Skip to content

ใต้ม่านรัตติกาล 3

TiMan
BC

บทที่ 3 ชิวเย่ว์ ช่วยข้า

“ไอยา เพิ่งจะถึงก็ให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับข้าเสียแล้ว” มู่หลีเลียหยดน้ำชาที่กระเด็นโดนข้างปากตน พลางมองไปยังหลานเฟิง หลานเฟิงไม่สนใจเขาแต่กลับยื่นมือออกไปช่วยเช็ดคราบน้ำชาที่ติดอยู่มุมปากหลานเยี่ย

C

“เหตุใดนายน้อยถึงไม่ระวังเช่นนี้ขอรับ” หลานเยี่ยในตอนนี้กำลังใช้นิ้วชี้ไปยังอวี่มั่วและเทียนซี พูดจาติดขัดไม่เป็นคำ

“เจ้าๆๆ พวกเจ้าสองคนเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“ออกจะชัดเจน เสี่ยวซีคือฮูหยินของข้าอย่างไรเล่า ไม่ได้คนงามจะไม่ปักหลัก ข้าเคยพูดแล้ว”

“คนดีอย่างเสี่ยวซีเหตุใดถึงถูกเจ้าหลอกลวงไปได้ พูดมา เจ้าใช้กำลังบังคับเขาใช่หรือไม่” หลานเยี่ยไม่พอใจ

“คิดมากไปแล้วเสี่ยวเยี่ย คนเขารักใคร่มีใจพ้องกัน” มู่หลีที่เรียกหลานเยี่ยอย่างสนิทสนมเช่นนี้ไม่ได้รู้เลยว่าอันตรายค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาตน

ซ่า มู่หลีถูกหลานเฟิงสาดน้ำใส่หน้าเข้าอย่างจัง อวี่มั่วกลับมองดูความวุ่นวายอยู่อีกด้านหนึ่ง มองดูทั้งสองคนบนโต๊ะที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เทียนซีถลึงตามองอวี่มั่วในทันใด

“เอาเถิดๆ หยุดทะเลาะกันเถิด อวี่ซี ไปยกอาหารและสุรามา” เทียนซีช่วยพูดกล่อม

“ข้าไปด้วย” หลานเฟิงที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดเอ่ยปากขึ้นมา

“ดูท่าแม้แต่อาหารของข้าที่นี่องครักษ์ใหญ่หลานก็ยังไม่วางใจ” อวี่มั่วพูดเย้าหลานเยี่ย “จะว่าไปนี่ก็สามปีแล้ว หลานเยี่ยเจ้าถูกใจหญิงสาวตระกูลไหนบ้างหรือไม่ แน่นอนว่าผู้ชายก็ได้เช่นกัน แต่ไม่มีทางดีไปกว่าเสี่ยวซีเป็นแน่” คราวนี้หลานเยี่ยไม่ได้ตอบในทันที เพียงแค่มองเหม่อลอยไปยังประตูที่เพิ่งปิดลง

ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยปาก

“ภูเขามีต้นไม้ บนต้นไม้มีกิ่งก้าน ทุกคนล้วนล่วงรู้ แต่ข้ามีใจชื่นชมเขา เขากลับไม่รู้ ข้ามีใจแล้วอย่างไร สุดท้ายก็แค่ใจที่ลุ่มหลงของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”

มู่หลีแอบจับแขนเสื้อ ในดวงตานั้นมีแต่ความเศร้าโศกไร้สิ้นสุด จากนั้นคือความมาดมั่นอย่างไร้ที่เปรียบ

ท้ายสุดพอมาถึงเรื่องที่พักก็ต้องเกิดการถกเถียงอีกครั้ง อวี่มั่วจัดการเตรียมห้องให้กับหลานเฟิง หลานเยี่ยและมู่หลีคนละห้อง แต่หลานเฟิงกลับยืนยันที่จะพักห้องเดียวกับหลานเยี่ย มู่หลีก็เข้ามายุ่งร้องจะอยู่ห้องเดียวกับหลานเยี่ยเหมือนกัน คราวนี้ทั้งสองคนลงมือลงไม้กันจริง สุดท้ายแล้วหลานเยี่ยก็ไม่สนใจใครทั้งนั้นก่อนจะเข้าห้องปิดประตูนอน

