ตอนที่ 765 สนองคืน ณ ริมกำแพงเมือง
“อย่าเข้ามาใกล้อีก ไม่งั้นจะยิงละนะ!!”
ภาษามองโกลบนกำแพงตะโกนดังลงมา เชลยด้านล่างย่อมได้ยินชัด แต่พวกเขาไม่กล้าวิ่งหนีออกสองข้างทาง เพราะสองข้างทางมีปืนใหญ่ดักไว้ ไม่กล้าหันหลังกลับ เพราะด้านหลังมีพลธนูกับพลปืนไฟ
พวกเขารู้ว่าคนบนกำแพงเมืองไม่กล้าลงมือ ตอนนี้ห่างจากระยะยิงด้านหลังพอควรแล้ว พวกเขาเดินช้าลง ส่งเสียงร้องไห้ขอให้คนบนกำแพงช่วยพวกเขา
เสียง ‘ยิง’ ตะโกนดัง ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน พวกเชลยนอกด่านที่เดิมเริ่มผ่อนฝีเท้าก็หันหลังไปมองทันที เห็นปืนใหญ่สองกระบอกเคลื่อนมาอยู่ด้านหลังพวกเขาแล้ว ปากปืนใหญ่ยังมีควันดินปืนลอยคลุ้ง
“รีบวิ่งเร็ว ไม่เช่นนั้นจะยิงพวกเจ้าตายตรงหน้าให้หมด ใช้ร่างพวกเจ้าถมคูเมือง ก็ใช่ว่าไม่ได้!”
ด้านหลังมีเสียงภาษามองโกลตะโกนเร่ง ด้านหน้าเป็นคนกันเอง อย่างน้อยก็ย่อมยั้งมือบ้าง ด้านหลังย่อมแล้งน้ำใจ เชลยนอกด่านส่งเสียงร้องขอดังไปถึงคนบนกำแพงให้ยั้งมือพลางวิ่งไปด้านหน้า
หวังทงเคยประเมินเมืองกุยฮว่าเฉิง ที่ที่แข็งแกร่งกว่าเมืองชางโจวสักหน่อยเท่านั้น ที่จริงแล้วเมืองกุยฮว่าเฉิงนี่ใหญ่กว่าเมืองชางโจวเท่าหนึ่งได้ การป้องกันเมืองเข้มแข็งกว่ามาก
เมืองชางโจวมาตรฐานไม่ดีเท่านี้ ความสูงกำแพงเมืองแม้ว่าสูง แต่คนด้านล่างก็มองเห็นหน้าตาทหารด้านบนได้ชัด ทุกคนล้วนเป็นทหารมาด้วยกัน ย่อมรู้จักกัน
เพื่อนทหารด้านล่างส่งเสียงร้องขอตะโกนเรียกชื่อตน ให้ตนยั้งมือ ลงมือไม่ลงจริงๆ ระยะหลายร้อยก้าวไกลเกินไป เริ่มมีคนวิ่งไปโยนหินลงคูน้ำก่อนจะวิ่งกลับไปด้านหลัง นายกองพันบนประตูเมืองปืนลอดช่องหินขึ้นมามองดู อยู่ๆ ก็ร้องตะโกนโหวกเหวกดัง
ทหารรอบๆ มองเขาอย่างแปลกใจ ลังเลไม่กล้าเข้าใกล้ นายกองพันผู้นั้นชักดาบออกมาฟันไปยังทหารผู้หนึ่งที่ยืนประจำอยู่บนช่องหินนั้น ยกดาบออกคำสั่ง
บนมุมกำแพงเมืองและด้านหลังกำแพงเมืองมีเสียงตะโกนโมโหดัง หลายคนส่งเสียงร้องไห้ดัง ปืนใหญ่เมืองกุยฮว่าเฉิงหลายกระบอกยิงแล้ว ทหารน้าวธนูยิงแล้ว เครื่องดีดก้อนหินยิงแล้ว กระสุนหินกระสุนดินเริ่มยิงออกไป
พื้นที่ลงมือก็ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ระงมร่ำไห้ไปด้วยเชลยนอกด่าน มีคนถึงกับไม่หนี ยืนร้องไห้ตะโกนด่าใส่ทหารบนกำแพงเมืองไป
