Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 746

Ong
BC

ตอนที่ 746 คลื่นซัดหินพัง

“แม่ทัพใหญ่ รองแม่ทัพหยางถามว่า แม่ทัพใหญ่ต้องการให้ส่งทหารมาช่วยไหม!?”

C

ทหารม้าพวกนอกด่านกลุ่มใหญ่เคลื่อนไหว ย่อมอยู่ในสายตาทหารหมิงทัพใหญ่ แต่ทัพรถศึกหยุดนิ่งในตำแหน่งแล้ว การจะเปลี่ยนรูปขบวนไม่ค่อยเป็นไปได้สักเท่าไร หากทำเท่ากับทำให้ตนเองชุลมุนเอง

เทคนิคการรบของรถตู้ม้าเมืองจี้โจว ก็คือในรถมีทหารม้ารอคำสั่งอยู่ เอาไว้ตีโต้และไล่ล่า ทัพทหารสามหมื่นนาย พอมีรถมาด้วยก็แถวยาวมาก ทัพม้าวิ่งไปมาอย่างไรก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

แต่มองจากมุมนอกแล้ว รองแม่ทัพมาถามแม่ทัพใหญ่ว่าต้องการให้ช่วยไหม ก็เป็นเรื่องน่าแปลกยิ่ง

“ไม่ต้อง รักษาทัพตนเองให้ดีก็พอ!”

หวังทงจับตามองทหารม้าพวกนอกด่านจากที่สูง ตะโกนเสียงดังลงมา ไห่รื่อกู่คิดได้ดี ออกมาสู้กับทหารม้าดุเดือด ทุกคนก็จะมัวแต่สนใจที่นี่ หากอาศัยจังหวะนี้โจมตีท้ายขบวนทัพหมิง ก็ย่อมมีโอกาสมาก

“หม่าหย่ง!”

“ขอรับ!”

“เจ้านำกำลังไปเตรียมพร้อม รอคำสั่งข้า จะต้องออกรบแล้ว!!”

“……รับคำสั่ง!!”

ทหารม้าด้านนอกราว 4,000 นาย ตอนนี้หวังทงสามารถใช้ออกไปรบได้ก็คือทหารม้าเมืองต้าถงสองพันนาย

ทุกคนคิดว่าควรได้เวลาออกรบแล้ว ให้ทหารม้าเมืองต้าถงมารวมกัน ทหารแต่ละคนเริ่มส่งเสียงดัง ในใจคิดว่าพวกนอกด่านมากมาย หากให้พวกเขาไปตาย จะไปหรือไม่ไปดี หรือว่าพอออกไปรบ ก็วิ่งหนีไปเลยดี คิดไปต่างๆ นานา

หม่าหย่งกำลังชั่งใจ นายเขาหม่าต้งสั่งไว้ว่า ไม่ต้องกังวลล้มตาย ขอเพียงให้หวังทงพอใจ แต่จะให้น้อยรบมาก ให้ออกไปสู้กับพวกข้างนอกรับไม่ได้จริงๆ

คิดไม่ถึงว่าคำสั่งหวังทงกลับเป็น ‘ไล่ล่า’ ไม่ใช่ ‘รับศึก’ ก็คือไม่จำเป็นต้องออกศึกตอนนี้ ก็รู้สึกเบาใจลง ลังเลครู่หนึ่ง ก็รับคำสั่งเสียงดัง

หวังทงได้ยินเสียงเอะอะดังค่อยๆ หยุดลง อดไม่ได้ยิ้มเยียบเย็น ตะโกนขึ้นว่า

“หลี่หู่โถว ถานปิง นำพลปืนไฟกองกำลังหู่เวยออกต้านศึก มู่เอินไม่ต้องใช้ปืนใหญ่กระสุนสามชั่ง ปืนใหญ่ยิงได้แค่รอบเดียว!”

