บทที่ 32 โดนลอบทำร้าย
“หลายปีมานี้ข้าไม่รู้เลยว่าตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น ช่างรู้สึกละอายที่ท่านนำชีวิตของตนมาแลกกับชีวิตของข้าเสียจริง
ลูกได้เป็นพยานในช่วงอายุที่งดงามที่สุดของท่าน แต่ลูกอยากเป็นเพียงเด็กธรรมดาที่ค่อยๆ แก่ตัวไปพร้อมท่าน ตอนเด็กข้าใช้ความคิดที่ไม่โตเท่าไรนักนำเอารูปลักษณ์ของท่านประทับอยู่ในความทรงจำ
ดังนั้นวัยแรกยามที่สวยงามที่สุดของท่านจะอยู่กับข้าตลอดชีวิต นี่แท้จริงแล้วถือว่าโชคดีหรือไม่? ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน ท่านคงรู้แล้วว่าเกิดเรื่องกับตระกูลหลาน รู้เรื่องท่านพ่อแล้ว ข้าไม่รู้ว่าการตัดสินใจของข้านั้นถูกต้องหรือไม่ ข้าบังคับให้ท่านพ่อมีชีวิตอยู่ต่อ แต่เขาคงอยากขึ้นไปอยู่พร้อมหน้ากับท่านเป็นแน่ ตอนนี้ข้ามีแรงกดดันเยอะเหลือเกิน ข้าไม่รู้ว่าควรเดินต่อไปอย่างไรบนทางข้างหน้า ข้าไม่มีประสงค์ต่อใต้หล้า แต่ใต้หล้านี้กลับบีบบังคับข้าอย่างไม่หยุดหย่อน
ท่านแม่ แต่เดิมลูกไม่ควรพูดเรื่องเหล่านี้กับท่าน ทำให้ท่านไม่สบายใจ แต่ลูกใกล้จะยืนหยัดต่อไปไม่ไหวแล้ว หลังจากท่านพ่อล้มลงลูกก็รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มแล้วจริงๆ”
“อีกอย่างท่านแม่ ลูกชอบคนคนหนึ่ง นานมาแล้ว ท่านเองก็รู้จัก เขาชื่อหลานเฟิง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลูกไม่เพียบพร้อมหรืออย่างไร เขามักจะตั้งใจหลบหลีกความรู้สึกของข้าอยู่เสมอ
หากท่านยังอยู่ ท่านจะสนับสนุนข้าใช่หรือไม่เพราะ อย่างไรเขาก็เป็นบุรุษ หากข้าอยู่กับเขาในอนาคตตระกูลหลานจะไม่มีผู้สืบทอด แต่ท่านแม่จะต้องสนับสนุนข้าเป็นแน่กระมัง เพราะท่านอบอุ่นเสียขนาดนั้น” หลานเยี่ยหัวเราะเยาะตนเอง
“ลูกรู้ว่าท่านคิดถึงท่านพ่อเป็นอย่างมาก ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรลูกจะไม่ยอมให้ท่านอยู่ที่เขาเทียนปี้อีกต่อไป ลูกจะต้องพาท่านตระกูลหลานเร็วที่สุด วันนี้พอเท่านี้ก่อนดีว่า วันหน้าลูกจะมาเยี่ยมท่านใหม่”
เมื่อหลานเยี่ยออกมาจากโถงบรรพชน หลานเฟิงนั้นรออยู่หน้าประตู เหมือนกับแต่ก่อนบนใบหน้านั้นไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมา
ระหว่างทางกลับทั้งสองฝ่ายดูแลกันและกัน ไม่มีใครพูดจา
“ตอนนี้พอกลับมาคิดดูแล้วช่างเสียดแทงนัก ความทรงจำวัยเด็กของข้าเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น ก่อนที่จะฟื้นความทรงจำกลับมา ความทรงจำของข้าเริ่มตั้งแต่สามขวบ ตอนนั้นมีคนคนหนึ่งอยู่กับข้าตลอดเวลา ดูพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกด้วยกัน ค้นหาสิ่งของแปลกใหม่น่าสนใจบนเขาหลานวั่งกับข้า ทดลองเรื่องต่างๆ ไปกับข้า ทำเรื่องมากมายที่ไม่เคยทำมาก่อน”
จู่ๆ หลานเยี่ยก็หยุดพูด มองหลานเฟิงนิ่ง หลานเฟิงเองก็มองเขา ริมฝีปากขยับสองสามทีคิดจะพูดอะไรออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด
“ดูท่าทางความรู้สึกขององครักษ์ใหญ่หลานจะลดลงเสียนี่” หลานเยี่ยพลิกมือจับธนูดอกหนึ่งเอาไว้
ทันใดนั้นคนจำนวนมากก็เข้ามาล้อมรอบเอาไว้ โอบหลานเยี่ยและหลานเฟิงเอาไว้ตรงกลาง คนที่นำทัพมานั้นมีใบหน้าที่หลานเยี่ยยากจะลืมชั่วชีวิต
“ท่านประมุขหลานเพิ่งจะกลับมาจากเยี่ยมมารดาที่เขาเทียนปี้มาหรือ? แล้วยังมีนายน้อยเยี่ย โอ้ไม่ องครักษ์หลานเฟิง” ชิวหลีก้าวขึ้นมาข้างหน้าสองก้าว “ของกำนัลที่องครักษ์หลานมอบให้ข้า ทำให้ข้าลดความวุ่นวายในอนาคตได้เยอะ ข้าสกุลเยี่ยมาเพื่อมอบของกำนัลคืน”
“ไม่ต้องหรอกท่านประมุขเยี่ย ของขวัญชิ้นน้อยขององครักษ์ข้าไม่สมกับความเคารพนัก ข้าสกุลหลานขออวยพรท่านล่วงหน้าให้ท่านลงน้ำพุเหลืองในเร็ววัน” หลานเยี่ยมองเยี่ยชิวหลีอย่างขบขัน
“เช่นนั้นต้องขอบคุณคำอวยพรของเจ้าแล้ว บุกเข้าไป”
คนข้างหลังชิวหลีพุ่งขึ้นมา ครั้งนี้คนที่ชิวหลีพามาไม่ใช่คนธรรมดา นี่เป็นการตั้งใจแล้วว่าจะจัดการหลานเยี่ยให้ถึงแก่ชีวิต แต่ผนึกสะกดของหลานเยี่ยคลายออกแล้ว จนถึงตอนนี้นอกจากชังหลานและมุกหลิววั่งก็ไม่มีใครสามารถควบคุมหลานเยี่ยที่เปิดใช้พลังทั้งหมดได้
ทั้งสองคนฝึกวิชาด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมมือกันอย่างรู้ใจ ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ก็จัดการควบคุมคนที่อยู่รอบข้างได้ทั้งหมด หลานเยี่ยยกขลุ่ยหยกมาไว้ข้างปาก ขับพลังออกมา บทเพลงตกน้ำไร้ความปรานีดังขึ้นปรากฏเป็นกระบี่นับจำนวนไม่ถ้วน ตั้งใจพุ่งตรงไปที่ชิวหลี หลานเฟิงถือกระบี่ในมือทำให้คนที่พลิ้วไหวไปมาดั่งสายน้ำต้องตาพร่ามัวไปหมด



