คำนับนายท่าน……” “คำนับใต้เท้า……”

ทุกคนแย่งกันทักทายคนละคำสองคำ หัวหน้าและรองหัวหน้ากองกำลังหู่เวยหน่วยที่ 1 หน่วยที่ 2 และบรรดานายทหารเดินเข้ามาในกระโจม ยิ้มคำนับ ย่อมเป็นหลี่หู่โถว ลี่เทา ซุนซิง และถานปิง ทุกคนเป็นคนคุ้นเคยกัน คนเก่าแก่กลับมาพบกันใหม่ ย่อมไม่เป็นทางการเหมือนการพบปะเมื่อครู่

“ทุกท่าน นายท่านเป็นผู้แทนพระองค์ ในกองทัพเช่นนี้ แม้พวกเราเป็นคนกันเอง ก็คงต้องทำให้ถูกธรรมเนียม จะได้ไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอา!”

เป็นถานเจียงที่นำทุกคนเข้ามาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทุกคนสบตากัน ก่อนจะรีบเรียงลำดับตามตำแหน่ง จากนั้นคำนับลงพร้อมกัน กล่าวพร้อมกันว่า

“กองกำลังหู่เวยสองหน่วยกองพันพร้อมกองลำเลียง 7,800 นาย มาถึงแล้ว รอรับคำสั่งใต้เท้าผู้แทนพระองค์สั่งการข้าน้อยทั้งหลายของคารวะใต้เท้าผู้แทนพระองค์!!”

หลี่หู่โถวแถวหน้าสุดลุกขึ้น อดไม่ได้ยกคิ้วยิ้มให้ ทุกคนพากันหัวเราะดังลั่น เห็นถานเจียงเหมือนจะพูดต่อ หวังทงรีบส่ายหน้ากล่าวว่า

“คนกันเองพบกัน ยังไม่ถึงเวลาออกรบจริง ทำตัวตามสบายก็ได้ เหตุใดไม่เห็นขันทีคุมเสบียง?”

“ขันทีไช่ ขันทีคุมเสบียงกำลังตรวจนับเสบียงอยู่ด้านนอก กำลังหารือเรื่องของที่ต้องเตรียมกับพ่อค้าอยู่”

กำลังพูดอยู่นั้น ม่านกระโจมก็เปิดออก เป็นไช่หนานเดินเข้ามา หวังทงยิ้มเดินเข้าไปรับ ประสานมือกล่าวว่า

“ท่านขันทีคุมเสบียง ลำบากท่านแล้ว ดูหน้าตาแล้วดำกว่าแต่ก่อนมากเลยนะ”

พวกเขากล่าวสัพยอกตามสบาย ไช่หนานยิ้มคำนับ กล่าวตอบว่า

“ใต้เท้าเองก็ลำบากแล้ว ข้าดำขึ้นกว่าแต่ก่อน วันหน้าก็คงไม่ต้องเอาแต่หลบอยู่บนรถแล้ว”

“ไช่กงกง วันๆ เอาแต่ตรวจนับเสบียงทหาร ตกค่ำยังต้องตรวจบัญชีกับพวกผลิตยุทโธปกรณ์ นอกดึกมาก”

หลี่หู่โถวแทรกขึ้น มองเห็นสายตาหวังทง ไช่หนานรีบยิ้มกล่าวว่า

“ใต้เท้ามอบให้ข้าน้อยจัดการเรื่องพวกนี้ จะไม่ตั้งใจทำได้อย่างไร ไม่ทำให้ดีใช่ว่าเป็นการทำให้ใต้เท้าผิดหวังที่อุตส่าห์มอบหมายงานนี้ให้หรอกหรือ”

อยู่กับคนพวกนี้แล้ว ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องแสดงละครมาก หวังทงไม่กล่าวอันใด หากเขามายิ้มพลางตบบ่าไช่หนาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!