ขุนพลที่หวังทงขานชื่อต่างขานรับคำพร้อมเพรียง พวกมืองจี้โจวกับเมืองต้าถงมองการเคลื่อนไหวกองกำลังหู่เวย รถใหญ่สองคันถูกลากออกมา พลปืนไฟก้าวออกมาหลายนาย ปืนใหญ่ปากกระบอกไม่ใหญ่ก็ถูกลากออกมาด้วย

เมืองจี้โจวเห็นได้ เมืองต้าถงก็เห็น ไม่ว่าหัวหน้าทหารหรือพลทหาร แต่ละคนล้วนตาโตอ้าปากค้าง รบกับพวกนอกด่าน มีรถใหญ่เป็นกำบังเจ้าไม่ใช้ แอบยิงอยู่ด้านหลังก็ได้ ทหารจะได้มั่นใจ ไม่จำเป็นต้องให้คนเข้าใกล้แล้วก็ยิงมั่วเหมือนที่เป็นมา

หากปืนไฟใช้ไม่ได้ผล ยังมีพลทวนยาวยันไว้ และในค่ายรถศึก ทหารราบเมืองจี้โจวก็สามารถออกมาช่วยได้ตลอดเวลา เจ้าปล่อยพลปืนไฟออกไป ใช่ว่าส่งเข้าปากพวกทหารม้านอกด่านหรือนี่? แม่ทัพใหญ่หนุ่มน้อยผู้นี้ปกติดูแล้วก็ทำการรอบคอบ ในเรื่องนี้กลับเลอะเลือนเช่นนี้ได้อย่างไร

หม่าหย่งเคลื่อนม้าขึ้นหน้ามาสองก้าว ตะโกนเรียกทหารติดตามมาสองนายกระซิบสั่งการไปว่า

“ให้พี่น้องเราจับตาดูรอบนอกไว้ หากมีอันใดไม่ถูกต้อง พลปืนไฟด้านนอกใช้การไปแล้ว เดาว่าใต้เท้าผู้แทนพระองค์ก็ย่อมลน พี่น้องเราอย่างไรก็ต้องอุดช่องว่างนั่นไว้ ไม่เช่นนั้น ชีวิตพวกเราก็คงรักษาไว้ไม่ได้!”

พูดได้รุนแรง เกี่ยวพันถึงชีวิตทุกคน ทหารพวกนั้นก็เหมือนไม่ลังเล ล้วนพยักหน้าแรง หยางจิ้นเมืองจี้โจวก็ตามนายกองพันมานายหนึ่งกระซิบสั่งการไป

มีเพียงหวังทงที่ดูไม่เคร่งเครียด ไช่หนานที่เอาแต่อยู่ในรถก็ออกมายืนมอง มองไปยังสนามรบ ยามนี้ไม่รู้มีคนมากมายเท่าไรแอบด่าในใจกัน ‘แม่ทัพใหญ่อายุน้อย ขันทีคุมกำลังก็อายุน้อย นี่จะทำให้พวกเราทุกคนไปตายกันแน่เลย!’

มีบางคนมองเห็นพลปืนไฟด้านนอกจัดสิบแถวอย่างรวดเร็ว ในใจก็เสียดาย ชายฉกรรจ์ฝีมือดีมากมายนับพัน ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนได้กลับมา

กองกำลังหู่เวยเริ่มแรกมีพลปืนไฟค่ายเดียว ก็แค่สองร้อยนาย หลังชัยชนะยิ่งใหญ่ด่านกู่เป่ยโข่วอย่างเจ็บปวด สรุปบทเรียนต่างๆ ก็ขยายพลปืนไฟเป็นสามค่าย แต่ละหน่วยมี 600 นาย ตอนนี้ด้านนอกมีพลปืนไฟ 1,200 นาย ยังมีนายกองร้อยประจำค่าย ถานปิงก็ออกไปบัญชาการ

ปีกขวาพลปืนไฟ นายกองร้อยกองปืนใหญ่มู่เอินนำปืนใหญ่กระสุนหนึ่งและสองชั่งสิบกระบอกออกไปเตรียมการ ปืนใหญ่ขนาดเล็กใช้แรงคนแค่สามสี่คนเข็นไป ไม่ต้องการคนมาก

ทหารหมิงไม่ถึง 1,300 เป็นทหารราบ มารวมกันอยู่ก็ไม่เรียกว่ามาก แน่นอนออกมาเผชิญหน้ากับทัพใหญ่ทหารม้านอกด่านตรงหน้า

ทหารม้าพวกนอกด่านตรงหน้าเกือบ 4,000 เปล่งรัศมีกดดัน ทหารม้าพวกนอกด่านเดิมอยู่ด้านแสงอาทิตย์ไม่แยงตา เช่นนี้ย่อมทำให้คนรู้สึกอย่างหนึ่งว่าทหารม้าพวกนอกด่านจะไม่โจมตีในทิศทางโต้แสงตะวัน แต่ครั้งนี้ไห่รื่อกู่กลับหันไปทางอีกฝั่งกองทัพหมิง

และเขามิได้สนใจค่ายรถศึก หากทุ่มกำลังมาอยู่ที่กองกำลังหู่เวยที่เรียงแถวอยู่ พอเห็นทัพกองกำลังหู่เวยมีทหารกรูกันออกมา ไห่รื่อกู่อดดีใจไม่ได้ ทหารหมิงช่างชะล่าใจ หลายปีก็ยังเป็นเช่นนี้ ดูท่าแล้วพวกที่ออกมาเรียงหน้ากระดานน่าจะเป็นกำลังที่เข้มแข็งที่สุดของทัพทหารหมิงนี้แล้ว!

