Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 739

ตอนที่ 739 กองทัพมีแม่ทัพใหญ่ได้เพียงคนเดียว

ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันไปมา แต่ทัพใหญ่ออกนอกด่านก็ออกนอกด่านไป

กลางวันก็ผ่านด่านออกไปตามธรรมเนียม คนมาส่งกันตามธรรมเนียมให้วุ่นวาย ผ่านช่องเขาสังหารพยัคฆ์ ฟ้าก็เริ่มมืด อย่างไรก็ต้องหาที่ตั้งค่าย

เดินมาไม่ถึงสามชั่วยาม ของที่เพิ่งเก็บก่อนออกเดินทางมาไม่นานต้องรื้อออกมาอีกแล้ว หากเป็นราษฎรทำเรื่องพวกนี้ย่อมรู้สึกรำคาญใจ

กองกำลังหู่เวยกลับชินเสียแล้ว การฝึกก็เช่นนี้ ยังมีการรบแท้จริงสองสามครั้งก่อน พวกเขาค่อยๆ เริ่มชิน ทหารพาหวังทงไปยืนในมุมสูง มองดูกองทัพกำลังวุ่นวายตั้งทัพก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

“ผู้ตรวจการสีหน้าดำคล้ำ รีบหนีไปหลบค่ายเมืองจี้โจวนั่นแล้ว พวกไร้ประโยชน์!”

หลี่หู่โถวบนหลังม้ากล่าวอย่างรังเกียจ หันไปถ่มน้ำลายใส่พื้น หวังทงส่ายหน้ายิ้มกล่าวว่า

“ธรรมเนียมแผ่นดินหมิงเรา ขุนนางบุ๋นบัญชาการ ขุนนางบู๊นำทหาร ขันทีคุมเสบียงควบคุม เมืองต้าถงนี้ เหมยเหวินจิ้นเป็นตำแหน่งบุ๋นที่สูงที่สุด ย่อมต้องมาด้วย แต่อยู่ในห้วงแห่งความสงบสุขมานาน ในช่วงปีใหม่เช่นนี้อีก เขาย่อมไม่อยากออกมารับทุกข์ หัวหน้าและลูกน้องย่อมมีธรรมเนียม พวกเจ้าอย่าได้ผิดมารยาท จะได้ไม่ต้องยุ่งยากภายหลัง!”

ทุกคนรับคำพร้อมเพรียง ถานปิงข้างหวังทงมองไปยังกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า

“ใต้เท้า ข้าน้อยตอนนั้นติดตามใต้เท้าถานมา เคยไปดูการทหารเมืองจี้โจว ตอนนี้ทหารชุดนี้ เกรงว่าคงเป็นชุดที่เก่งกล้าที่สุดแล้ว!”

หลี่หู่โถวมองตามถานปิงไป พยักหน้ากล่าวว่า

“คิดไม่ถึงว่าทหารเมืองจี้โจวก็ตั้งค่ายรถศึกเป็นเหมือนกัน ทหารเขากับทหารกองกำลังหู่เวยเหมือนกัน มีระเบียบวินัย!”

พวกถานเจียงพากันหัวเราะดังลั่น หวังทงยิ้มกล่าวว่า

“ค่ายรถศึกกองกำลังหู่เวยก็ยืมแบบจากวิธีการตั้งค่ายห้องรถม้าใต้เท้าชีมาไม่น้อย เจ้าบอกว่าเป็นเหมือนกัน นี่ใช่ว่ากล่าวกลับตาลปัตรงั้นหรือ!!”

ทุกคนพากันหัวเราะดังลั่น หลี่หู่โถวกระแอมไอ ก่อนอดขัดเขินไม่ได้ กล่าวขึ้นว่า ‘ข้าไปดูค่ายพวกเขาก่อน’ ขึ้นม้าควบออกไปทันที คนอื่นๆ ก็ไม่ได้รั้งไว้

หวังทงไม่ได้หันมองทหารกองกำลังหู่เวย แต่กลับหันไปมองค่ายพักทหารเมืองจี้โจว ค่ายเมืองจี้โจวอยู่ทางเหนือ ค่ายกองกำลังหู่เวยอยู่ทางใต้ เห็นเช่นนี้ ที่จริงแล้วทหารเมืองจี้โจวคิดปกป้องทหารกองกำลังหู่เวย หวังทงบนหลังม้าเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า

“ถานเจียง ครั้งหน้าตั้งทัพ ให้กองกำลังหู่เวยกับเมืองจี้โจวขนานกัน อย่าได้ตั้งแบบวันนี้ พวกเขาแม้มีสองหมื่น แต่พวกเรามีกำลังปืนไฟและไม่เป็นรองเมืองจี้โจว การตั้งค่ายเช่นนี้ทำให้ทหารเมืองจี้โจวเกิดความดูแคลน!”

