ตอนที่ 91 ไข่มุกงามในมือผู้ไม่รู้ค่า
“ขุนนางใกล้ชิด ขุนนางคนสนิท สุดท้ายก็ต้องแบกรับเอาคำด่าทอจากคนทั่วไป หากอยากได้รับคำยกย่องเมื่อจากไป ตำราประวัติศาสตร์บอกว่าต้องสร้างผลงานขึ้น บุกเบิกแผ่นดิน…”
ตอนออกมาจากจวนเสนาบดีถานกวน สติสัมปชัญญะของถานกวนก็เลอะเลือนแล้ว คำพูดสุดท้ายก็บ่นพึมพัมตะกุกตะกักออกมาเช่นนี้
หวังทงอยู่บนหลังม้าปะทะลมหนาว สมองกระจ่างขึ้นมาเล็กน้อย ตั้งแต่มาถึงสมัยราชวงศ์หมิงนี้ ขุนนางที่ห่วงใยบ้านเมืองเช่นนี้หวังทงเพิ่งพบเห็นเป็นคนแรก
เรื่องจะให้ประวัติศาสตร์จารึกชื่อหรือให้คนด่าทอนั้น ในใจหวังทงรู้ดี ไม่ว่าชื่อเสียงอะไรล้วนเป็นเรื่องหลังจากลาโลกไป ตอนมีชีวิต มีวาสนาเงินทอง ถึงจะเป็นของแท้แน่นอน
ที่ทำให้เขารู้สึกไม่รู้ที่มาที่ไปความจริง ก็คงเป็นเรื่องที่ตอนถานกวนยังมีสติอยู่นั้น มาฝากฝังเขาไว้ ชายชราชี้ไปทางถานเจียง และถานปิงกับถานเจี้ยนที่จดบันทึกอยู่ กล่าวว่า
“คนพวกนี้ติดตามข้ามานาน ไม่รู้ว่าบ้านอยู่ที่ใดกันนานแล้ว หากข้าไป พวกเขาก็ไร้ที่ไป กลับบ้านทำนาก็เกรงว่าจะเสียดายความสามารถของพวกเขา ก็ให้พวกเขาติดตามเจ้าละกัน ไปทำงานเป็นผู้ช่วยงานเจ้า”
ตอนที่ถานกวนประจำอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้และทางเหนือในฐานะขุนนางบุ๋นแต่มาคุมการรบนั้น ข้างกายก็ล้วนมีแต่บรรดาขุนพลติดตามรับใช้ ถานเจียงและคนอื่นๆ ผู้ติดตามเหล่านี้ยังคงติดตามเขามาจนถึงปัจจุบัน
นี่เป็นเรื่องที่ทำให้หวังทงสับสนและหวั่นเกรงจริงๆ ที่ตนเองทำนั้นล้วนทำไปเพื่อเอาใจฮ่องเต้ว่านลี่ แต่พอผ่านเรื่องนี้มา ก็สูงส่งไม่น้อย
เสนาบดีกรมทหารนั้นเป็นขุนนางคนสำคัญของประเทศ นำคนมาฝากไปไว้กับตน ก็ไม่รู้ว่าคนรอบข้างจะคิดอย่างไร ลองคิดดู ในฐานะพ่อบ้านผู้ซื่อสัตย์ แต่กลับเป็นสองคนที่มีหน้าที่จับตาดูถานกวน หวังทงก็คิดถึงข้างกายตน ในใจก็รู้สึกหนาวเหน็บอย่างระงับไม่อยู่
วันที่ 23 เดือนสามตอนบ่าย ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทำเหมือนเมื่อวาน มาถึงลานฝึกพร้อมขนมในห่อผ้าใหญ่ เด็กๆ ไม่มีกำลังจะต้านทานของกินอร่อย ตอนพักช่วงสั้น เด็กหลายสิบคนก็ล้อมวงเข้ามา แบ่งกันกินไป ฟังหวังทงเล่าเรื่องประหลาดไป แต่เมื่อผ่านเรื่องเมื่อวานนี้มา หวังทงก็รู้สึกหนักใจ หลี่หู่โถวกระซิบถามตอนพักว่า
“พี่หวัง มีมามากกว่าเมื่อวานสิบคน หลายคนตอนมายังทะเลาะกับลี่เทาเล็กน้อย สมน้ำหน้า!!”