ครั้งนี้บาดเจ็บล้มตายไม่มากนัก เพราะปืนใหญ่กับธนูบนกำแพงไม่กล้าลงมือ สิ่งเดียวที่สังหารได้ก็คือกระสุนหินกับกระสุนดินของเครื่องดีดก้อนหิน หลายคนโยนของในมือทิ้ง ไม่สนใจเพื่อนกันที่บาดเจ็บ หันหลังวิ่งกลับไปทันที สองทางล้วนสังหาร ซ้ายขวาถูกบีบถึงขั้นนี้ ก็ได้แต่ทำตามที่ทหารหมิงบีบบังคับก็แล้วกัน
พอโยนของทิ้งลงไป เริ่มวิ่งกลับ กลับไปถึงฐานทัพหมิง ก็พบว่าทหารหมิงเตรียมสุราแรงไว้ให้แล้ว ในชามไม้มีสุราส่งกลิ่นหอม ดื่มลงไป ร่างกายร้อนราวกับไฟ สุราดีเช่นนี้ มีเพียงชนชั้นสูงในเมืองเท่านั้นที่ได้ดื่ม ไม่คิดว่าก่อนตายยังมีโอกาสได้ดื่มได้
พอดื่มสุราลงไป ก็เริ่มฮึกเหิมอย่างไม่อาจระงับ ทหารหมิงราวกับปีศาจ ยิ้มบอกว่า ขอเพียงพวกเจ้าถมต่อไป กลับมาก็มีสุราดีให้ดื่มเช่นนี้
อูฐชอบต้นหลิว มองโกลชอบสุรา นี่เป็นเรื่องราวมาตั้งแต่สมัยซ่ง มีสุราดีตรงหน้า เชลยนอกด่านย่อมลืมสิ้นทุกสิ่ง เดิมไม่ไปก็ตาย หากตอนนี้มีสุราดีให้ดื่ม ก็ย่อมคุ้มที่จะตาย เชลยนอกด่านแต่ละคนส่งเสียงร้องบ้าคลั่ง แบกก้อนหินวิ่งไปที่คูเมือง วิ่งเร็วกว่าเดิม คิดแต่จะกลับมาดื่มอีกอึก
“พวกเจ้าเป็นทหารกล้าท่านข่าน ไยจึงยอมให้สุนัขหมิงไล่มาตาย หยิบอาวุธขึ้นสู้กับสุนัขหมิงสิ ถึงแดนสวรรค์ก็จะมีสุขให้เสวย!!”
กำแพงเมืองมีคนส่งเสียงคำรามดัง ลูกธนูและก้อนหินและกระสุนหินยังคงยิงมาไม่หยุด เชลยด้านล่างร้องไห้ไปถมหินใส่คูเมืองไป ไม่ตายในมือคนกันเอง ก็กลับไปดื่มสุราดีสักอึก
ฉากนี้เป็นฉากรันทันยิ่งของพวกนอกด่าน แต่ในสายตาทหารหมิงเป็นละครดี ในกองทัพหมิงมีเสียงร้องเชียร์ดัง ร้องตะโกนเชียร์ไม่หยุด กรรมสนองแท้ๆ เมื่อวานพวกนอกด่านต้อนทหารราบที่เป็นชาวฮั่นให้บุก วันนี้พวกเราไล่ต้อนเชลยนอกด่านให้ถมคูเมือง ช่างสะใจจริง
“มารดามันสิ!! ข้าอายุสิบสองก็ออกสนามรบกับพวกนอกด่าน พวกนอกด่านกวาดต้อนชาวบ้านมาโจมตีเมือง ข้าอยู่บนกำแพงเมืองต้องมองดูครอบครัวอาข้ามาโจมตีเมือง เขามองข้า ร้องไห้ไปด้วยกัน คร่ำครวญไปด้วยกัน ยังต้องเอาก้อนหินทุ่มใส่ลงไปอีก!!”
ในกองทัพหมิงมีคนพูดไปพูดมาก็คร่ำครวญหวนไห้ขึ้นมา จากนั้นก็ร้องไห้ตะโกนไปด้านหน้าว่า
“มีวันนี้ด้วย มีวันนี้ด้วย สวรรค์มีตาแล้วๆ !!”
“……พี่น้องเราถูกพวกนอกด่านจับตัวไป วันต่อมาก็ถูกม้าลากตายทั้งเป็น ข้าจะบุกเข้าไปช่วย กลับถูกคนข้างๆ ดึงตัวไว้ไม่ยอมปล่อย พี่น้องเรา เจ้าดูอยู่บนสวรรค์ เจ้าสะใจไหม!!”
