Skip to content

ใต้ม่านรัตติกาล 1

TiMan
BC

บทที่ 1 ไม่ได้คนงามจะไม่ปักหลัก

หลานเฟิง สุดท้ายแล้วข้าควรทำเช่นไร ใต้หล้าอันเละเทะวุ่นวายน่าอนาถผืนนี้ เจ้ากลับไม่อยู่ข้างกายข้า ทำเช่นไรดี ควรทำเช่นไรดี ข้าควรตามเจ้าไปหรือไม่

C

ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าขัน เจ้าเป็นคนผลักข้าให้ตกเหวลึกด้วยมือตนเอง ยามนี้กลับใช้ชีวิตแลกชีวิต ทิ้งข้าให้อยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ชะตาฟ้าลิขิตคน เจ้าว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ชิวเย่ว์ ผู้ที่อยู่ในอ้อมกอดไม่มีเสียงหายใจแล้ว เหลือเพียงบุรุษหนุ่มคนเดียวในแผ่นดินใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง

∗∗∗

(หลายปีก่อน)

กรู้ กรู้ กรู้…

หลานเฟิงคิ้วขมวดเข้าหากัน มองดูหลานเยี่ยผู้เพิ่งปล่อยนกพิราบส่งสาร

คำพูดของหลานชิงประมุขตระกูลยังคงวนเวียนอยู่ข้างหู

“เจ้าเฟิงน้อย อยากไปเที่ยวเล่นที่เมืองหลวงหรือไม่ อวี่มั่วบอกว่าเขาเปิดหอต้วนอวิ๋นนะ” หลานเยี่ยสะบัดจดหมายในมือ

“ดูท่านายน้อยจะความจำไม่ดีเสียแล้วขอรับ สามปีก่อนหน้านี้เป็นใครกันที่แอบหนีออกจากตระกูลหลานไป หลังจากนั้นสามเดือนก็ถูกประมุขตระกูลจับตัวกลับมา ไม่ให้กินให้ดื่ม ทั้งยังผนึกพลัง ขังอยู่เจ็ดวัน” หลานเฟิงมองหลานเยี่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

หลานเยี่ยนึกขึ้นได้ในฉับพลัน

“ไอยา นี่ไม่ใช่ว่ายังมีเจ้าเฟิงน้อยหรือ สามปีก่อนหน้านี้ช่วยให้ข้าพ้นเคราะห์มาได้แล้วครั้งหนึ่ง สามปีหลังจากนั้นก็ต้องช่วยข้าได้อีกสักครั้งสิ” อาจเป็นเพราะมีภูมิคุ้มกันต่อหลานเฟิงแล้ว หลานเยี่ยไม่สนใจหน้านิ่งไร้อารมณ์ของหลานเฟิงแม้แต่น้อย กลับถลึงตามองหลานเฟิงอีกด้วย

“เช่นนั้นนายน้อยคิดจะตกรางวัลให้ข้าอย่างไรขอรับ” เห็นหลานเฟิงที่จู่ๆ ก็เกิดอารมณ์คิดเย้าแหย่ขึ้นมา หลานเยี่ยพลันนิ่งอึ้งหยุดอยู่กับที่ในทันใด จากนั้นก็พุ่งกระโดดสองสามทีมาถึงเบื้องหน้าหลานเฟิง บีบคลึงใบหน้า ลูบจับเส้นผม

“เจ้าคือหลานเฟิงหรือ ไอยา หรือจะบอกว่าโรคหน้านิ่งของเจ้าหายแล้ว” ความสงสัยลอยอยู่เต็มใบหน้า หลานเฟิงถอยเข้าไปในพื้นที่ปลอดภัยตามสัญชาตญาณ กลับไม่รู้ว่า ผ่านไปอีกหลายปีหลานเยี่ยถึงจะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของหลานเฟิง

“ไปเถอะขอรับ วันนี้ประมุขตระกูลไปเขาเทียนปี้พอดี น่าจะไม่รู้ว่านายน้อยหนีไป”

“ข้าว่าแล้ว เจ้าเฟิงน้อยดีที่สุด” สำหรับองครักษ์ที่โตด้วยกันมาตั้งแต่เด็กผู้นี้ หลานเยี่ยรู้ว่าเขาจะต้องรับปากอย่างแน่นอน