ถานเจียงรับคำ หวังทงมองไปทางทหารเมืองจี้โจวกล่าวต่อว่า

“เหตุใดครั้งนี้ต้องใช้ทหารเมืองจี้โจว เมื่อครู่ถานปิงกล่าวได้ดี พวกเขาฝึกกันมานานปี ได้ระดับที่เรียกว่าแข็งแกร่งที่สุดแล้ว หากไม่นำมาใช้ ต่อไปก็คงได้แต่ดิ่งลงแทนแล้ว”

กล่าวจบ บรรยากาศก็อึดอัดไปสักหน่อย หวังทงสะบัดแส้ ควบไปยังค่ายพัก วิ่งไปกล่าวไปว่า

“ทัพม้าเมืองต้าถงให้ตั้งค่ายพักกับทัพม้าเมืองจี้โจว หากก่อเรื่องแตกแยก ให้ลงโทษตามกฎ ไม่เชื่อฟัง สังหารทิ้งเลย!!”

***********

ฟ้าเริ่มมืด ทุ่งหญ้านอกด่านอากาศหนาวเหน็บ แต่ทุ่งหญ้านอกด่านตอนเหนือเมืองต้าถงเพราะพื้นที่ที่อยู่เนินเขาระหว่างเมืองกุยฮว่าเฉิงกับเมืองต้าถง ทำให้ไม่ค่อยมีลมพัดแรง

ในกระโจมหวังทงมีอ่างทองแดงขนาดกว้างสามเชียะจุดไฟอยู่ ถ่านแดง นำไปเผาด้านนอกให้แดงฉานแล้วค่อยยกเข้ามา กระโจมใหญ่ก็อบอุ่นได้

กองกำลังหู่เวยทุกหน่วยกินอาหารค่ำแล้ว กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆ ในกระโจม หยางจิ้นนำทหารมาหกค่ายกับนายกองพันใหญ่ผู้คุมค่ายมา

ตามระเบียบทหารเมืองจี้โจวต่างจากที่อื่นบนแผ่นดินหมิง ของเขาที่นี่ร้อยคนเป็นหนึ่งกองร้อย พันคนเป็นหนึ่งกองพัน สามพันเป็นหนึ่งค่าย รวมสังกัดใต้นายกองพันใหญ่ แต่กองกำลังหู่เวยมีแค่หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วย ดังนั้นหัวหน้าหน่วยกองกำลังหู่เวยก็สถานะเทียบเท่ากับนายกองพันใหญ่

จะว่าไป แม้ว่านายกองพันใหญ่เมืองจี้โจวคุมกำลัง 3,000 นาย แต่หัวหน้าหน่วยกองกำลังหู่เวยคุมกำลัง 1,600 นาย

ทว่าทหารชายแดนกับทหารกองกำลังสังกัดวังหลวงก็ต่างกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าหลี่หู่โถวและพวกถานปิงเป็นขุนนางด้วยการแต่งตั้งจากพระหัตถ์ฮ่องเต้ว่านลี่โดยตรง สถานะย่อมสูงส่งต่างกันลิบลับ

หวังทงสังเกตเห็นว่า ตอนนายทหารเมืองจี้โจวเดินเข้าค่าย ทุกคนมองมายังกระถางไฟนี้แล้วขมวดคิ้ว สาเหตุหวังทงก็พอเดาได้ บางทีอาจรู้สึกว่าหวังทงฟุ่มเฟือย

ในการเดินทัพ คนม้าภาระจำกัด ของที่นำมาต้องเพื่อการรบเท่านั้น กระถางไฟให้ความอุ่น ยังมีโต๊ะรองและพรมอีก ถึงกับวางอยู่บนโต๊ะอีก รู้สึกว่าไม่ใช่ออกรบ เหมือนว่ามาเดินเล่น อย่างน้อยถ้วยน้ำในสนามรบที่ต้องเป็นทองแดงโลหะหรือไม้ ที่นี่กลับเป็นกระเบื้อง ช่างเหลวไหลสิ้นดี

ฉีอู่ไปเคลื่อนกำลังพลมา ชีจี้กวงจัดการไว้ก่อนหน้าแล้ว ทหารเมืองจี้โจวล้วนพอรู้กำหนดการเดินทัพครานี้มาบ้าง ได้เตรียมการออกรบหนักมาพร้อมแล้ว แต่พอเห็นหวังทงท่าทีสบายๆ ในใจก็อึดอัดขัดข้อง ขุนนางหนุ่มอายุน้อย ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เจ้าเห็นการรบการสงครามเป็นอะไรกันแน่

“ทุกท่านเชิญนั่ง!”