“นักรบทุกคนที่สวมเกราะขึ้นหน้าไป เรียงแถวแนวยาวบุก!!”

ไห่รื่อกู่ตะโกนดัง แม้ว่าทัพเคลื่อนไหวกันไม่เร็วนัก แต่หลายพันนายขยับพร้อมกันย่อมส่งเสียงดัง มีเพียงทหารข้างกายได้ยินคำสั่ง พอได้ยินก็รีบวิ่งออกไปด้านหน้าอย่างเร็ว

ไม่นาน หวังทงบนหอสังเกตการณ์ก็เห็นทหารม้าพวกนอกด่านที่คลุมผ้าแดงสองนายด้านหน้าสุดเร่งความเร็วออกมาทหารม้าสองนายวิ่งมาด้านหน้าเป็นอักษรเลขหนึ่ง (ขีดยาวแนวขวาง) แน่นอน ไม่ใช่อักษรจีน ตามคาดพอวิ่งจบ ก็เห็นทหารม้ากระจัดกระจายตัวเริ่มเปลี่ยนรูปทัพ มีคนผ่อนกำลังม้าลง มีคนเคลื่อนม้าไปข้างหน้า ระยะห่างจากทัพทหารหมิงได้ 300 ก้าว ก็หยุดจัดทัพ

ช่วงเวลาที่หยุด ด้านหน้าเหมือนแบ่งเป็นสามกลุ่ม ดูเหมือน 30 คนหนึ่งแถว ทั้งหมด 10 แถว ก่อนจะหยุดลง เสียงเป่าแตรเขาสัญญาณดังขึ้น สามกลุ่มเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาก้าวไปได้ 20 -30 ก้าว ด้านหลังก็เริ่มขยับตาม

“พวกนอกด่านไม่เลว จัดทัพไม่นาน พักพักหนึ่งก็เริ่มเดินทัพต่อ ทำให้ศัตรูตรงหน้าไม่ทันตั้งรับ!”

หวังทงยิ้ม อยู่บนหอสังเกตการณ์หันไปมองสนามรบอีกทาง ทัพม้ากองกำลังหู่เวยของหม่าซานเปียว ไม่ว่ายุทโธปกรณ์หรือฝีมือความกล้าหาญ ประสบการณ์การรบหรือยุทธวิธีรบ ก็เหนือว่าพวกตรงหน้ามาก

ทัพม้าสองฝ่ายประจันบานกัน ตอนจัดทัพไม่ได้ถือโอกาสหนีเอาตัวรอด ย่อมต้องสู้ตาย แต่ท่ามกลางการล่าสังหารของทหารม้าชุดเกราะ พร้อมธนูด้านหลังที่มาราวห่าฝน ไหนเลยจะยังต้านรับไว้ แตกพ่ายอย่างรวดเร็ว ถูกทัพม้ากองกำลังหู่เวยสังหารแหวกทางแล้ว ทหารนายกองพันอีเล่อเต๋อในที่สุดก็ทานไว้ไม่อยู่ แตกพ่ายกระเจิดกระเจิง

ตอนวิ่งหนี ยังคงรักษารูปทัพแบบร้อยคนกับหลายสิบคนไม่ให้กระจัดกระจายได้ แต่ทหารม้าชุดเกราะหมิงที่แสนน่ากลัวมากนั้นไม่ได้ตามมา หากทหารด้านหลังกลับตีตลบไม่ให้ตั้งตัว

ทวนยาวกับธนูทหารม้า ทหารแตกพ่ายย่อมไม่อาจต้านทาน ตอนที่พวกเขาพบว่าหัวหน้าอีเล่อเต๋อของตนหนีไปแล้ว ขวัญทหารก็แตกกระเจิง ดังนั้นเมื่อไล่ล่าออกไปได้หลายสิบก้าวเท่านั้น ทัพทหารพวกนอกด่านก็ไม่อาจเรียกได้ว่าทัพแล้ว แตกไปคนละทิศทาง หนีให้เร็วให้ไกลได้เท่าไรยิ่งดี

