Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 762

ตอนที่ 762 ท่านเป็นแพะ ข้าเป็นจิ้งจอก

ชาวฮั่นในเมืองกุยฮว่าเฉิงมีไม่น้อย แม้ว่าล้วนเป็นชาวบ้านทำการค้า แต่ก็มีเลือดนักสู้ไม่น้อย ย่อมออกต่อต้านการกะทำป่าเถื่อนของทหารม้านอกด่าน

อยู่เมืองกุยฮว่าเฉิง พวกอาวุธธนูมีดดาบไม่ได้เข้มงวดเหมือนแผ่นดินหมิง พ่อค้าไปมาแผ่นดินหมิงกับทุ่งหญ้านอกด่านก็มีผู้คุ้มกันของตนเอง หลังจากแรกเริ่มที่ทำอันใดไม่ถูก ต่อมาก็ย่อมไม่นั่งเฉยดูดายเป็นแน่ ค่อยๆ ลุกขึ้นต่อต้าน

แต่ประชาชนก็คือประชาชน ผู้คุ้มกันก็แค่ชาวบ้านที่มีฝีมือกล้าหาญเท่านั้น จะไปรับมือทหารนอกด่านที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ได้อย่างไร ไม่ใช่คู่ต่อสู้แม้แต่น้อย

หากมีบ้างที่ต่อต้านอยู่ ชาวฮั่นรอบๆ ก็จะรวมตัวกันมาค่อยๆ เป็นรูปขบวน แต่ทหารม้าในเมืองก็จะรีบกรูกันมาทันที ปราบปรามพวกต่อต้านที่เริ่มเป็นรูปร่างนี้ราบคาบ

ทหารเริ่มแรกก็แค่ทำลายข้าวของระบายอารมณ์ แต่ต่อมาก็กลายเป็นปล้นชิง จากนั้นก็เผาฆ่า และทำการเหิมเกริมยิ่งขึ้น ที่อยู่ชาวฮั่นทั้งเมืองกุยฮว่าเฉิงล้วนราวกับคุกใต้ดิน น่าสลดหดหู่อย่างมาก

แต่วังข่านเผ่าอันต๋าและที่พักของบรรดาชนชั้นสูงกลับเงียบเชียบผิดปกติ แต่ก็มีผู้คุ้มกันคอยอารักขาเต็มพื้นที่ มีบ้างที่มีทหารม้านอกด่านหน้ามืดวิ่งกรูมา ก็ถูกขับไล่ไปอย่างรวดเร็ว หากไม่รู้จักชั่วดีอีก ก็ย่อมถูกจับตัดหัวประหารเสียตรงนั้น

พวกชาวฮั่นที่ปกติมีหน้ามีตาต่อหน้าท่านข่านและชนชั้นสูงก็ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่วังข่าน คุกเข่าขอร้องอยู่ด้านนอก แต่ทว่าปกติข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงที่เข้าถึงได้ง่าย ปฏิบัติต่อชาวมองโกลและชาวฮั่นเหมือนกัน กลับมีท่าทีเย็นชาอย่างมาก

เหมือนว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน มีพ่อค้าหนุ่มมาที่เมืองกุยฮว่าเฉิง เป็นชาวฮั่น ตอนมามีสภาพทุลักทุเลมาก แต่ได้รับความไว้วางใจจากข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงและองค์ชายเฉ่อลี่เข้อมาก ชายชาวฮั่นวัยกลางคนนี้ปกติจึงได้รับการปฏิบัติราวกับขุนนางชาวมองโกล ยามนี้ทรัพย์สินและครอบครัวของแต่ละคนก็ล้วนถูกทำลาย ไม่น้อยที่ขอให้คนผู้นี้มาช่วยพูดสักหน่อย