ตกดึกเงียบสงัด ในค่ำคืนแสนเหน็บหนาวและยาวนาน ความเศร้าดิ่งลึกเริ่มเปิดม่านขึ้นอีกครา หยาดน้ำตาเม็ดใสเริ่มไหลลงมาอีกครั้ง ที่แสงจันทร์สีนวลซับซ้อนส่องพาดผ่านกลางดึกอันเงียบสงบ ใช่เพราะต้องการจะลบลืมความเป็นมาในอดีตหรือไม่

กลางดึก เงาร่างสีดำร่างหนึ่งเดินเข้ามาในห้องของหลานเยี่ยเงียบๆ พูดตามจริงแล้วหลานเยี่ยควรจะรู้สึกตัว แต่หลานเยี่ยในยามนี้กลับเหงื่อไหลท่วมศีรษะ พูดจาละเมอ

“ชิวเย่ว์ ช่วยข้า ชิวเย่ว์ ชิวเย่ว์ อย่าพาชิวเย่ว์ไป อา…” ขณะเดียวกันรอบกายหลานเยี่ยพลันเกิดการขับเคลื่อนกระแสพลังวิญญาณระลอกใหญ่ อันตรายพร้อมจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา เงาร่างสีดำจับจุดชีพจรของหลานเยี่ย จากนั้นก็เร่งโคจรพลังวิญญาณในร่างตน นำเอาไข่มุกสีม่วงเม็ดหนึ่งออกมาจากหัวใจ พร้อมกันนั้นทรวงอกของหลานเยี่ยก็ปรากฏดวงแสงวาบประกายสีฟ้าขึ้นมา แสงสีฟ้าและแสงสีม่วงอันสุกสว่างน่าหลงใหลนั่นทำปฏิกิริยาต่อกัน กระแสพลังวิญญาณอันบ้าคลั่งค่อยๆ อ่อนแรงลง ก่อนจะไหลไปตามเส้นลมปราณของหลานเยี่ย ผ่านไปหนึ่งเค่อ [1] หลานเยี่ยก็นิ่งสงบลงในที่สุด ในตอนนี้เงาร่างคนอีกร่างหนึ่งซึ่งอยู่ข้างประตูก็จากไปเงียบๆ ส่วนเงาร่างสีดำที่อยู่ในห้องของหลานเยี่ยกลับกระโดดขึ้นไปบนหลังคาห้อง

“หึ หึ เขาชอบเจ้านี่เอง” บนหลังคาห้องมีชายผู้หนึ่งถือไหสุราพูดกับเงาสีดำ “เสี่ยวเยี่ยแสดงออกมาชัดเจนขนาดนี้แล้ว เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมรับอีก เหตุใดถึงยังปล่อยให้เสี่ยวเยี่ยพบความทรมานอยู่อีก”

“เรื่องของข้าไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง เจ้าแค่ทำเรื่องที่ตัวเองควรทำก็พอแล้ว ทางที่ดีอย่าให้เยี่ยรู้ตัวตนของเจ้า” เงาสีดำพูดออกมาเสียงเย็น

“เรื่องที่ควรทำ ทำดีแล้วจะมีผลอย่างไร สุดท้ายแล้วแม้แต่คนในดวงใจก็ยังไม่ได้มา” ชายหนุ่มหัวเราะขื่นขม “หากวันใดเจ้าทำให้เสี่ยวเยี่ยเสียใจ ข้าไม่คิดลังเลจะแย่งตัวเสี่ยวเยี่ยไปแน่ ต่อให้ต้องใช้ชีวิตข้าแลกก็ตามแต่” สิ่งที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของชายหนุ่มนั้นคือความยึดมั่นถือมั่น

เงาร่างสีดำไม่ได้พูดอะไร พลางหมุนตัวเดินออกไป

…………………

1 เค่อ คือการบอกช่วงเวลาในสมัยโบราณของจีน 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!