หม่าซานเปียวแสยะยิ้ม ตวัดคมดาบเช็ดรอดเลือดปากกับพรมที่นั่งอยู่ไปมา จากนั้นก็ควักนกหวีดออกมาเป่าด้วยแรงเต็มกำลัง

เสียงนกหวีดยังไม่หยุด ทหารแต่ละค่ายก็มีเสียงหัวหน้าสั่งการดังมา

“จัดแถวให้เรียบร้อย!!”

“ตรวจกระสุน!!” “ตรวจเชือกไฟ!!” “ประทับปืนไฟ เตรียมพร้อม~~~”

เสียงดังกลบเสียงฝีเท้าทหารม้านอกด่านทิ่วิ่งกันอยู่ไปมา ทำให้รู้สึกจิตใจเริ่มตื่นตระหนก

ทหารเมืองจี้โจวมีนายทหารปีนขึ้นไปมองบนรถตู้ม้า ทหารเมืองต้าถงก็มีคนปีนขึ้นไปบนรถใหญ่ ทุกคนล้วนสังเกตการณ์การรบบนสนาม หากเกิดปัญหาใด เช่นนั้นย่อมต้องรีบออกไปรับมือเร็วที่สุด

ทหารม้าพวกนอกด่านแนวหน้าบุกมา แถวหน้าสองสามแถวไม่เพียงแต่ไม่ยิงธนู หากยังเอาแต่หลบหลังม้า กลับเอาแต่กวัดแกว่งดาบบนหลังม้า ตะโกนส่งเสียงดังโหวกเหวก เห็นได้ว่าเป็นการดูถูกทหารหมิงอย่างยิ่ง ไม่กลัวอาวุธปืนไฟพวกเขา

ปืนไฟทหารหมิงคงไม่อาจใช้การได้ดี ขอเพียงกดดันพวกเขาให้มากที่สุด พลปืนทหารหมิงก็ย่อมไม่สนใจอันใดยิงมั่วออกมาไม่หยุด พอบุกถึงหน้า กระสุนพวกเขาก็ยิงหมด ปากกระบอกแดงฉาน ไม่อาจยิงได้อีก ตอนนั้นก็ได้แต่วิ่งหนีแทนแล้ว

แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าพวกเขาจะร้องตะโกนอย่างไร พลปืนไฟที่เรียงแถวเรียบร้อยด้นหน้าก็ไม่ยิงสักที ยังคงรอคอยอย่างนิ่งสงบ

หัวหน้านายทหารพวกนอกด่านรู้สึกไม่ได้การ ใกล้เข้าระยะร้อยก้าวแล้ว อีกฝ่ายเหตุใดยังนิ่งอยู่ได้อีก

‘ปัง’ ดังขึ้น หัวหน้าทหารนอกด่านยินดียิ่ง ทหารหมิงทนไม่ไหวกดยิงแล้ว ปืนไฟที่ดีที่สุดก็แค่ระยะ 60 ก้าว ยังมีโอกาสล่อให้ยิงอีก……

พอคิดได้เช่นนี้ก็เห็นทหารด้านหน้าโงนเงนล้มลงทันที พวกทหารนอกด่านอดตกตะลึงไม่ได้ ถึงกับยิงโดน เหตุใดยิงระยะไกลเช่นนี้ยังโดน ตามมาด้วยเสียงปืนไฟดังระดมยิงมากลบความคิดพวกเขาไปสิ้น

ทหารม้าด้านหน้าตนร่วงหล่นเหมือนใบไม้ร่วง ค่อยๆ ร่วงจากหลังม้า มีม้าบางตัวก็ล้มลงด้วยเช่นกัน หยุดยั้งกองทัพทหารม้าทั้งกองเอาไว้ ปืนไฟไม่ใช่ว่าควรยิงได้ครั้งเดียวหรือ แต่ปืนไฟตรงหน้าเหมือนดังไม่หยุด ไร้ที่สิ้นสุด……

ห่างจากพลปืนไฟแถวที่หนึ่งราว 80 ก้าว เหมือนมีแถวหนึ่งที่ล่องหนยิงอยู่ ผู้ใดก็ไม่อาจก้าวล้ำเกินเขตนั้นได้!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!