คนผู้นี้ชื่อว่าท่านหลิน ได้ผลจริง พอบอกว่าจะให้หนึ่งหมื่นตำลึง ท่านหลินก็กล่อมองค์ชายเฉ่อลี่เข้อได้ การรบนอกเมืองไม่ราบรื่น หลังเฉ่อลี่เข้อกลับเข้าเมืองมาก็เตรียมการป้องกันเมืองไม่มีเวลามาต้อนรับแขก แต่พอท่านหลินออกหน้า เฉ่อลี่เข้อก็รีบเข้าวังไปทันที

ตอนองค์ชายเฉ่อลี่เข้อเข้าวัง ก็เห็นนางกำนับในวังแบกศพออกมาหลายศพ ไม่กล้าพูดอันใดมาก พวกนางเป็นนางทาสของท่านข่าน ท่านข่านอารมณ์ไม่ดีก็จะสังหารพวกนางเป็นเรื่องปกติ

พอเฉ่อลี่เข้อเห็นดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ เดินเข้าไปในวัง ก็เห็นพรมล้ำค่าจากซีอวี้มีสภาพเอน็จอนาถยิ่ง มีรอยเลือดและรอยเปรอะเปื้อนสาดรดเต็มผืน นางกำนัลกับขันทีพากันคุกเข่าอยู่ด้านข่างเซิงเก๋อตูกู่เหลิงนั่งตัวเอียงอยู่บนเก้าอี้ สองตาเหม่อมองท้องฟ้า

“พระบิดา ในเมืองเกิดเรื่องจนเละเทะไปหมดแล้ว อย่างไรก็ส่งทหารออกไปจัดการควบคุมหน่อยเถิด!!”

เฉ่อลี่เข้ออดกลั้น ถวายคำนับทูลขึ้น สถานการณ์ยังคงไม่เลวร้ายที่สุด แต่เซิงเก๋อตูกู่เหลิงที่เป็นศูนย์กลางของทุกคนกลับมีสภาพเลวร้ายสิ้นหวังอย่างที่สุด ในเมืองมีทหารเหิมเกริมมากมายเช่นนี้ ย่อมส่งผลร้ายต่อจิตใจชาวประชาอย่างมาก พอฟ้าสางยังต้องรักษาเมืองสู้รบอีก เช่นนี้ใช่ว่าเป็นการละทิ้งสิ้นแล้วหรือ

“ทำไมต้องควบคุมด้วย?”

“พระบิดา เสด็จปู่ไม่ใช่เคยกล่าวไว้หรือว่า การกวาดล้างกับยินดีบ้าคลั่งนั้นควรกระทำแค่เพียงหลังชัยชนะใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ นักรบในเมืองเหิมเกริมไร้ระเบียบ พรุ่งนี้ไหนเลยจะมีแรงไปรบ ทหารหมิงล้อมอยู่นอกเมืองเราแล้ว พวกเรายังต้องรักษาเมืองอีก!!”

ได้ยินข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงตอบอย่างไม่ยี่หระ อารมณ์เฉ่อลี่เข้อก็เหมือนคุมไม่อยู่ น้ำเสียงเริ่มดังอย่างอดไม่ได้ เซิงเก๋อตูกู่เหลิงคว้ากาสุราปาลงพื้น แสยะยิ้มกล่าวว่า

“หากเสด็จปู่เจ้ายังอยู่ที่นี่ ย่อมไม่มีทหารหมิงตีมาถึงนี่ได้ ก็ย่อมไม่มีสภาพน่าเอน็จอนาถเช่นนี้ใช่หรือไม่?”

