บทที่ 36 ขลุ่ยหยกชิงหลวน
หลานเฟิงมองหลานเยี่ย รับขลุ่ยหยกมาไว้ในมือ นั่งลงบนพื้น ค่อยๆ เป่าบทเพลงที่แต่งไว้เพื่อเจ้าโดยเฉพาะ
หลานเยี่ยเอียงตัวพิงร่างหลานเฟิง หลับตาลงเพลิดเพลินสุขสมไปกับช่วงเวลาแสนสงบในเสี้ยววินาทีนี้
เสียงขลุ่ยดังเอื่อยไปทั่วหอเย่ว์เยี่ย พาทั้งสองคนกลับไปยังช่วงเวลาที่ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นกังวล
∗∗∗
หลานเยี่ยปีนกำแพงเข้าไปในตำหนักเอกเขาเทียนปี้อีกครั้ง บังเอิญเจอเข้ากับอวิ๋นอี้กำลังถือขลุ่ยหยกด้ามหนึ่งอยู่พอดี หลานเยี่ยย่องเดินเข้าไปเบาๆ ข้างหลังอวิ๋นอี้ คิดจะขโมยขลุ่ยหยกมา แต่กลับถูกอวิ๋นอี้เอียงตัวพุ่งไปบนพื้น ล้มลงไปอย่างจัง
“ไอยา ท่านลุง ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้? ข้าหกล้มจนเจ็บไปหมดแล้ว” หลานเยี่ยถลึงตาโต ในดวงตาเป็นประกายพูดออกมาอย่างน้อยใจ
“ข้ายังไม่รู้ฤทธิ์เจ้าอีกหรือเจ้าเด็กน้อย ทำไม? อยากได้หรือ? อยากได้ก็พูดออกมาตรงๆ ลุงใช่ว่าจะไม่มอบให้เจ้าเสียหน่อย แล้วยังไม่ต้องล้มด้วยซ้ำ เจ้าว่าใช่หรือไม่” อวิ๋นอี้หัวเราะเจ้าเล่ห์ เขาจะไม่รู้จักลูกเล่นแพรวพราวของเจ้าเด็กนี้ได้อย่างไร
“หึ ข้าก็แค่อยากดู” นิสัยโอหังของหลานเยี่ยระเบิดออกมา
“เจ้าเด็กนี้ ยังไม่รีบมาอีก” อวิ๋นอี้มีสีหน้าเหลืออด กลับเป็นหลานเยี่ยที่เบะปากรีบวิ่งเข้าไปหา
“นี่คือขลุ่ยหยกชิงหลวน มันไม่ใช่ขลุ่ยด้ามหนึ่ง แล้วยังเป็นอาวุธชิ้นหนึ่ง ถ้าหากขับกระแสพลังเป่าออกมา ก็จะสามารถเป่าคลื่นเสียงที่มีกำลังการฆ่าออกมาได้ แหลมคมเช่นกระบี่ มา ข้าสอนเจ้าเป่า”
“ท่านลุงมอบให้ข้าได้หรือไม่เล่า?” หลานเยี่ยยิ้มกว้างเผยฟันสองทั้งสองแถวออกมา
“รู้อยู่แล้วว่าเด็กอย่างเจ้าต้องถูกใจ รอวันไหนที่เสี่ยวเยี่ยมีคนในใจ ก็สามารถเป่าให้นางฟังได้ พูดเรื่องเหล่านี้กับเด็กน้อยอย่างเจ้าไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ”
“เฮ้อ ข้าเข้าใจๆ ก็เหมือนกับท่านพ่อและท่านแม่ของข้า แสดงความรักต่อหน้าข้าอยู่ทุกวัน” หลานเยี่ยแสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่พยักหน้าพูดออกมา
“หึ หลานชิงกล้าทำอะไรกับหรงเอ๋อร์ ดูซิว่าข้าจะไม่จัดการกับเขา”
“ท่านลุง ท่านอย่าได้ขี้หวงไปเลย คนเขารักกัน พูดเหมือนว่าท่านและท่านป้าแสดงออกน้อยไปกว่านี้เสียอย่างนั้น” หลานเยี่ยกลอกตามองเขาทีหนึ่ง
“ช่างเถิด ข้าไปหาท่านป้าแล้ว ท่านอยู่ที่นี่คนเดียวเถิด” หลานเยี่ยกระโดดกระเด้งจากไป เหลือเพียงอวิ๋นอี้โกรธจนควันออกหูอยู่คนเดียว
“เฮ้อ เดี๋ยวก่อน ให้แม่เจ้ากลับมาหาข้าบ่อยๆ ซิ” อวิ๋นอี้ตะโกนไล่หลังเสียงดัง
“รู้แล้วๆ ข้าไปแล้ว”
∗∗∗
“นายน้อย ข้าเป่าขลุ่ยให้ท่านฟังแล้ว เช่นนี้ท่านก็จะไม่รู้สึกหงุดหงิดใจแล้ว” นั่นเป็นวันที่หลานเยี่ยโดนจับกลับมาขังไว้สองสามวันหลังจากที่แอบหนีออกจากตระกูลหลานไปเมืองหลวง หลานเฟิงเป่าขลุ่ยให้เขาฟังทำให้เขานอนหลับอย่างสบายใจ เช่นนี้ก็จะไม่รู้สึกถึงความหงุดหงิดใจและความหิวแล้ว
ในตอนนี้ใต้หล้าวุ่นวาย เรื่องรบกวนใจมีไม่น้อย หลานเยี่ยกลับค่อยๆ เข้าสู่ภวังค์แห่งความฝันไปพร้อมกับเสียงขลุ่ยของหลานเฟิง
หลานเฟิงหยุดเป่า ใช้แสงจันทร์ลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนข้างกาย หลังจากทอดถอนหายใจออกมาทีหนึ่งก็อุ้มหลานเยี่ยกลับเข้าไปในห้อง
เรื่องบนแผ่นดินนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ถ้าไม่มีการสู้รบ เขาก็คงเป็นเด็กคนนั้นเป็นแน่ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็จะไม่ได้พบกันเป็นแน่
หากเป็นเช่นนี้ไปตลอดก็คงจะดี หลานเฟิงคิด
ตอนที่ฟ้าเริ่มสว่าง จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเคาะเสียงดัง หลานเฟิงขมวดคิ้ว มองหลานเยี่ยที่อยู่ในห้องภายใน แล้วถึงดันประตูเปิดออก
“จู่จื๋อซือ มีอะไรหรือ? ตอนนี้ท่านประมุขยังไม่ตื่น” เห็นหลานเฟิงออกมาจากในห้อง หลานเม่ยไม่ได้ตกใจเท่าไรนัก
“ชิวหลีนำคนเดินทางไปยังด่านมู่หลิงผ่านเมืองหลวงบุกเข้าโจมตีเขาเทียนปี้ พร้อมกันนั้นยังมีคนตระกูลเยี่ยกลุ่มหนึ่งโจมตีซีเชวีย”
“ด่านมู่หลิงป้องกันง่ายโจมตียาก เขากำลังวิ่งหาความตาย” เสียงเย็นชาดังออกมาจากในห้อง



