№ 474 รนหาที่ตายเอง
ดูเหมือนกลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายต่างก็ได้รับข่าวคราว ร้านค้าสองข้างทางและแผงลอยที่เรียงรายริมถนนต่างพากันปิดร้านเก็บแผงตั้งแต่ฟ้ามืด เมื่อค่ำคืนมาเยือน บนถนนใหญ่เมืองอวิ๋นเยวี่ยตั้งแต่หัวค่ำก็ไม่เห็นใครเลยสักคน เงียบสงัดจนประหลาด บรรยากาศอึมครึมจนรู้สึกเคร่งเครียด
จนกระทั่งบนถนนใหญ่ถูกทัพทหารแต่ละกองล้อมไว้ ทหารองครักษ์แต่ละกองวิ่งไปทางจวนตระกูลเฟิ่ง เสียงฝีเท้าวุ่นวายดังขึ้นบนท้องถนน ชัดเจนอย่างยิ่งในยามวิกาล
บริเวณมุมมืด หลังจากคนที่แต่ละกลุ่มอำนาจและตระกูลส่งมาเพราะได้ยินข่าวลือเห็นทหารองครักษ์พวกนั้น ก็พากันให้คนส่งข่าวสถานการณ์ที่นี่กลับไปตระกูลโดยเร็ว
แคว้นแสงสุริยันโกลาหลแล้ว! แคว้นแสงสุริยันจะโกลาหลใหญ่แล้ว!
เมืองอวิ๋นเยวี่ยคืนนี้ถึงคราวไม่สงบแน่ ถูกกำหนดแล้วว่าต้องเกิดภาพนองเลือด ใครชนะใครแพ้ แม้ยังไม่เห็นผลลัพธ์พวกเขาก็คาดการณ์ได้
ท่านอ๋องสามบุตรชายที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลมู่หรงออกจากเมืองอวิ๋นเยวี่ยไม่รู้ไปไหน ลูกหลานคนอื่นๆ ยิ่งไม่เป็นโล้เป็นพาย นอกจากเหล่าผู้อาวุโสในราชวงศ์ที่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ ตระกูลมู่หรงก็เหลือเพียงมู่หรงป๋อคนเดียว และตอนนี้ยังได้ยินว่าตัวเขาป่วยเป็นโรคประหลาด วรยุทธ์หายสิ้น ใบหน้าแก่ชรา ว่ากันว่าป่วยแค่ไม่กี่วัน เขาที่อายุวัยกลางคนก็กลายเป็นคนแก่เฒ่าจวนจะลงโลง
ตระกูลมู่หรงชะตาขาดแล้ว ยามนี้ยังรวบรวมกำลังทหารทั้งเมืองอวิ๋นเยวี่ยมาล้อมโจมตีจวนตระกูลเฟิ่งอีก ตามข่าวที่เปิดเผยมา มู่หรงป๋อสงสัยว่าโรคประหลาดนี้เป็นฝีมือจวนตระกูลเฟิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงต้องการจับตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งกับเฟิ่งเซียวที่ยังไม่ฟื้น เพื่อบังคับให้พวกเขาส่งยาถอนพิษมาให้
เพียงแต่ได้ยินเรื่องเช่นนี้กับหูเอง พวกเขากลับรู้สึกเหลือเชื่อ
ความภักดีของจวนตระกูลเฟิ่งมองไปทั่วแคว้นแสงสุริยันยังไม่มีใครเทียบได้ แล้วพวกเขาจะวางยาทำร้ายมู่หรงป๋อได้อย่างไร? หากเป็นเรื่องจริง มู่หรงป๋อต้องทำเรื่องอะไรที่ไม่น่าให้อภัยกับจวนตระกูลเฟิ่งเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นจวนตระกูลเฟิ่งจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น ผู้เฒ่าเฟิ่งหายไปไม่รู้เบาะแส ตระกูลเฟิ่งมีเพียงคุณหนูใหญ่เฟิ่งคอยค้ำจุน แล้วนางจะลงมือกับมู่หรงป๋อได้เช่นไร?
คนไม่น้อยต่างคิดว่าที่มู่หรงป๋อสงสัยเช่นนั้นเป็นเพราะป่วยหนักมากเกิน มิเช่นนั้นภายใต้สถานการณ์ที่รู้แจ้งว่าจวนตระกูลเฟิ่งมีผู้แข็งแกร่งคอยพิทักษ์ ใครเล่าจะรวบรวมกำลังทหารทั้งเมืองมาล้อมโจมตีจวน? นี่เท่ากับเอาไข่กะเทาะหินรนหาที่ตายเองไม่ใช่หรือ?
คนของแต่ละตระกูลและกลุ่มอำนาจตามหลังไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง พวกเขาไม่คิดจะร่วมด้วย แค่อยากไปดูสถานการณ์เสียหน่อยเพื่อยืนยันการคาดการณ์ในใจพวกเขา
ภายในจวนตระกูลเฟิ่งต่างจากข้างนอก ทุกอย่างเป็นปกติ เฟิ่งเซียวเก็บตัวฝึกบำเพ็ญไม่ออกมา ทุกอย่างในจวนมีเฟิ่งจิ่วคอยจัดการ ส่วนองครักษ์ในจวน เมื่อได้ยินข่าวก็ไปอารักขาแต่ละจุดในจวนก่อนแล้ว
ครั้งนี้พวกเขาไม่เฝ้าด้านนอก แค่อารักขาอยู่ด้านในจวน และเตรียมพร้อมต่อสู้
ส่วนเฟิ่งจิ่วยามนี้กำลังเช็ดขัดกริชอยู่ในเรือน เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวายืนอยู่ด้านหลังเธอ ยามนี้ด้านนอกมีเสียงปู้ดป้าดหลายเสียงดังมา ได้ยินเสียงนี้ มุมปากของสามคนในเรือนก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ไหว ในดวงตามีรอยยิ้มที่ไม่อาจหักห้าม
“ห่างตั้งใกล้ยังได้ยินเสียงไม่ดีไม่งามนี่ ข้านึกว่าพวกเจ้าสองคนจะหลบอยู่ในห้องไม่ออกมาเสียแล้ว!” เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองไป สายตาไม่ได้จับจ้องร่างเจ้าตำหนักยมราชตรงหน้า แต่หยุดอยู่บนร่างสองคนด้านหลังเขาที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ภูตหมอ คุณหนูใหญ่ของข้า ท่านมีจิตใจดีงาม เมตตาพวกเราด้วยเถิด!” ฮุยหลางเอ่ยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สองขาหนีบติดกันแน่น อดกลั้นจนทรมานยิ่ง ทว่าท้องยังร้องครืดคราดสักพัก จากนั้นส่งเสียงปู้ดออกมาอีก
……………………….
