№ 482 ความตายของมู่หรงป๋อ
“เป็นเฟิ่งเซียวจริงๆ…”
“เขาไม่เป็นไร…”
“ซ้ำยังบรรลุกลายเป็นจักรพรรดินักรบ! จักรพรรดินักรบที่อายุน้อยถึงเพียงนี้ เขาทำได้ยังไงกันแน่?”
ในใจทุกคนนอกจากประหลาดใจแล้วยังตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูกด้วย บางคนฝึกบำเพ็ญตลอดชีวิตยังไม่สามารถพ้นจากบรรพชนนักรบ แม้แต่ผู้เฒ่าตระกูลเกิ่งแห่งเมืองอวิ๋นเยวี่ย ผู้เฒ่าเฟิ่งแห่งจวนตระกูลเฟิ่ง ฝึกบำเพ็ญมาทั้งชีวิตยังเป็นเพียงบรรพชนนักรบขั้นสูงสุด แต่เฟิ่งเซียวผู้ฝึกตนที่เดิมทีเป็นแค่บรรพชนนักรบขั้นเริ่มต้น แม้ให้เวลาเขาฝึกบำเพ็ญห้าสิบปี เกรงว่าก็ยังยากนักที่จะบรรลุถึงระดับจักรพรรดินักรบ
แต่ตอนนี้เขากลับทำได้ ไม่เพียงไม่หมดสติไม่ฟื้น ยังกลายเป็นจักรพรรดินักรบคนแรกของแคว้นแสงสุริยัน! จักรพรรดินักรบที่อายุไม่ถึงร้อยปี! นี่ นี่ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ…
“ตาย?”
เฟิ่งเซียวแค่นเสียงหนักๆ แล้วกระแทกหอกยาวในมืออีกครั้ง “ตายแล้วปล่อยให้เจ้าทำลายตระกูลเฟิ่ง รังแกลูกสาวข้าหรือน่ะหรือ? ตระกูลเฟิ่งข้าพิทักษ์แคว้นแสงสุริยันมาหลายต่อหลายรุ่น ภักดีต่อตระกูลมู่หรงของเจ้า แต่ท้ายที่สุดเล่า? เจ้ายังลอบสังหารข้า? ข้าเฟิ่งเซียวทำเรื่องชั่วร้ายอะไรที่ทำให้เจ้าจำต้องฆ่าข้าให้ได้กันแน่?”
ทุกเสียงซักถาม เฉือนใจทุกคำพูด ดวงตาพยัคฆ์ดุดันมองอีกฝ่ายอย่างขึ้งโกรธ “ข้าหลบซ่อนในจวนไม่ออกมา ส่งมอบอำนาจราชาให้ ไม่อยากเอาเรื่องที่เจ้าลอบโจมตีข้า แล้วเจ้าล่ะ? มู่หรงป๋อเจ้าคิดจะให้ลูกสาวข้าไปเป็นนางบำเรอ! อยากครองอำนาจตระกูลเฟิ่ง! ยึดองครักษ์ประจำตระกูลเฟิ่ง! และทำลายตระกูลเฟิ่งที่ก่อตั้งมาเป็นร้อยปี! ยามนี้หากข้ายังไม่ก้าวออกมาอีก จะสู้หน้าบรรพชนตระกูลเฟิ่งได้อย่างไร!”
“มู่หรงป๋อ! ยามนี้เจ้าสิ้นอนาคตหมดอายุขัย! ฆ่าเจ้าไปหอกในมือข้าคงแปดเปื้อน เจ้าฆ่าตัวตายเสียเถอะ! นอกจากเจ้าแล้ว ลูกหลานคนอื่นๆ ในตระกูลมู่หรง ข้าเฟิ่งเซียวขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ ขอแค่อยู่ในกฎระเบียบไม่เป็นปรปักษ์กับตระกูลเฟิ่ง ข้าจะไม่ทำร้ายพวกเขาแม้แต่น้อย!”
ได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนปลงอนิจจังในใจ เฟิ่งเซียวคนนี้ในใจยังมีความเมตตา เรื่องวันนี้หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น หลังจากสังหารมู่หรงป๋อต้องสังหารลูกหลานเขาด้วยแน่ เพื่อถอนรากถอนโคนไม่ให้พวกนั้นกลับมาล้างแค้น
แต่เฟิ่งเซียวอาจนึกถึงความสัมพันธ์ที่มีกับตระกูลมู่หรงมาตลอดชีพ ถึงได้ปล่อยพวกเขาไป ทำเช่นนี้ช่างเป็นการช่วยเหลือผู้หลงผิดโดยแท้
อาจเพราะตระหนักได้จริงๆ ว่าตัวเองหมดอนาคตแล้ว มู่หรงป๋อเวลานี้สองตาไร้แวว มองทหารทุกคนที่คุกเข่าไม่ยอมลุกอย่างอึ้งงัน ก่อนจะหันมองจวนตระกูลเฟิ่ง เขาเห็นเหล่าตระกูลและกลุ่มอำนาจยืนดูอยู่ไม่ไกล เห็นชาวบ้านแต่ละคนต่างชี้มือชี้ไม้มาที่เขาพร้อมพูดคุยกัน…
โลกใบนี้เหมือนเหลือเพียงเขาคนเดียว โดดเดี่ยว อ้างว้าง และน่าเศร้าเช่นนั้น
ตกอยู่ในจุดที่ทุกคนต่างตีตัวออกห่าง จะโทษใครได้?
ทำให้ทั้งราชวงศ์มู่หรงล่มสลาย จะโทษใครได้?
“ฮ่าๆๆๆ… ข้ามู่หรงป๋อ พลาดก้าวเดียวก็ผิดเสียทุกก้าว… ฮ่าๆๆๆ…”
เสียงหัวเราะลั่นที่เศร้าสร้อยราวกับผลาญกำลังเฮือกสุดท้ายของเขาจนสิ้น เพียงเห็นเขาแหงนหน้าทุบอกหัวเราะ กระอักเลือดออกจากปาก ฝีเท้าก้าวถอยหลังไปสองก้าว ร่างกายทรุดฮวบลงนั่งบนราชรถนั้น สองตานิ่งมองท้องฟ้าพลางสูดหายใจเฮือกสุดท้าย
ผู้ครองแคว้นของราชวงศ์หนึ่ง สิ้นลมอย่างน่าสลดเช่นนี้ภายใต้สถานการณ์ที่ทุกคนต่างตีตัวออกห่าง…
รอบด้านพลันเงียบลง แต่ละคนเห็นมู่หรงป๋อสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย สองตากลับไม่ปิดลงและจ้องมองท้องฟ้าแน่นิ่ง เวลานี้ในใจผู้คนสับสนอย่างบอกไม่ถูก ต่างก็เงียบกันไป
ยามนี้ ร่างสีแดงที่ยืนอยู่บนประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งบินโฉบลงมา ร่างปานห่านงามตีปีกหมุนตัวลงมาบนพื้นอย่างมั่นคง…
…………………..