หวังทงยิ้มแต่ไม่รับคำ ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่นานก็จะต้องเผชิญกับขุนนางทั้งหลาย ต้องสร้างสมดุลกับคนเหล่านี้ ต้องแยกแล้วดึงเป็นพวก หากแม้แต่พวกเด็กที่สมองไม่คิดอะไรมากพวกนี้ยังจัดการไม่ได้ ก็ไม่ต้องเป็นโอรสสวรรค์แล้ว
ตอนวิ่งวันนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ยังคงถูกทิ้งไว้ท้ายขบวน ต้องให้คนไปรอที่ปลายทาง แต่วันนี้เสียงบ่นและความไม่พอใจในวันนี้นั้นน้อยกว่าวันก่อนมาก หลายคนคงหัวเราะคิกคักที่เห็นฮ่องเต้ว่านลี่วิ่งมา การดึงเป็นพวกด้วยขนมเหล่านั้นเห็นผลแล้ว
การฝึกซ้อมตอนบ่ายจบลง ฮ่องเต้ว่านลี่ก็อยู่ท้ายสุดเหมือนเดิม เด็กไม่น้อยพากันทักทายฮ่องเต้ว่านลี่
ความสนิทสนมเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่ภูมิใจมาก รอจนคนไปเกือบหมด ฮ่องเต้น้อยก็ดึงหวังทงไว้ ถามอย่างตื่นเต้นว่า
“หวังทง ตอนเด็กๆ เจ้ามองมดใต้ต้นไม้จริงหรือ?”
หวังทงรู้สึกกลุ้มใจ หรือว่านี่จะเป็นเรื่องเล่ากันไป แต่ก็พูดไปแล้ว กลับคำย่อมนำความยุ่งยากอย่างนั้นอย่างนี้ตามมา เมื่อคืนวานตอนกลับมานั้นก็คิดรับมือไว้แล้ว ตอนนี้ก็เลยชี้ไปยังบ้านตนเองที่ไม่ไกลนั้นกล่าวว่า
“ฝ่าบาททอดพระเนตร บ้านข้าปลูกต้นพุทราต้นหนึ่ง เมื่อก่อนไม่มีอะไรทำก็จะมานั่งมองมด สนุกมาก”
ดูว่ามดทำงานอย่างไร ทุกคนในวัยเด็กต่างต้องเคยมีประสบการณ์แทบทุกคน แต่จะมองเห็นหลักการได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นกับการหยั่งรู้และปัญญาของแต่ละคนแล้ว
พอหวังทงกล่าวเช่นนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็มองไปทางที่ชี้ไปจริงๆ มองเห็นต้นพุทราแล้วก็พยักหน้า กล่าวต่ออย่างตื่นเต้นว่า
“หวังทง เจ้ารู้ไหมว่าถานกวนได้รับการยกย่องว่าเป็นขุนนางบุ๋นที่รู้การทหารที่สุดในราชวงศ์หมิง เล่ากันว่าเขาเข้าใจเรื่องการทหารจากการมองดูการทำงานของมดและแมงมุมในตอนเป็นเด็ก และคิดหลักการออกมาได้ คิดไม่ถึงว่าเจ้ากับถานกวนจะคล้ายกันขนาดนี้…”
พอได้ยิน ในใจหวังทงก็อดละอายใจไม่ได้ รีบถ่อมตัวว่า
“ข้าน้อยจะไปเทียบกับใต้เท้าถานได้อย่างไร มิกล้าๆ”
เห็นได้ว่า ฮ่องเต้น้อยไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไร พอซักถามจบ ก็รีบเรียกหลี่หู่โถวที่เดินอยู่ด้านหน้า สองคนคุยไปหัวเราะไป
*****
ณ ข้างเรือนหลังเล็กของไทเฮาฉือเซิ่งในวังหลวง มีตำหนักด้านข้างที่ดูเข้าทีอยู่หลังหนึ่ง หากไทเฮาพบฮ่องเต้และขุนนางฝ่ายในส่วนใหญ่ก็จะพบในตำหนัก แต่หากเป็นขุนนางภายนอกก็จะมาที่ตำหนักด้านข้างนี้
ห้องโถงตกแต่งเรียบง่ายมาก มีขันทีและนางกำนัลรับใช้อยู่สองข้าง ไทเฮานั่งอยู่ตรงกลาง ด้านหน้ามีม่านไข่มุกบังไว้
สองข้างของม่านไข่มุก เฝิงเป่าก้มหน้ายืนอยู่ด้านนอกข้างหนึ่ง และที่ไกลออกไปอีกก็มีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่ชุดหนึ่ง อำมาตย์จางจวีเจิ้งหัวหน้าคณะเสนาบดีใหญ่ที่สวมชุดสีแดงก็นั่งอยู่ที่นั่น
ในมือไทเฮาถือฎีกาอยู่ฉบับหนึ่ง ในมือจางจวีเจิ้งก็มีฉบับหนึ่ง สองคนก้มหน้าอ่านฎีกาครู่หนึ่ง ไทเฮาไอเบาๆ เฝิงเป่ารีบหันไปพยักหน้า หันไปกล่าวเสียงดังก้องว่า
“พวกเจ้าถอยไปก่อน ไม่มีรับสั่งไม่ต้องเข้ามา”
นางกำนัลและขันทีพากันคำนับถอยออกไป รอจนเหลือแค่สามคนในห้อง ไทเฮาก็เอ่ยถามว่า
“เฝิงเป่า หวังทงทางนั้นเจ้าตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วหรือ?”