ทหารเมืองจี้โจวและเมืองต้าถงอยู่ชายแดนมานาน เห็นมากับตา ผ่านความเจ็บช้ำเศร้าสลดมาไม่รู้เท่าไร ตอนนี้ได้เห็นสถานการณ์เช่นนี้ด้วยตาตนเอง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะใจ พวกที่ตื้นตันมาก็จะเอาแต่แหกปากร้องไห้พร้อมกับหัวเราะดังลั่น
หวังทงบนหลังม้า มองสนามรบอยู่ท่ามกลางการอารักขาของทหารติดตาม ทหารถ่ายทอดคำสั่งมาจากค่ายต่างๆ แต่ละแห่งมีรายงานมายังหวังทง
“แม่ทัพใหญ่ ปีกขวามีทหารม้าพวกนอกด่านเข้าใกล้ หลังจากยิงไป ก็ถอยกลับ!”
“แม่ทัพใหญ่ ด้านหลังมีราวสองพันนายเข้าใกล้เรา แต่ก็อยู่รอบๆ ไม่เข้าใกล้ ไม่กล้าบุกเรา!!”
“แม่ทัพใหญ่……”
พวกนอกด่านเพียงแต่รักษาเมืองยิ่งชีพ ทัพหวังทงรวมตัวอยู่หน้ากำแพงเมือง ที่เหลืออีกหลายประตูก็เริ่มเคลื่อนไหว มีทหารม้าเข้าออกไม่หยุด แต่หลังการรบเมื่อวาน ขุนพลทหารนอกด่านก็รู้แล้วว่า ขอเพียงทหารหมิงจัดแถวได้ ทหารม้าก็ยากจะตีฝ่า ไปตายเสียเปล่า ตอนนี้สองฝ่ายยังปะทะกันอยู่แค่หน้าประตูเมืองทางนี้เท่านั้น
“แม่ทัพใหญ่ หรือว่าส่งทัพม้าออกไล่ล่าเผ่าต่างๆ ที่หนีไปพวกนั้น เผ่าพวกนี้มีเงินทองไม่น้อย และก็ไม่ใช่ว่าจะมีกำลังต่อสู้!”
ถานเจียงกระซิบถาม หวังทงส่ายหน้ากล่าวว่า
“พวกเขาหนีได้ไม่เร็ว และไม่ไกล รอให้ตีเมืองได้ก่อน ค่อยส่งทัพม้าไล่ล่า ก็ไล่ตามได้เช่นกัน”
“แม่ทัพใหญ่ เกรงว่าพวกชนชั้นสูงเผ่าอันต๋าจะหนีไปเมืองอื่น เช่นนี้ใช่ว่ามาเสียเปล่าหรือ!”
ถานเจียงเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันหวังทง เป็นพ่อบ้านหวังทง บางเวลาก็เป็นที่ปรึกษาหวังทง หวังทงมองไปยังกำแพงเมืองด้านหน้า กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“หนีได้ก็หนีไป มาครั้งนี้ก็เพื่อเมืองนี้ ไม่ใช่เพื่อคนในเมือง เผ่าอันต๋าเพราะได้พื้นที่สำคัญเช่นริมแม่น้ำถูม่อชวนนี้ พื้นที่อุดมสมบูรณ์จึงได้รุ่งเรืองขึ้นมาได้ ไม่มีพื้นที่นี้ ไม่มีพื้นที่ให้ชาวฮั่นมาทำไร่ทำนา พวกเขาก็ไม่เหลืออันใดอีก พวกเขารู้ พวกเขาเองก็รู้ พวกเขาย่อมต้องรักษาเมืองนี้ไว้ให้ได้”
กล่าวถึงตรงนี้ หวังทงเผยยิ้มเยียบเย็นมุมปาก กล่าวว่า
“พวกเขาคงรอพวกเราใช้เสบียงหมดก่อน คงตีเมืองไม่ได้ พวกนอกด่านคงคิดให้พวกเราถอนทัพกลับไปเอง”
ถานเจียงเอียงหน้าไปมองทหารปืนใหญ่ กระซิบว่า
“แม่ทัพใหญ่ ไม่เพียงแต่พวกนอกด่านคิดไม่ถึง แม้แต่พวกข้าน้อยก็คิดไม่ถึง ข้าน้อยเห็นการรบเมื่อวาน ดีใจก็ดีใจ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองแก่แล้ว”
ได้ยินถานเจียงทอดถอนใจ หวังทงส่ายหน้ายิ้มไม่กล่าวอันใด คนในยุคใช้อาวุธมีดดาบเห็นอานุภาพอาวุธปืนไฟ ก็ย่อมรู้สึกว่าตนเองยังมีประโยชน์อีกหรือไม่
บนสนามรบไม่ใช่เวลามาสลดใจกับตนเอง ถานเจียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที พวกเชลยนอกด่านพวกนั้นดื่มสุรากันจนบ้าคลั่งไปแล้ว เหมือนไม่รับรู้ความตายและความเจ็บปวดของตนเอง วิ่งไปกลับขนก้อนหิน มีคนล้มตายใต้ลูกธนูและก้อนหินไม่น้อย แต่พวกเขาตั้งแต่ถูกจับมาก็ไม่ได้กินข้าว มีคนวิ่งไปวิ่งมาก็อาเจียนเป็นเลือด เหนื่อยล้มตายกลางทาง
“แม่ทัพใหญ่ พวกเชลยตายไปมากแล้วใช่หรือไม่ แต่คนพวกนี้คงไม่อาจถมแทนดินได้มากนัก”
“ขยะไร้ค่าพวกนี้ ตายก็ตายไป ให้พวกมันบีบคั้นต่อไป ให้ขวัญกำลังใจทหารนอกด่านหมดสิ้นถึงขีดสุด”
หวังทงยิ้มอธิบาย ยืนขึ้นบนโกลนม้า มองไปยังสนามรบด้านหน้า กล่าวว่า
“เศษซากพวกนี้ใกล้ตายหมดแล้ว!”