เซิงเก๋อตูกู่เหลิงแม้หัวเราะ แต่เฉ่อลี่เข้อกลับไม่กล้าตอบรับ หากลงคุกเข่ากับพื้นกล่าวว่า

“พระบิดา การพ่ายแพ้นอกเมืองครานี้ เป็นเพราะหม่อมฉันบัญชาการไม่ดี หม่อมฉันขอรับโทษ แต่จากนี้อย่างไรก็ต้องรักษาเมืองและสู้ต่อ ไม่อาจปล่อยทหารให้เหลวแหลกได้……”

“ไม่เกี่ยวกับเจ้า ทหารหมิงครั้งนี้ไม่ธรรมดา แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป เสบียงทหารหมิงคงยืดต่อไปได้อีกไม่กี่วัน กำแพงเมืองนี้นับได้ว่าแข็งแรงอยู่ หากต้องการถล่มกำแพงเมือง ไม่มีเวลาหลายเดือนย่อมทำไม่ได้ รอให้เสบียงพวกมันหมดก่อน พวกมันย่อมยกทัพกลับไปเอง ถึงตอนนั้นค่อยไล่ล่า จึงมีโอกาสได้ชัยชนะเด็ดขาด……”

ขณะที่พูดข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงก็ค่อยๆ ยืดตัวตรงขึ้น เฉ่อลี่เข้ออึ้งไป พบว่าพระบิดาตนนั้นไม่ได้สิ้นหวังอย่างที่ตนคิด หากยังมีสติรับรู้อยู่ เขารีบกล่าวว่า

“พระบิดา ความรุ่งเรืองในเมืองเรานี้ไม่อาจขาดชาวฮั่นพวกนั้นได้ พวกเราใช่ว่าคิดจะนำพวกเขามาเป็นทหารราบหรือ ให้พวกเขาขี่ม้าทำศึกด้วยไม่ใช่หรือ หากคืนนี้เป็นเช่นนี้ ย่อมเปลี่ยนฝ่าย……”

“เหลวไหล!!”

เซิงเก๋อตูกู่เหลิงตวาดด้วยความโมโห คว้าจอกเงินข้างกายปาลงพื้น ตะโกนด่าเสียงดัง จากนั้นก็หายใจหอบกล่าวว่า

“วันนี้ด้านนอกพ่ายแพ้ยับเยินเช่นนั้นมา คนไม่น้อยก็คิดแปรพักตร์แล้ว พวกเขาแต่ไรไม่เคยรู้สึกว่าเป็นชาวเรา ล้มตายไปมากมายเพียงนี้ ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไรที่คิดหนี หรืออาจมีบางคนสมคบคิดกับทหารหมิง หากออกจากเมืองหนีไปได้ ก็คงไม่คิดรักษาเมืองกันแล้ว ไม่มีแม่น้ำถู่ม่อชวน ไม่มีเมืองกุยฮว่าเฉิง เผ่าอันต๋าจะมีอันใดอีก ชาวฮั่นราวกับแกะตัวน้อย ปล้นก็ปล้นไปแล้ว ใช้เงินทองพวกเขามาปลอบใจพี่น้องผู้กล้าไม่ดีตรงไหน หากตั้งรับครั้งนี้ผ่านไปได้ ขอเพียงเมืองกุยฮว่าเฉิงยังอยู่ ชาวฮั่นก็ย่อมมาทำการค้าเอง ผู้กล้านักรบเราสามารถไปแย่งชิงแผ่นดินมาได้อีกมากมาย”

เฉ่อลี่เข้อสะดุ้ง ลงคำนับไม่กล้ากล่าวอันใดอีก ข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงกล่าวจบในอึดใจเดียวเสร็จก็ถอนหายใจยาว กล่าวว่า

“นอกเมืองเป็นทหารชาวฮั่น พ่อค้าในเมืองเดิมก็รู้ว่าตนมีเงินแต่ไร้สถานะ วันนี้รบแพ้ ในใจพวกเขาบางทีอาจแปรเปลี่ยนไปแล้ว คืนนี้ให้พวกเขาได้รับการสั่งสอนเสียบ้างก็ดี ให้พวกสุนัขหมิงไม่กล้าคิดการไม่ซื่อกับเรา”

“พระบิดาทรงพระปรีชา หม่อมฉันเข้าใจแล้ว!”