“ทูลไทเฮา เช้าวันนี้ ข้าน้อยตามบรรดาคนของสำนักบูรพาและสำนักองครักษ์เสื้อแพรมาหมด ทบทวนเรื่องชาติกำเนิดหวังทงตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ ก็ไม่พบช่องโหว่อะไร หวังทงฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันจริงพะยะค่ะ ยอมเรียนหนังสือ ยอมฝึกยุทธ์ออกกำลังกาย แต่เล็กไม่ค่อยได้เล่นกับเด็กวัยเดียวกัน บ่าวสืบได้เรื่องใหม่มาว่า ตามที่คนในกองร้อยหวังทงเล่ามา หวังลี่บิดาเขาเคยชมให้เพื่อนร่วมงานฟังว่า ลูกชายตนแม้แต่กินอะไรแล้วดีต่อร่างกายก็ยังรู้”
ได้ฟังรายงานของเฝิงเป่า ไทเฮาที่อยู่หลังม่านก็เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็เอ่ยขึ้นอีกว่า
“เด็กคนนี้กตัญญูต่อบิดาหลายปีนี้ก็เหมือนเดิมมาตลอดหรือ?”
จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ก็เคยพูดกันมาแล้ว แต่เฝิงเป่าก็เต็มใจจะกล่าวซ้ำอีก รีบคำนับกล่าวว่า
“เรื่องนี้เคยคุยกันในสำนักองครักษ์เสื้อแพร ตั้งแต่หวังทงรู้ความ ก็เป็นเด็กกตัญญู ทุกวันหวังลี่จะพูดชมข้างนอกไม่หยุด บรรดาองครักษ์เสื้อแพรทุกคนล้วนได้ยิน”
พอพูดถึงตรงนี้ จางจวีเจิ้งก็วางฎีกาในมือลง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าน้อยเคยคิดตั้งแต่ต้น หากมีการวางแผนมาล่วงหน้าจริง ก็ไม่น่าจะบังเอิญเพียงนี้ ถานจื่อหลี่ (ชื่อไม่เป็นทางการของถานกวน) เป็นขุนนางที่อดีตฮ่องเต้ไว้วางพระราชหฤทัย ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากฮ่องเต้ปัจจุบัน หากจะว่ามีอะไรแอบแฝงนั้น ข้าน้อยว่าไม่น่ามี เมื่อคืนวานเรื่องที่เขาพูดนั้น เมื่อก่อนเคยกล่าวกับข้าน้อย เรื่องที่ให้สายจากสำนักบูรพาและสำนักองครักษ์เสื้อแพรนำขึ้นทูลเกล้ามานั้น เกรงว่าไทเฮาจะทรงกังวลพระทัยเกินไปแล้ว”
ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์จูหยวนจางตั้งราชวงศ์หมิงมาถึงบัดนี้ ขุนนางที่กล้ากล่าวว่าไทเฮาทรงกังวลพระทัยเกินไปแล้ว ก็คงมีแต่จางจวีเจิ้งผู้นี้ผู้เดียว เขายกมือขึ้นลูบเคราหนาใต้คาง กล่าวเสียงนิ่งเรียบว่า
“ข้อปฏิบัติลานฝึกหู่เวย สิ่งที่นักเรียนต้องฝึกทุกวัน ข้าน้อยก็ถามไปทางผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทหารและกองรบแล้ว ล้วนชมกันไม่ขาดปาก บอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีการที่ดีจริงๆ หลายคนยังจะขอลอกเอาไปวิเคราะห์ด้วย!”
