Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 741

ตอนที่ 741 ชายแดนเหนือเคลื่อนไหว

หวังทงนำกองกำลังเดินทางมาบนทุ่งหญ้านอกด่านได้สามวันแล้ว ความจริงตั้งแต่บ่ายวันที่สองมา พวกสายสืบมองโกลก็เริ่มมากันมากขึ้นแล้ว

รอบๆ บริเวณที่สูงมีทหารม้าล้อมรอบการเดินทางกองกำลังอยู่ตลอดเวลา สองฝ่ายระยะห่างกันไกล แม้ว่าคิดจะสังหารทิ้งก็ไม่มีทางทำได้ ได้แต่ขับไล่ให้ออกไปไกลอีกหน่อยเท่านั้น อันนี้พอทำได้

ทัพม้าเมืองจี้โจว 2,000 ทัพม้ากองกำลังสังกัดวังหลวง 1,000 ทัพม้าเมืองต้าถงก็เกือบ 2,000 รวมทหารม้าเกือบ 5,000 พอที่จะตั้งเป็นกำบัง แต่ทหารเมืองต้าถงติดต่อไปมากับเผ่าอันต๋าและบรรดาทุ่งหญ้านอกด่านมากไป พวกนอกด่านวางสายไว้ตามเมืองต้าถงก็มากเกินไป การเคลื่อนไหวใหญ่เช่นนี้ จึงไม่อาจเล็ดรอดสายตาพวกทางนั้นได้

ดังนั้นการเดินทัพจึงไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอันใด พอออกจากเมืองต้าถง ในเมื่อต้องปราบปรามกองโจรม้า ก็ย่อมตองไปยังพื้นที่ที่กองโจรม้าออกปฏิบัติการปล้น ทัพหวังทงตอนนี้มีเป้าหมายเดินทางเช่นนี้

พอมาวันที่สาม ถึงกับมีกำลังพันนายมาล้อมจับตามองอยู่ไกลๆ ทัพหวังทงออกเดินทางตามปกติ มุ่งไปยังตอนเหนือไม่หยุด สายสืบข่าวพวกนอกด่านก็ย่อมเคลื่อนกำลังติดตามมาด้วย

ตอนกลางวัน ทัพหวังทงหยุดพักกินอาหาร ไม่ได้ตั้งค่ายกระโจม พอออกเดินทางต่ออีกรอบ สายลืบพวกนอกด่านรอบๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวตาม

สายสืบส่วนใหญ่ล้วนขี่ม้าตะบึงขึ้นเหนือล่วงหน้าไปก่อน ส่วนน้อยที่คิดจะเข้ามาใกล้อีกหน่อย กำลังพันนายกองนี้กดดันเข้ามาใกล้

รอบๆ ทัพหวังทงก็ย่อมมีทหารม้าตนเองคอยอารักขาเช่นกัน พอสองฝ่ายระยะห่างไม่มาก ทหารม้าเผ่าอันต๋าแต่ไรมาก็ดูถูกทหารเมืองต้าถงอยู่แล้ว พวกเขารู้สึกว่าทหารหมิงไม่กล้าทำอันใด พวกนอกด่านที่ใจกล้าก็ย่อมเคลื่อนไหวเข้าใกล้เย้าแหย่หาเรื่องพวกทหารม้าหมิง

ทหารม้ารอบนอกเป็นกองกำลังสามค่ายผสมเช่นเดิม ทหารม้าเมืองจี้โจวยังยั้งมือไม่ทำการรุนแรง ทหารม้าต้าถงก็เช่นกัน อย่างไรพวกเราได้รับคำสั่งมาว่าปราบปรามกองโจรม้า กำราบพวกนอกด่าน ไม่ใช่เปิดศึก หากทำการรุนแรงเกิดกว่าเหตุ อาจทำให้เบื้องบนตำหนิได้

ทหารม้ากองกำลังหู่เวยกลับไม่สนใจ เขาไล่สังหารบนทุ่งหญ้านอกด่านมาหลายเดือน ทหารม้าพวกนอกด่านเป็นเหมือนแพะเหมือนสุกรในสายตาพวกเขา เข้าใกล้มาหาเรื่องถึงว่ามารนหาที่ตาย ไม่เพียงแต่ทหารม้าหู่เวยคิดเช่นนี้ แม้แต่พวกทหารม้าต้าถงที่ตามทหารม้าหู่เวยออกปฏิบัติการมาหลายเดือนก่อนหน้าก็คิดเช่นกัน