วาจานี้ทำให้เฉ่อลี่เข้อยอมรับจากใจ ข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงโบกมืออย่างเหนื่อยล้ากล่าวว่า

“ไปเตรียมการป้องกันเมืองได้แล้ว กับคนเผ่าเราต้องผ่อนปรนให้มากหน่อย พวกที่เอาไว้ป้องกันรักษากำแพงเมืองก็จับชาวฮั่นมาละกัน พ้นครั้งนี้ไปได้ ยังชดเชยได้อยู่ ไม่ต้องกังวลไป แค่คับขันวันสองวันเท่านั้น เสบียงเก็บไว้ในเมืองหมดแล้ว ทหารหมิงใช้เสบียงหมดก็ย่อมกลับไปเอง ถึงตอนนั้นก็เป็นโอกาสตีคืนแล้ว!”

องค์ชายเฉ่อลี่เข้อคำนับกล่าวว่า

“หม่อมฉันจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ พระบิดาเป็นศูนย์กลางในเมือง อย่าทรงดื่มมากนักพะยะค่ะ……”

ข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงล้มตัวลงกระแทกที่ประทับ กล่าวอย่างอ่อนแรงว่า

“อัปยศอดสู อัปยศอดสูยิ่ง ดื่มสุราทำให้ลืมได้บ้าง……รอให้ตกดึกเจ้าค่อยส่งทหารออกควบคุมสถานการณ์ในเมืองละกัน ให้ก่อเรื่องมาทั้งคืนแล้ว พวกเขาคงเพียงพอแล้ว”

นี่คือผลจากการสนทนากันของข่านเซิงเก๋อตูกู่เหลิงกับเฉ่อลี่เข้อ และก็เป็นคำตอบให้กับพ่อค้าชาวฮั่นที่มอบผลประโยชน์ให้ เภทภัยนี้ยังต้องดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วยาม แต่อย่างไรก็มีกำหนด พ่อค้าคนสำคัญหลายคน เฉ่อลี่เข้อก็ส่งกำลังทหารไปดูแล ก็นับว่ามีน้ำใจมีคุณธรรมมากแล้ว

วังข่านเงียบและปลอดภัย แต่ในเมืองมีเสียงร้องเอะอะและเสียงร่ำไห้ดังแว่วมาไม่หยุด บรรดาพ่อค้าชาวฮั่นที่มาขอร้องแต่ละคนมีสีหน้าหมดหวัง อยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา แต่เดิมพวกเขาเคยดูแคลนพ่อค้าใหญ่ในแผ่นดินหมิง คิดว่าพวกเขาไม่อาจยืดอกยืนต่อหน้าขุนนางได้ สู้สุนัขตัวหนึ่งยังไม่ได้ แต่มาเมืองกุยฮว่าเฉิงได้รับการต้อนรับจากท่านข่าน เหมือนเป็นชนชั้นสูง แต่มาบัดนี้ พวกเขาจึงได้เข้าใจ ปกติที่เป็นมานั้นหลอกลวงทั้งสิ้น ที่สู้ไม่ได้แม้สุนัขนั่นแท้จริงแล้วคือตนเองนั่นเอง

พอตกดึก เฉ่อลี่เข้อก็นำกำลังทหารม้าตนออกปราบปรามตามท้องถนน ที่จริงแล้วไม่ได้ใช้กำลังมากมายอันใด ขุนพลทหารแต่ละคนปล่อยให้ลูกน้องตนปล้นชิงชาวฮั่นตามอำเภอใจ ได้ไปมากพอแล้ว ความแค้นในใจสงบลงแล้ว และรู้ว่าพรุ่งนี้ยังต้องรบต่อ พวกเขาจึงส่งคนมาตามทุกคนกลับค่าย ทหารม้าเฉ่อลี่เข้อส่งมา ไม่ได้พบการต่อต้านสักเท่าไร มีบางคนที่หน้ามืดตามัวเท่านั้น แต่ก็ลงแส้ไม่กี่ทีไล่กลับไปได้หมด