เฝิงเป่าก็รับคำขึ้นว่า
“ข้าน้อยก็ถามกองรบสำนักอาชาหลวงแล้ว พวกเขาว่าวิธีของลานฝึกหู่เวยนี้เหมาะแก่การฝึกแม่ทัพ ไม่ใช่ฝึกทหาร พวกที่ร่วมฝึกนี้หากออกไปแล้วไม่ละเลยก็จะเป็นเมล็ดพันธุ์แม่ทัพของราชวงศ์หมิงเรา วันนั้นย่อมมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมาก”
ตำหนักข้างเงียบลงพักหนึ่ง ไทเฮาหลังม่านก็กล่าวขึ้นว่า
“เดิมคิดว่าเป็นเพื่อนเล่นที่นิสัยซื่อตรง ต่อมามองว่าเป็นคนขยันตั้งใจทำงาน คิดไม่ถึงว่าเสนาถานจะบอกว่าเป็นเมล็ดพันธุ์แม่ทัพของราชวงศ์หมิงเรา…”
พูดถึงตรงนี้ ไทเฮาก็หัวเราะส่ายหน้ากล่าวว่า
“เราไม่เคยเชื่อสติปัญญาติดตัวมาแต่กำเนิด และไม่เคยเชื่อจะมีอัจฉริยะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่หวังทงทำนั้น กลับทำให้เราจำต้องเชื่อ”
เฝิงเป่าระดับนี้ ไหนเลยจะฟังอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของไทเฮาไม่ออก รีบคำนับยิ้มกล่าวว่า
“ไทเฮาพะยะค่ะ มีบางคนได้รับพรจากเทพเซียน อำมาตย์จางก็ไม่ใช่หรือพะยะค่ะ?”
พูดถึงตรงนี้ ไทเฮาก็หัวเราะขึ้นเบาๆ จางจวีเจิ้งที่เป็นอัจฉริยะวัยหนุ่มที่มีชื่อเสียงทางมณฑลหูกว่าง ว่ากันว่าอายุ 13 ก็ไปร่วมสอบในหมู่บ้าน ด้วยความสามารถอันน่าทึ่ง จึงได้รับคำยกย่องมาก แต่กู้หลินผู้ตรวจการมณฑลหูกว่างไม่อยากให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเด็กเกินไป จึงได้กดเขาไว้ ดังนั้นอายุ 16 จึงเพิ่งสอบติด จากนั้นก็ราบรื่นมาตลอด อายุ 23 ก็ได้เป็นบัณฑิตระดับจิ้นซื่อ
เรื่องนี้ในตอนนั้นก็เป็นตัวอย่างที่เลื่องลือไปทั่ว จางจวีเจิ้งได้รับการยกย่องให้เป็น ‘เด็กเทพ’ มิน่าเฝิงเป่าจึงได้เอาเรื่องนี้มาหยอกล้อ
เป็นไทเฮาและเป็นหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์ การหยอกเย้าของสองท่านทำเอาจางจวีเจิ้งได้แต่ยิ้มบางๆ ยอบกายกล่าวว่า
“ไทเฮาทรงเป็นห่วงฮ่องเต้ พระเมตตาจากพระมารดา ทำให้ข้าน้อยซาบซึ้งยิ่งนัก แต่หวังทงปีนี่อายุแค่ 14 ทุกอย่างยังเร็วไป รอให้นานกว่านี้ ดูการกระทำเขาอีกหน่อย หากเป็นผู้มีความสามารถจริงค่อยสนับสนุนก็ไม่สาย ไม่ต้องรีบร้อนกันตอนนี้”
นี่เป็นวิธีการนุ่มนวล ไทเฮาพยักหน้ารับ
*****
ฟ้าค่อยมืดลง หอรับวสันต์กลับเป็นช่วงเวลาที่ครึกครื้นที่สุดของวัน หอคณิกามีชื่อในเขตทักษิณเปิดไฟสว่างไสว แต่ไม่ครึกครื้นเหมือนวันวาน
กลุ่มคนที่เรียกแขกอยู่ด้านนอก บรรดาสาวๆ หอรับวสันต์สีหน้ากังวลมองไปทางประตู ที่นั้นมีองครักษ์เสื้อแพรสวมชุดมัจฉาเวหาและถือดาบในมือสามนาย หนึ่งในนั้นรูปร่างไม่สูงนัก แต่เสียงดังมากกล่าวว่า
“หอคณิกาและบ่อนการพนันล้วนเป็นที่ซ่อนของสกปรก เพื่อรักษาความสงบ ทุกแห่งทำการปกติ วันหน้าองครักษ์เสื้อแพรกองร้อยที่ 7 กองพันที่ 6 จะให้ใบอนุญาตเข้าไป ทุกท่านไปทำบัตรที่นายกองจาง หากไม่มีบัตร ก็ต้องถูกลงโทษ!!”
ซุนต้าไห่เดิมไม่มีการศึกษาอะไร คำพูดเป็นทางการเล่านี้กว่าจะพูดจบก็กินเวลานาน พอพูดจบ ด้านซ้ายของหอรับวสันต์ก็เงียบผิดปกติ ทันใดนั้นก็มีเสียงแปลกประหลาดดังมาว่า
“ข้าคิดว่าใครมายิ่งใหญ่ที่นี่ ที่แท้ก็นายกองธงเล็กแห่งถนนหนิวหลันนี่เองหรือ!!?”