ระยะห่างพอสังหารได้ สายสืบนอกด่านยังมาหาเรื่องก่อน ทางนี้ก็ย่อมคว้าธนูน้าวพร้อม บ้างก็ทะยานม้าเข้าใส่เปิดศึกอาวุธโจมตีทันที

ระยะห่างไม่มาก แต่ยังไม่เกรงกลัวเช่นนี้ พอทหารม้าหมิงทะยานเข้าใส่ คิดจะหลบหนีก็สายไปเสียแล้ว ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมา ก็ตกม้าไปหลายสิบนาย

ทางนี้ลงมือ ทางอื่นก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องยั้งมือ ทหารม้าเมืองจี้โจวกับทหารม้าเมืองต้าถงบุกเข้าใส่แล้ว อีกฝ่ายไม่ทันป้องกัน มีสายสืบพวกนอกด่านหนีไปได้ไม่มากนัก

พอสังหารเสร็จ ก็ยังตื่นเต้นอยู่ย้าง เพราะว่าการเปิดศึกนี้ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากแม่ทัพใหญ่ ทหารม้ากองกำลังหู่เวยลงจาหลังม้าเข้าไปค้นศพทหารนอกด่าน ไม่สนใจเก็บหัวเก็บเครื่องหมายมารับรางวัล หากกลับเก็บแต่เงินทองของมีค่า ทหารเมืองจี้โจวกำลังมองอย่างดูแคลน ก็เห็นทหารม้ากองกำลังสังกัดวังหลวงส่งเงินให้หัวหน้ารวบรวมเก็บเข้าค่าย

ไม่นาน กองทัพก็เดินหน้าต่อไป มีทหารติดตามหวังทงนายหนึ่งขี่ม้าเข้ามา ตะโกนขึ้นว่า

“ได้ชัยมา นับศีรษะรับรางวัล แม่ทัพใหญ่มีรางวัล!!”

ทหารม้าทุกคนที่สังหารศัตรูได้ล้วนได้รับหัวละเหรียญ กฎระเบียบนี้ ทหารม้าเมืองจี้โจวกับเมืองต้าถงไม่ได้เห็นครั้งแรก เป็นเหรียญกลมราวขนมเปี๊ยะหนักหนึ่งตำลึง รูปร่างได้สัดส่วน ความหนาพอดี เป็นก้อนกลมได้มาตรฐาน มีอักษรคำว่า “รางวัล” นูนเด่นออกมา

ทุกคนรู้สึกแปลกใหม่ และยังรู้สึกว่ามีทหารแม่ทัพใหญ่ออกมาประกาศชื่อ ได้หน้าอยู่มาก ในใจก็รู้สึกภาคภูมิใจ

หวังทงเหมือนกับทุกทีที่เดินทัพ ล้วนนั่งอยู่บนรถม้าที่สูงสุด แม้ว่าอากาศหนาว เขาก็ยังทำเหมือนเดิม มองทหารถ่ายทอดคำสั่งออกไปตะโกนรอบกองทัพก็ยิ้มพึมพัมกับตนเองว่า

“แต่นี้ไป เริ่มเปิดศึกแล้ว!”

**************

ทุ่งหญ้านอกด่านในหน้าหนาว ชาวเลี้ยงสัตว์กับทหารม้ามีกิจกรรมให้ทำไม่มาก เพราะว่ากองพันที่ส่งออกมาคราวก่อนถูกทำลายไม่เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว ดังนั้นเผ่าอันต๋าจึงต้องส่งทัพใหญ่ออกค้นหาตัวกองโจร

แต่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อย่างมาก ทหารม้าแต่ละหน่วยก็ได้แต่แบ่งกำลังออกเป็นร้อยหรือสองสามร้อยออกกระจายค้นหาสี่ทิศ แม้ว่าทหารทุ่งหญ้านอกด่านมีนับหมื่นแต่ก็ต้องกระจัดกระจายยิ่ง

พวกกองที่แยกมาร้อยหรือสองสามร้อยพวกนั้น ทหารหวังทงราว 5,000 ปรากฏเบื้องหน้า ก็ไม่อาจสู้ได้ เพราะการเคลื่อนไหวของกองโจรอยู่ทางตะวันออก ทหารม้านอกด่านหมื่นนายนี้จึงออกมาเคลื่อนไหวทางตะวันออกของเมืองกุยฮว่าเฉิง ทัพหวังทงเดินทางไปในทิศทางขึ้นเหนือจึงไม่ได้ส่งผลกระทบกันสักเท่าไร