หลังเที่ยงคืนเมืองกุยฮว่าเฉิงจึงได้เงียบลง ทหารบนกำแพงเมืองกุยฮว่าเฉิงต้องทนความหนาวจับตามองดูค่ายทหารหมิงทั้งคืน

ค่ายใหญ่ทหารหมิงเป็นเช่นนี้ พวกทหารม้าที่ส่งออกไปนอกค่ายก็ผ่านค่ำคืนวานนี้ไปได้อย่างสบายๆ สายสืบทหารม้านอกด่านลดลงไปมาก ไม่มีใครคิดเข้าใกล้หาข่าว

ที่ควรได้เห็นก็เห็นแล้ว ค่ายใหญ่มีความเคลื่อนไหวใด บนกำแพงเมืองกุยฮว่าเฉิงย่อมเห็นชัดเจน กำลังทหารหมิงก็รู้กันจากการรบเมื่อวานแล้ว ไม่มีอันใดต้องทดสอบกำลังอีก

ทหารหมิงทุกนายนอนกันทั้งชุดทหาร อาวุธติดกายไว้ เตรียมพร้อมรวมพลรบตลอดเวลา แต่คืนนี้เรียกได้ว่าเงียบมาก

ก่อกองไฟไว้ที่พื้น สามารถสร้างความอบอุ่นได้ยาวนาน ทหารปูพรมสองผืนกับหนังหมีหนึ่งแผ่น หวังทงก็นอนสบายทั้งคืน เช้าลืมตามาปรับตัวสักครู่ นอกกระโจมก็เริ่มส่งสัญญาณปลุกให้ตื่น เดิมใช้การตีกลอง แต่เปลี่ยนเป็นเป่าแตรแทนเพราะหวังทงชอบเช่นนี้

“แม่ทัพใหญ่ ประตูเมืองพวกนอกด่านปิดแน่น!!”

นี่เป็นคำสั่งหวังทงเมื่อคืน พอฟ้าเริ่มสางข่าวแรกที่มารายงานตนก็คือเรื่องนี้ พอได้ยินทหารรายงานในกระโจม หวังทงก็ขยี้ใบหน้า หัวเราะอย่างเบิกบานใจ

ล้างหน้าบ้วนปากง่ายๆ สวมเสื้อเดินออกจากระโจม ไปเตรียมกินอาหารเช้าในอีกกระโจมทีเตรียมไว้แล้ว ก็แค่แผ่นแป้งย่างกับซุปแพะเท่านั้น ขันทีคุมเสบียงไช่หนาน รองแม่ทัพหยางจิ้นและขุนพลทหารอื่นๆ มาถึง ที่จริงแล้วนี่คือการหารือในวันนี้

ทุกคนนั่งลง หวังทงกล่าวก่อนว่า

“ทุกท่าน สถานการณ์กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีอย่างที่สุด พวกนอกด่านเมื่อคืนก่อเรื่องทั้งคืน วันนี้ประตูเมืองปิดแน่น ดูท่าคงหลบตัวอยู่แต่ในเมืองเป็นแน่!”

โจมตีกำแพงเมืองแน่นหนา สำหรับฝ่ายโจมตีนั้นเรียกได้ว่าเป็นบททดสอบใหญ่ ตำราการรบกล่าวว่า หากมีกำลังมากกว่ากำลังทหารรักษาเมืองสิบเท่าก็พอมีหวัง หากตอนนี้สำหรับทหารหมิงแล้ว ทหารนอกด่านออกมารบกันดีที่สุด แต่อีกฝ่ายกลับรักษาท่าที ไม่โง่ออกมาสู้

“ทุกคนกินอาหารเช้าแล้ว ก็บุกโจมตีเมืองกุยฮว่าเฉิงได้!!”

หวังทงกล่าวอย่างฮึกเหิม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!