หวังทงยิ้มผายมือเชื้อเชิญ ขุนพลสิบกว่านายจากเมืองจี้โจวคำนับแล้วก็นั่งลง ในใจเขาคิดอย่างไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หวังทงทำอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง รั้งทัพใหญ่พวกนอกด่านที่กู่เป่ยโข่วไว้ และยังสังหารพวกนอกด่านล้มตายมากมายเรื่องนี้ทุกคนในเมืองจี้โจวล้วนรู้ดี ขุนนางบู๊แบ่งแยกระดับชั้นกันง่ายมาก ก็คือผู้ใดมีผลสำเร็จการรบมากกว่า เรื่องนี้หวังทงพอจะทำให้พวกเขายอมลงให้

“ตอนนี้ทัพใหญ่ออกนอกด่าน ใกล้จะออกพ้นรัศมีแผ่นดินหมิง ทหารเราแบ่งเป็นสามกอง หนึ่ง กองกำลังสังกัดวังหลวง กองกำลังหู่เวย หนึ่งทหารเมืองจี้โจว หนึ่งทหารม้าเมืองต้าถง แต่ละกองมีคำสั่งของแต่ละกอง บังคับกันตามระเบียบทัพตน ไม่เป็นหนึ่ง ย่อมทำให้จังหวะการรบติดขัด อาจทำให้เกิดภัยใหญ่ได้ ในเมื่อข้ารับพระบัญชามาเป็นผู้บัญชาการเมืองต้าถง ออกปราบโจร เช่นนั้นขอทุกท่านก็ฟังคำสั่งข้าเป็นหลัก ทุกท่าน มีความเห็นใดหรือไม่?”

พอทุกคนนั่งลง หวังทงก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง นี่เหมือนเป็นเรื่องที่ควรเป็น แต่แผ่นดินหมิงเดินทัพจับศึกมา แต่ละหน่วยทหารล้วนไม่ประสานกัน แต่ละหน่วยมีนายทัพตน คำสั่งลงไป ไม่อาจปฏิบัติได้ตามสั่ง หรืออาจทำให้เกิดผลผิดไปจากที่สั่ง ย่อมทำให้พ่ายศึก

หวังทงในฐานะผู้แทนพระองค์ ผู้บัญชาการเมืองต้าถง แต่อายุยังน้อย ประสบการณ์น้อย พวกทหารที่ผ่านสมรภูมิมานานเกรงว่าจะไม่อาจยอมรับได้

กองกำลังออกรบที่ผ่านมา ขุนนางบุ๋นนำกำลังมักจะแกล้งทำเลอะเลือนเรื่องพวกนี้ ทำเป็นไม่เห็นความขัดแย้งและการปะทะกันของลูกน้องพวกนี้ หรือบางทีอาจแอบจัดการส่วนตัว หากหวังทงไม่ทำเช่นนั้น กลับเอ่ยจัดการเรื่องนี้โดยตรง

หลี่หู่โถวและถานปิงลุกขึ้นคำนับ กล่าวว่า

“คำสั่งดุจขุนเขา พวกข้าน้อยไม่กล้าละเลย แม่ทัพใหญ่สั่งการได้ทุกเมื่อ”

นำทัพใหญ่ออกนอกด่าน หวังทงฐานะผู้บัญชาการเมืองต้าถงกับผู้แทนพระองค์ ย่อมรับคำเรียกขานแม่ทัพใหญ่ได้ รองแม่ทัพเมืองจี้โจวหยางจิ้นหันไปสบตากับบรรดานายกองพันในสังกัดจี้โจว มองไปทางฉีอู่ที่คำนับหวังทง ก็จึงพากันคำนับกล่าวว่า

“แม่ทัพใหญ่สั่งการได้ทุกเมื่อ!”

ทหารม้าเมืองต้าถง 1,900 นายคุมโดยนายกองพันคนหนึ่ง ชื่อว่าหม่าหย่ง ที่แท้เป็นนายทหารตระกูลหม่า ตอนนี้ยังเรียกหม่าต้งว่านายน้อย เรียกหม่าฟางว่านายท่าน

เขามาหลังหลี่หู่โถวออกไป ก่อนหม่าหย่งได้รับคำสั่งหม่าต้ง หม่าต้งกล่าวว่า

“ข้าสู้น้องรองไม่ได้ วันนี้เกรงว่าไม่มีอนาคตอันใด พวกเจ้าติดตามข้า เกรงว่าคงได้แค่นี้ แต่ตอนนี้โอกาสมาแล้ว ใต้เท้าหวังไม่ธรรมดา ขอเพียงติดตามใต้เท้าหวัง วันหน้าพวกเราไม่ต้องกังวลอันใดแล้ว ทหารใต้เท้าหวังต้องการให้ทำอันใดก็ทำไป เจ้าอย่าเสียดาย อย่ากลัวตาย ขอเพียงใต้เท้าหวังเห็นพวกเราเป็นคนกันเอง วันหน้าอันใดก็ล้วนคุยกันได้หมด!!”