เผ่าอันต๋าแม้ว่าแข็งแกร่ง แต่ใช่ว่าสามารถส่งกำลังหมื่นนายออกมาได้ตลอดเวลา ทหารม้าเคลื่อนไหวมากมายเช่นนี้ ย่อมต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก หากเน้นไปทางตะวันออก อีกทางก็ย่อมไม่อาจเปิดศึกได้

และตอนหวังทงนำทัพออกนอกด่านมา ก็แสดงตัวชัดเจนว่าครั้งนี้ทัพใหญ่มาเพื่อปราบปรามกองโจรม้าและกำราบพวกนอกด่าน ตามที่ทหารแผ่นดินหมิงเคยเป็นมา หวังทงแสดงท่าทีเช่นนี้เกรงว่าก็หมายความว่าไม่ใช่บอกกับฝ่ายตนเท่านั้น แต่ยังบอกไปยังเผ่าอันต๋าบนทุ่งหญ้านอกด่าน การนำทหารออกนอกด่านครานี้ไม่ใช่เพื่อมาล่วงเกินเผ่าอันต๋า อย่าได้เคร่งเครียดกันเกินไป

แต่พอออกนอกเมืองต้าถงมาได้วันสองวัน ตามหลักเขตร่วมกันสองฝ่าย ไม่ว่าอีกฝ่ายทำอันใดก็ควรออมชอมกันบ้าง

เหตุผลต่างๆ นานา ทำให้พวกเผ่าอันต๋าไม่ได้ระวังตัวกับทัพหวังทงมากพอ หรือถึงขึ้นไม่ได้จัดกำลังมาเพียงพอ เพียงแค่ส่งคนมาดูลาดเลาตามปกติเท่านั้น

ทัพหวังทงเดินทางขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ ระยะทางสองวันเดินทางก็ยังพอยอมได้ แต่วันที่สามตอนกลางวันก็พ้นเขตออมชอมแล้ว แต่ทว่าพวกทุ่งหญ้านอกด่านกลับไม่รู้จักขอบเขต ไม่มีคนสนใจเขตแดนที่ชัดเจน สายสืบพวกนอกด่านยังมาเข้าใกล้จับตาดูแน่นหนาพร้อมยังเย้าแหย่หาเรื่องทหารหมิง

พอพวกหวังทงเริ่มเปิดฉากสังหาร เจตนาของทหารหมิงก็เรียกได้ว่าชัดเจนแล้ว จะต้องกลับไปรายงานเมืองกุยฮว่าเฉิง รายงานด่วนขั้นวิกฤตว่าพวกทหารหมิงมาร้ายแล้ว

แม้เกิดเหตุคนตาย แต่ถึงตอนนี้ ทหารเผ่าอันต๋าก็ยังคงไม่ได้เคร่งเครียดอันใด ทหารหมิงย่อมเลอะเลือนจึงได้มาถึงทุ่งหญ้านอกด่านนี้ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าผู้กล้าทุ่งหญ้านอกด่านไม่สนใจสนธิสัญญาที่ให้ไว้เดิม พอดีอาศัยจังหวะนี้เปิดศึกเสียเลย

ลองคิดดูห้าสิบปีก่อนมาถึงตอนนี้ ผู้กล้าเผ่าอันต๋าบุกปล้นแผ่นดินหมิงหลายครั้ง หรือถึงกับบุกไปถึงเมืองหลวงที่ฮ่องเต้หมิงประทับ ตอนนี้คงมีโอกาสได้เปล่งประกายผู้กล้าอีกคราแล้ว

***********

เมื่อมั่นใจเจตนาทหารหมิง สายส่งข่าวก็รีบเร่งม้าเร็วไปยังเมืองกุยฮว่าเฉิง เมื่อก่อนข่าวการทหารหมิง อย่างมากสุดก็คือคนสนิทข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงนามว่าต๋าหลูฮวาชื่อรับไว้ แต่ครั้งนี้จะต้องรายงานให้ถึงมือข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงให้ได้

กองกำลังฝ่ายขวาเมืองต้าถงออกจากช่องเขาสังหารพยัคฆ์มาถึงระยะทางอีกสี่ร้อยลี้ก็จะถึงเมืองกุยฮว่าเฉิง ม้าเร็วรายงานต้องใช้เวลาสองสามวัน ทหารส่งข่าวเข้าเมืองมาไม่ใช่แค่คนเดียว พอเข้ามาถึง ก็มุ่งตรงไปยังพระราชวังของข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงทันที อีกคนย่อมไปอีกทิศทางหนึ่งของเมือง

