ตอนที่ 445 งานพนันสมบัติครั้งใหญ่
เมื่อแสงตะวันส่องลอดเข้ามาจากหน้าต่าง ซูหมิงที่นั่งฌานมาครึ่งเดือนลืมตาขึ้นเป็นครั้งแรก นัยน์ตาเป็นมันวาว ดูแล้วบรรลุถึงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
หลังจากแสงตะวันส่องเข้ามาจนทั้งห้องสว่าง ซูหมิงหยิบขวดเล็กสีฟ้ามาจากถุงเก็บวัตถุอย่างเนิบๆ หลังจากเปิดฝาแล้วก็สูดดม
‘ไขกระดูกทะเล…สิ่งนี้จะทำให้พลังฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว บางทีอาจมีประโยชน์ที่นี่’ ซูหมิงเก็บขวดเล็กสีฟ้าแล้วยืนขึ้น เมื่อจัดระเบียบเครื่องแต่งกายเสร็จก็ผลักประตูเดินออกไป
ตอนที่เขาเดินออกมา ประตูห้องของหนานกงเหินก็เปิดเช่นกัน หนานกงเหินก้าวเท้ายาวออกจากห้องด้วยสีหน้ามั่นใจและจิตใจเต็มร้อย พอเห็นซูหมิงก็หัวเราะเสียงดัง ก่อนประสานมือคารวะ
“สหายโม่ ไม่เจอกันหนึ่งเดือน เจ้าดูดีขึ้นเยอะเลย!”
ซูหมิงยิ้มบางๆ มองหนานกงเหินแวบหนึ่ง แอบตกใจเล็กน้อย
“ระดับพลังสหายหนานกงก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย ดูท่าคงจะปรองดองกับวิญญาณเก้าหยินแล้ว อีกทั้งคงได้โชคมาด้วย”
“ฮ่าๆ ข้าไม่ก้าวหน้าเท่าไรหรอก ทว่าการเชื่อมประสานกับท่านซู่ยังนับว่าสำเร็จ” หนานกงเหินยิ้มกล่าว ก่อนเดินลงบันไดไปพร้อมกับหนานกงเหิน
ตอนที่ทั้งสองคนลงมา หลันหลันกับอาหู่และยังมีฉี่ตง เด็กหนุ่มสาวสามคนนี้ก็ออกมาจากห้องเช่นกัน แล้วคารวะซูหมิงกับหนานกงเหิน
ซูหมิงมองอาหู่กับหลันหลัน ยามนี้เด็กหนุ่มสาวคู่นี้มีสีหน้าตื่นเต้นและเฝ้ารอคอย เห็นชัดว่าพวกเขาก็รู้ว่าวันนี้เป็นงานพนันสมบัติครั้งใหญ่เช่นกัน
ซูหมิงขบคิดเล็กน้อยก่อนมองหนานกงเหิน
“สหายหนานกง ข้ามีเรื่องอยากขอให้ช่วย”
“เกี่ยวกับเด็กหนุ่มสาวพวกนี้รึ?” หนานกงเหินกวาดสายตามองหลันหลันกับอาหู่ ยิ้มๆ พลางกล่าวขึ้น
“ใช่ ดูจากท่าทางพวกเขาแล้วคงอยากจะไปดูงานพนันสมบัติครั้งใหญ่มาก ถ้าไปแล้วหวังว่าสหายหนานกงจะช่วยดูแลแทนให้ด้วย ให้พวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย ส่วนข้าอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น น่าจะเสียเวลาอยู่พักหนึ่ง” ซูหมิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วประสานมือคารวะหนานกงเหิน
“ได้ สหายโม่วางใจเถอะ หากข้าปกป้องพวกเขาไม่ได้ก็คงไม่มีหน้ามาพบสหายโม่อีก” หนานกงเหินมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก!” ซูหมิงพยักหน้า