แม่ทัพใหญ่เมืองเซวียนฝู่หม่าฟางมีบุตรชายสองคน หม่าหลินเป็นผู้มีความสามารถเป็นขุนพลใหญ่ได้ ตอนนี้เป็นรองแม่ทัพที่เมืองเหลียวโจว หม่าต้งเดิมเป็นเพียงที่ปรึกษาการทหาร แต่เพราะเมืองต้าถงเกิดเหตุร้านหย่งเซิ่งก่อเรื่อง จึงเป็นโอกาสให้เขาได้เข้ามา สองคนล้วนเป็นรองแม่ทัพชายแดน แต่สถานะกลับไม่เท่ากัน

ตระกูลหม่าที่ทหารในสังกัด 2,000 นาย หม่าฟางแบ่งให้บุตรชายสองคน ส่วนหนึ่งติดตามหม่าหลินไปรุ่งเรืองที่เมืองเหลียวโจว ติดตามหม่าต้งมาซวยที่เมืองต้าถง หม่าต้งกล่าวเช่นนี้ หม่าหย่งก็ย่อมรู้อยู่โดยไม่ต้องกล่าวมาก

ขุนพลในกระโจมต่างคำนับยอมรับ หวังทงสบตากับไช่หนาน พยักหน้า ยิ้มกล่าวว่า

“ตอนนี้พวกเรามองกลับไปยังเห็นกำแพงเมือง พรุ่งนี้ตั้งทัพ ก็เรียกได้ว่าออกไปโดดเดี่ยวไม่เห็นกำแพงเมืองแล้ว พื้นที่ศัตรู อันตรายรอบด้าน พวกเราไม่ระวังเพียงนิด ก็คงต้องม้วนตัวหอบเสื่อหนีกลับกันแล้ว”

ขณะที่พูด คนที่นั่งอยู่มีทั้งทหารเมืองจี้โจว ทหารกองกำลังหู่เวยกับทหารเมืองต้าถงก็พากันแนะนำตัวกัน หวังทงกล่าวต่อว่า

“ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ หยางจิ้นเป็นรองแม่ทัพ ทหารราบเมืองจี้โจว ให้ข้าบัญชาการ หยางจิ้นถ่ายทอดคำสั่ง กองกำลังหู่เวยและทัพม้าแต่ละหน่วยอยู่ใต้คำสั่งข้า อีกสักครู่จะมีป้ายทองแดงแจกให้ทุกค่าย รับคำสั่งดำเนินการทันที!”

เมื่อครู่สถานะแม่ทัพใหญ่หวังทงเป็นที่ยอมรับแล้ว จัดการครั้งนี้ก็ย่อมเหมาะสม ทุกคนคำนับรับคำสั่ง นายกองพันทัพม้าเมืองจี้โจวจางเหล่ยเป็นชายร่างเตี้ยอายุราว 40 สีหน้าเคร่งเครียด หัวหน้าทัพม้าหม่าซานเปียวเหมือนกันกับเขานั่งอยู่ตรงข้าม จางเหล่ยเห็นแล้วไม่ถูกชะตา

เพราะหม่าซานเปียวแม้เป็นชายองอาจ แต่ในที่ประชุมกองทัพนี้ กลับทำท่าทางไม่สนใจอันใดทั้งสิ้น ถึงกับเอาแต่ หาว คิดถึงตอนที่เข้ามาถึงสังเกตดู ทุกคนในกองกำลังหู่เวยช่างทำเหมือนเรื่องเด็กเล่น คนเช่นนี้ ทัพเช่นนี้ จะไปสู้รบได้อย่างไร เสียแรงที่แม่ทัพชีฝากความหวังเอาไว้

“สายสืบทุ่งหญ้านอกด่านมีมากราวกับขนวัว ที่ช่องเขาสังหารพยัคฆ์เกรงว่าก็คงเช่นกัน คืนนี้ทำเหมือนยามรบ แต่ละค่ายจัดทหารเวรยามอย่าได้ละเลย ทัพม้าก็ส่งคนออกไปลาดตระเวน หากมีสายสืบมองโกลเข้าใกล้ก็จับสังหารทิ้งให้หมด”

นี่ล้วนเป็นการจัดการตามธรรมเนียมการรบปกติ รอทุกคนออกไป หยางจิ้นอยู่ต่อ หวังทงเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า

“รองแม่ทัพหยาง กองเสบียงทัพใหญ่เราขอมอบให้พวกท่านดูแลด้วย!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!