ในเมืองกุยฮว่าเฉิง ศูนย์กลางทุ่งหญ้านอกด่านตอนนี้ มีเพียงคนผู้หนึ่งที่สามารถคานอำนาจกับเซิงเก๋อตูกู่เหลิงในวังได้ แม้ว่านางกับข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงอยู่ด้วยกัน แม้ว่าในนามจะเป็นมเหสีของข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิง นางก็คือมเหสีสาม

ข่าวทหารหมิงขึ้นเหนือมา ทหารม้าย่อมส่งรายงานฉบับหนี่งให้ท่านข่าน และอีกฉบับส่งไปทางมเหสีสาม

แผ่นดินหมิงบุกเหนือคราก่อน ก็หลายปีมาแล้ว พอต๋าหลู่ฮัวชื่อได้ข่าวด่วนนี้มาก็อึ้งไปนาน ก่อนจะนึกอยู่นานจึงคิดได้ว่าน่าจะเป็นเมื่อสามสิบปีก่อนก่อนตั้งแผ่นดินหมิง

ทหารเกือบสามหมื่นมุ่งมายังเมืองกุยฮว่าเฉิง แม้ว่าทหารม้าเร็วมาไม่ได้หยุดพัก ข่าวมาถึงเมืองกุยฮว่าเฉิงตอนนี้ ทหารหมิงก็น่าจะห่างจากเมืองกุยฮว่าเฉิงอีกไม่ถึงห้าวันเดินทางแล้ว

ตามเส้นทางน่าจะมีทหารห้าพันของแม่ทัพน่าเหยียนเฝ้าอยู่ แต่กำลังน่าจะห่างกันมาก ความมั่นใจที่จะเอาชนะทัพหมิงนั้นไม่มาก มีความเป็นไปได้ว่าต้านไม่อยู่ ห้าพันนายนั่นถูกตีพ่าย เมืองกุยฮว่าเฉิงก็ไม่มีด่านหน้ากำลังพอเพียงมาต่อสู้แล้ว จำเป็นต้องแจ้งท่านข่าน

ต๋าหลู่ฮัวชื่อเดินมาตามระเบียงทางเดินในวัง ก็ยังคิดถึงว่าทหารม้าน่าเหยียน ไห่รื่อกู่จะสู้ทหารหมิงได้หรือไม่ หากว่าได้ เกรงว่าเมืองกุยฮว่าเฉิงคงได้มี ไซ่ต๋าเท่อ เพิ่มอีกคนแล้ว ไซ่ต๋าเท่อก็คือตำแหน่งเรียกขานที่มีบรรดาศักดิ์สูงสุดของชาวทุ่งหญ้านอกด่าน ตอนนั้นข่านอันต๋าคนก่อนมอบให้ข่านเผ่าฉาฮาเอ่อไปคนเดียวเท่านั้น……มาถึงตอนนี้ เขายังไม่ได้เคยเห็นว่าทหารหมิงจะเป็นปัญหาใหญ่อันใด

ข่านเผ่าอันต๋าคนก่อนจากไปในวัยเกือบเก้าสิบ โอรสองค์โตก็คือข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงอายุ 60 ต้นๆ จึงได้เป็นข่านเหมือนคนอื่นๆ เขากำลังเข้มแข็งและเก่งกล้ากว่าชาวมองโกลส่วนใหญ่ ตอนนั้นเผ่าอันต๋ามีสนธิสัญญากับแผ่นดินหมิง ข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงคิดมาตลอดว่าจะทัพลงใต้ สร้างความยิ่งใหญ่ให้เหมือนกับเจงกิสข่านในวันนั้น แต่ข่านเผ่าอันต๋ากลับพอใจอยู่กับการค้ากับแผ่นดินหมิง และการปล้นเป็นบางคราเท่านั้น

พอเซิงเก๋อตูกู่เหลิงขึ้นสู่ตำแหน่ง อายุก็มากแล้ว เริ่มชมชอบสตรีอ่อนเยาว์และชอบสุราและความบันเทิงสำราญแบบชาวซีอวี้ทางตะวันตก เริ่มนับถือพระต่างชาติ เพื่อให้ตนเองมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีกหน่อย และมักจะเหนื่อยง่าย ตอนต๋าหลู่ฮัวชื่อขอเข้าเฝ้า เขากำลังนอนในอ้อมกอดของสนมคนโปรด

แต่ข่าวนี้ก็ทำให้เซิงเก๋อตูกู่เหลิงโมโหหนักเหมือนเดิม การใช้ชีวิตท่ามการการทหารมานานทำให้เขาพอวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้ได้

คำสั่งเคลื่อนกำลังรบ ทหารเผ่าอันต๋าแต่ละกองเริ่มเรียกกำลังพลมารวมกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!