“สหายโม่ พวกเราอย่าเพิ่งคุยกันดีกว่า รีบไปงานพนันสมบัติครั้งใหญ่กันก่อน จะได้อะไรมาบ้างก็ต้องดูที่โชคของพวกเรา!” หนานกงเหินรีบกล่าว หลังจากซูหมิงเห็นด้วยแล้ว ทั้งสองคนจึงพาพวกหลันหลันสามคนออกจากโรงเตี๊ยม หนานกงเหินดูชำนาญทาง ภายใต้การห้อเหยียดตลอดทางของทุกคน พวกเขาก็เข้าใกล้งานมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลานี้แทบทั้งเมืองเชมันมีคนออกจากเรือนพักของตน และมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองซึ่งเป็นจุดที่จัดงานพนันสมบัติอย่างสุดกำลัง
ตรงใจกลางเมืองเชมัน ยามนี้บนท้องฟ้ามีหินสีแดงก้อนเล็กใหญ่หนึ่งพันกว่าก้อนลอยอยู่กลางอากาศ ขนาดใหญ่ก็สูงสิบกว่าจั้ง ขนาดเล็กก็มีเท่าศีรษะคน พวกมันอยู่กันแน่นขนัด แม้บอกว่ามีเพียงพันกว่าก้อน ในสายตากลับประดุจกระจายเต็มผืนฟ้า
ทำให้คนมองเกิดความรู้สึกตะลึงไม่ว่า ยังรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างรุนแรงด้วย
หินเหล่านั้นเปล่งแสงสีแดง ดุจย้อมครึ่งท้องฟ้าให้กลายเป็นสีเดียวกัน ทำให้ผู้คนหายใจกระชั้น ใต้หินสีแดงหนึ่งพันกว่าก้อนเป็นแท่นนั่งยกสูงจากพื้นแปดมุม ตอนนี้ด้านบนมีคนนั่งอยู่จำนวนมาก
โดยรอบแน่นขนัดไปด้วยกลุ่มคน พวกเขาไม่มีสิทธิ์นั่งบนแท่น ทว่าก็มีสิทธิ์ซื้อหินสีแดงเช่นกัน ฉะนั้นต่อให้อยู่ข้างนอกยามนี้ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี
บนท้องฟ้า ระหว่างแท่นราบบนพื้นดินกับเหล่าหินสีแดงเป็นวิหารใหญ่แปดหลังลอยอยู่ วิหารทุกหลังเปล่งแสงวิบวับ เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่ในนั้นล้วนมีฐานะสูงส่งยิ่ง
รอบวิหารใหญ่ทั้งแปดมีของวิเศษพิลึกเกือบร้อยชิ้นลอยอยู่ ของวิเศษเหล่านี้ขยับแสงวูบวาบ รวมขึ้นเป็นลักษณะวงกลม ราวกับวงแหวนแสงจำนวนมากตัดสลับกัน ขณะขยับแสงวิบวับก็แผ่กระจายความรู้สึกเฉียบคม
ยามนี้ของวิเศษเกือบหนึ่งร้อยชิ้นค่อยๆ หมุนโคจร ทุกครั้งที่วงแหวนแสงสองวงตัดสลับกันจะเกิดเป็นเสียงดังซ่าๆ กระจายทั่วทิศ แสบแก้วหูยิ่งนัก
บนแผ่นดินไกลออกไปอีกในเมืองเชมัน ยังมีคนมากขึ้นกำลังรีบทยอยกันเข้ามา ซูหมิงคือหนึ่งในนั้น หากไม่มีหนานกงเหินพวกเขาคงได้อยู่แค่รอบนอกของงาน ทว่าด้วยฐานะของหนานกงเหิน เขาจึงพาพวกซูหมิงผ่านกลุ่มคนมุ่งตรงไปยังแท่นราบ และนั่งอยู่ตรงจุดชิดขอบหน้าที่จองเอาไว้
โดยรอบมีเสียงดังเกรียวกราว เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ แทบทุกสายตาล้วนเพ่งมองหินสีแดงหนึ่งพันกว่าก้อนบนท้องฟ้า ในสายตาเหล่านี้มีการเฝ้ารอ กระหาย ตื่นเต้น และเพ้อฝัน…