แม้จะบอกว่าเมืองหลวงช่างดึงดูดเขาอย่างมาก ที่นั่นเองก็มีสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ แต่สิ่งที่ดึงดูดเขามากที่สุดก็ยังเป็นอวี่มั่ว ตอนนั้นอวี่มั่วเคยพูดว่า ‘ไม่ได้คนงามจะไม่ปักหลัก’ หลานเยี่ยคิดอยากจะดูนักว่าต้องเป็นคนงามเช่นไร ถึงจะสามารถเข้าตาอวี่มั่วได้

∗∗∗

วันรุ่งขึ้น

“นายน้อย ก่อนอื่นพวกเราไป…” มองดูหลานเยี่ยเดินเล่นบนถนนใหญ่ในเมืองหลวงไปเรื่อยอย่างไรจุดมุ่งหมาย หลานเฟิงพลันพูดเอ่ยเตือน คิดไม่ถึงว่าหลานเยี่ยจะยื่นมือมาขัดจังหวะ

“ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้นหรอกน่า กว่าจะได้มาสักครั้ง ก็ต้องไปเยี่ยมบรรดาเพื่อนเก่าพวกเราก่อน ไม่ใช่หรือ” หลานเฟิงไม่ตอบ หลานเยี่ยถือว่าเขาเห็นด้วยแล้ว

แม้สามปีก่อนหน้านี้จะเคยมา แต่ภายในช่วงเวลาสามปีเมืองหลวงก็มีความเปลี่ยนแปลงมากมาย หลานเยี่ยเดินต่อไปช้าๆ เช่นนี้ ประเดี๋ยวมองตรงนั้น ประเดี๋ยวดูตรงนี้

“หลานเฟิง เจ้าสังเกตไหมว่าร้านซาลาเปาที่พวกเรากินบ่อยๆ ไม่อยู่แล้ว”

“ท่านผู้เฒ่าอาจจะจากโลกนี้ไปแล้วขอรับ สามปีก่อนนี้สุขภาพของท่านผู้เฒ่าก็ไม่ค่อยดีแล้ว”

“นี่ นี่ นี่ อย่าปากอัปมงคลได้ไหม” หลานเยี่ยมองหลานเฟิงด้วยความไม่พอใจปราดหนึ่ง หมุนตัวเดินไปร้านที่แต่ก่อนนี้เคยมาเยี่ยมเยือนอีกร้านหนึ่ง

“เถ้าแก่ การค้ายังดีเหมือนเดิมเลยนะ” หลานเยี่ยถือโอกาสหยิบขนมกุ้ยฮวา [1] ชิ้นหนึ่งขึ้นมากินไปพลาง

“โอ้ นี่คุณชายหลานมิใช่หรือ ไม่ได้เจอหลายปี ยิ่งรูปงามขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” ชายชราที่ดูไปแล้วอายุห้าสิบหกสิบแต่ร่างกายยังค่อนข้างแข็งแรงบึกบึนส่ายพัดในมือไปพลางพูดกับหลานเยี่ยไปพลาง

“ท่านก็ยิ่งแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” หลานเยี่ยยิ้มอย่างมีมารยาท “เถ้าแก่รู้หรือไม่ว่าเหตุใดร้านค้าสกุลสวีถึงไม่อยู่แล้ว จำได้ว่าเสี่ยวหลงเปา [2] ร้านเขาอร่อยมาก” หลานเยี่ยเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ

“ท่านพูดถึงสกุลสวีหรือ สามปีก่อนนี้หลังจากคุณชายหลานจากไปไม่นาน ผู้เฒ่าสวีก็ตาย จากนั้นลูกชายของเขาก็พาลูกเมียย้ายไปอยู่ที่อื่น”

หลานเยี่ย “…”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร” หลานเยี่ยถามขึ้นมาหลังจากที่ทั้งสองคนเดินออกมาแล้ว

“เดาขอรับ”

“เดา…”

…………………..

1 ขนมกุ้ยฮวา หรือขนมดอกกุ้ย เป็นชื่อเรียกขนมที่มีส่วนผสมของดอกกุ้ย (ดอกหอมหมื่นลี้) ลักษณะจะคล้ายกับขนมโก๋

2 เสี่ยวหลงเปา เป็นหนึ่งในอาหารว่างของจีน ลักษณะเป็นซาลาเปาที่มีน้ำแกงอยู่ข้างใน

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!