พวกนอกด่านในสายตาทหารหมิงแต่ไรมาก็ราวกับสัตว์ร้าย พวกเชลยที่ดื่มสุราไปกำลังไม่สนใจอันใดก็ยิ่งเป็นเช่นนี้ในสายตาพวกเขา คูเมืองไม่รู้ถมได้เท่าไรแล้ว จำนวนเชลยเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากคนสุดท้ายทุ่มหินใส่คูเมืองแล้วก็วิ่งล้มลุกคลุกคลานกลับมา
คนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ ด้านหลังมีลูกธนูปักอยู่หลายดอก ถึงกับยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ยิ่งวิ่งก็ยิ่งช้าลง ฝีเท้าเริ่มเปลี่ยนเป็นย่ำเอา ห่างจากทหารหมิงสิบกว่าก้าว เขาก็หอบหายใจแรงหน้าตาแดงก่ำ ยกมือชี้มาที่กองทัพหมิงก่อนจะตะโกนภาษามองโกล
แน่นอนย่อมมีคนฟังออก มีคนแปลว่า ‘ข้าต้องการสุราดื่ม!’ นายกองร้อยด้านหน้าเหยียดตามองก่อนจะหันไปด้านหลัง เห็นหยางจิ้นให้สัญญาณ นายกองร้อยจึงคว้าธนูขึ้นมาน้าวสาย ดอกหนึ่งยิงใส่ขมับทันที
เชลยคนสุดท้ายที่ตายลงทำให้เสียงเอะอะรอบสนามรบเงียบลงไปมาก แต่บนกำแพงเมืองเมืองกุยฮว่าเฉิงยังคงมีเสียงด่าทอและร่ำไห้ระงมแว่วมา เสียงนี้ทหารหมิงได้ยินเต็มสองหู เหมือนว่าเป็นบทเพลงเสนาะหู
“เก็บกวาดพื้นที่ด้านหน้า พลปืนใหญ่ขึ้นหน้า!!”
มีคนตะโกนคำสั่งหวังทงดังมา ทหารด้านหน้าก็รีบขนก้อนหินที่เกะกะโยนขึ้นรถอย่างเร็ว เข็นรถออกไป พลปืนใหญ่เริ่มเคลื่อนปืนใหญ่ขึ้นหน้า
พลปืนใหญ่เมืองจี้โจวไม่ได้ยิงปืนใหญ่ของตนเอง กระสุนปืนใหญ่กับดินปืนพวกเขาถูกพลปืนใหญ่กองกำลังหู่เวยนำไปแล้ว พวกเขาไปช่วยพลปืนใหญ่กองกำลังหู่เวย รอรับคำสั่ง
ในตอนนี้นั้น ปืนใหญ่เล็กกระสุนหนึ่งถึงสองชั่งไม่มีคุณสมบัติพอจะถูกนำมาใช้แล้ว ปืนกระสุนสามชั่งเองก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง ปืนกระสุนหกชั่งกับปืนกระสุนเก้าชั่งเหมือนว่าไม่ใช่ตัวเอกเช่นกัน ถูกวางไว้สองข้าง
“เปิดทางๆ !!”
มีคนตะโกนดัง ทหารเปิดทางให้กว้างพอควร แต่ก็ไม่ได้ถอยหลัง ปืนใหญ่สามกระบอกเข็นมาด้านหน้า ปืนใหญ่แต่ละกระบอกล้วนใช้ม้า 16 ตัวลากมา……