“จะเริ่มแล้วสหายโม่ นี่คือหินสีแดงกลุ่มแรก หลังจากเริ่มไปครู่หนึ่งแล้วทุกคนจะบินขึ้นฟ้าไปตรวจสอบหินเหล่านั้น บนตัวหินจะมีหมายเลขอยู่ หากชอบก็ให้จำหมายเลขเอาไว้ หลังจากนั้นก็ประมูล คนที่ให้ราคาสูงจะได้ไป!” หนานกงเหินมีนัยน์ตาเฝ้ารอคอยระหว่างอธิบายให้ซูหมิงฟัง
ซูหมิงนั่งอยู่ตรงนั้น เงยหน้ามองหินสีแดงบนท้องฟ้า นัยน์ตาขยับวูบไหว ที่นี่มีคนเยอะเกินไป อีกทั้งยังมีผู้แข็งแกร่งอีกไม่น้อย ซูหมิงไม่สะดวกจะใช้จิตสัมผัส จึงหาอูตัวไม่พบในตอนนี้
แต่เขาคิดว่าหากตนไม่ไปหาอูตัว อูตัวก็คงคิดวิธีมาหาตนเอง
เสียงสนทนาดังเกรียวกราวรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน กลายเป็นเสียงอื้ออึงก้องกังวานโดยรอบ ทำให้งานพนันสมบัติในครั้งนี้ยังไม่ทันเริ่มก็ครึกครื้นอย่างยิ่งแล้ว
“ครั้งนี้จะต้องเปิดได้สมุนไพรแน่นอน ข้าเตรียมผลึกเชมันมาเยอะมากเพื่องานพนันสมบัติครั้งนี้!”
“พนันสมบัติ พนันสมบัติ ความเร้าใจแบบขึ้นสวรรค์และลงนรกในชั่วพริบตาเช่นนี้ ข้าไม่เชื่อหรอก ครั้งนี้ข้าจะซื้อสิบก้อน!”
“เฮอะๆ เทียบกับซื้อหินแดงแล้ว ข้าอยากเห็นคนอื่นซื้อหินไปมากกว่า ตอนที่เปิดหินแล้วรู้ว่าหินที่ยอมจ่ายผลึกเชมันไปมหาศาลกลับไม่คุ้มค่า สีหน้าแบบนั้นช่างน่าชมยิ่งนัก!”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป หินสีแดงหนึ่งพันกว่าก้อนบนท้องฟ้าพลันเปล่งแสงวูบวาบเด่นชัด จนย้อมแผ่นดินเป็นสีแดงฉาน มีเสียงแก่ชราดังก้องมาจากตรงกลางผืนฟ้าทันใด
“เป้าหมายที่ทุกท่านมาที่นี่ ก็เพื่องานพนันสมบัติครั้งนี้!” คล้อยหลังเสียงแก่ชราดังกังวาน บนพื้นดินค่อยๆ เงียบสงบลง ภายใต้สายตาของทุกคน มวลอากาศกลางผืนฟ้าบิดเบี้ยว คนผู้หนึ่งออกมาอย่างช้าๆ
เงาบุคคลนี้ขมุกขมัว มองเห็นใบหน้าไม่ชัด เห็นเพียงเส้นผมขาวทั้งศีรษะ ดูราวกับชายชราคนหนึ่ง ทว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น แรงกดดันกลับเกือบเท่าแรงบีบอัดจากหินสีแดงหนึ่งพันกว่าก้อน จึงดึงดูดสายตาของทุกคนเข้าไป
“ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งวิหารเทพเชมัน ได้ยินว่าขั้นพลังอยู่ที่ครึ่งก้าวก่อนระดับสูงสุด!”
หนานกงเหินกล่าวเสียงเบา ซูหมิงพลันลืมตาขึ้น มองเงาคนขมุกขมัวบนท้องฟ้าก่อนพยักหน้า
“ในเมื่อทุกท่านมาเพื่อการพนันสมบัติ เช่นนั้นข้าจะไม่พูดให้มากความ งานพนันสมบัติครั้งใหญ่ในครั้งนี้วิหารเทพเชมันเตรียมหินสีแดงไว้ทั้งหมดสิบรอบ ทุกรอบมีหนึ่งพันก้อน ตามประเพณีดั้งเดิมแล้ว หินทุกก้อนจะมีหมายเลขอยู่ ให้ทุกท่านได้เลือกตามสบาย!
ขณะเดียวกัน ที่นี่ยังเตรียมของวิเศษสำหรับการเปิดหินสีแดงโดยเฉพาะเอาไว้ให้ด้วย เมื่อใช้ของวิเศษนี้ทำลายหินแล้วก็จะให้ทุกท่านเห็นสมบัติข้างในได้ชัดเจนยิ่งขึ้น!” เงาคนชายชราเลือนรางยกมือขึ้นชี้ไปยังของวิเศษลักษณะวงกลมเกือบหนึ่งร้อยชิ้นกลางอากาศ
“ทว่าข้าต้องขอเตือนทุกท่านก่อน ข้าจะไม่ยุ่งกับหินสีแดงที่ทุกท่านได้มาจากที่อื่น แต่หินสีแดงทุกชิ้นในงานพนันสมบัติครั้งนี้จะต้องเปิดต่อหน้าทุกคน และไม่ใช่การเปิดเพียงนิดเดียว ต้องใช้ของวิเศษทำลายหินให้หมด!
จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าข้างในไม่มีสมุนไพรหรือของอื่นๆ แล้วถึงจะนับว่าสิ้นสุด หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็อย่ามาโกรธข้าแล้วกัน!” ประโยคสุดท้าย ชายชรากล่าวด้วยเสียงดุดัน
“ตอนนี้ ขอเปิดงานพนันสมบัติครั้งใหญ่!” ชายชรากล่าวจบก็สะบัดชายแขนเสื้อ บินขึ้นมายังหนึ่งในวิหารใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนนั่งขัดสมาธิลง จ้องเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาวาววับ
พอได้ยินคำพูดของชายชรา ซูหมิงขมวดคิ้ว ทว่าก็คลายออกอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าวิหารเทพเชมันกังวลว่าจะมีสมบัติแอบถูกเปิดโดยที่ตนไม่รู้ ฉะนั้นจึงตั้งกฎนี้ขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าทุกอย่างอยู่ในมือของอีกฝ่าย
อีกทั้งจากท่าทางของผู้คนโดยรอบ แม้ไม่พอใจกัน ทว่าส่วนใหญ่กลับนิ่งเงียบ เห็นได้ชัดว่ากฎนี้ไม่ได้เพิ่งมีในครั้งนี้ แต่มีมาตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน
‘มิน่าหนานกงเหินถึงรู้เรื่องสมุนไพรหายากในงานพนันสมบัติเยอะนัก การพนันสมบัติแบบนี้ไม่เรียกว่าการพนันสมบัติหรอก’ ขณะซูหมิงครุ่นคิด เริ่มมีคนบินขึ้นไปยังหินสีแดงหนึ่งพนันก้อน จากนั้นก็ทยอยกันบินไปเยอะขึ้น ไม่นานก็กลายเป็นสายรุ้งยาว รอบหินสีแดงบนท้องฟ้าพลันถูกคนจำนวนมากล้อมเอาไว้
เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ขึ้นอีกครั้งจากความเงียบสงบเมื่อครู่ ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นมา
หนานกงเหินประสานมือให้ซูหมิงแล้วบินขึ้นฟ้าไป ซูหมิงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืนขึ้นและบินขึ้นไปเช่นกัน ส่วนพวกหลันหลันยังบินไม่ได้ จึงได้แต่มองอยู่บนพื้นอย่างตื่นเต้น
กลุ่มคนบนท้องฟ้าเยอะมาก ข้างหินแทบทุกก้อนล้วนมีคนล้อมอยู่มากมาย ตรงนั้นมีทั้งนัยน์ตาวูบไหว และเสียงสนทนาเบาๆ พวกเขาต่างล้อมวงเพื่อวิเคราะห์ไม่หยุด แต่รอบหินเหล่านี้มีผนึกอยู่ จึงมองได้อย่างเดียวไม่อาจสัมผัส มิเช่นนั้นแล้วเกรงว่าคงมีไม่น้อยจับมันด้วยตัวเองเพื่อตรวจสอบว่าข้างในมีสมบัติหรือไม่
ซูหมิงค่อยๆ บินเข้ามา ผ่านเข้าไปในกลุ่มคน สายตามองหินทุกก้อน จิตสัมผัสเขารวมอยู่ในตัวคนเล็กสีดำในถุงเก็บวัตถุและคอยสังเกตอย่างละเอียด