ตอนที่ 1200 บรรพชนวิญญาณกับสัตว์รกร้าง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์ข้างนอกพลันหรี่ตาลง สีหน้ามีความจริงจัง เพราะเขาเห็นว่าแสงทองรอบตัวซูหมิงอ่อนลงเรื่อยๆ เพียงไม่กี่ ลมหายใจแสงทองก็หายไปทั้งหมด
หลังหายไปแล้ว ซูหมิงลืมตาขึ้น!
ทันทีที่ลืมตา ท้องฟ้าเกิดเสียงดังอึกทึก แผ่นดินสั่นสะเทือน ระลอกคลื่นที่ อัดแน่นไปด้วยพลังแก่กล้าแผ่มาจากตัวเขาอย่างไร้การควบคุม จุดที่ระลอกคลื่นผ่านมวลฟ้าจะบิดเบี้ยว หมอกบนแผ่นดินจะหายไปพร้อมกัน ความรู้สึกมีชีวิตชีวาเผยมาจากตัวซูหมิงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันดวงตาเขาขยับประกายเป็นพิเศษราวกับแฝงไว้ด้วยดวงดารา ความรู้สึกจากตัวเขาเหมือนจะต่างกับอดีต กระทั่งมีความรู้สึกเหนือธรรมดา เขายืนอยู่ตรงนั้นประหนึ่งว่าฟ้ายังต้องลดระดับลงเล็กน้อย แผ่นดินต้องลดต่ำลงไม่น้อย ราวกับว่าการคงอยู่ของเขาคือสิ่งที่ทำให้ฟ้าดินต้องสั่นสะท้าน
เขากวาดสายตามองแผ่นดิน ชั่วพริบตาที่สบตากับชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์ ดวงตาเขาขยับประกายวูบวาบ ชายชราก็ดวงตาเปล่งประกายเช่นกัน สองคนสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็ต่างรู้สึกว่ากลิ่นอายพลังมีความละม้ายกันจนน่ำตกใจ
นั่นไม่ใช่พลังของผู้ฝึกฌาน แต่เป็นพลังของบรรพชนวิญญาณ!
นั่นคือความรู้สึกและพลังที่เกือบเหมือนกับบรรพชนแห่งทะเลเต๋าและบรรพชนแห่งดินทราย นั่นคืออีกระดับชีวิตหนึ่งที่อยู่เหนือกว่าทุกสิ่งมีชีวิต เหมือนกับก้าวเท้ายาวออกจากคนกลายเป็นบรรพชน!
เปลี่ยนกฏฟ้าดินได้ตามใจชอบ เพียงหลับตาก็เห็นกฏจักรวาล ถึงขั้นที่เขายังรู้สึกถึงดวงจิตสามรกร้างในความว่างเปล่าอยู่ไกลๆ การยกระดับขอบเขตชีวิตตัวเองครั้งนี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเหลือเชื่อ ราวกับว่า…การคงอยู่ของเขาข้ามผ่านผนึกบางอย่าง บรรลุถึงระดับที่เหนือกว่าจินตนาการก่อนหน้านี้
หากเปรียบดวงจิตของสามรกร้างเป็นลูกกลมเพลิงใหญ่เท่าดวงตะวัน หากเปรียบทุกคนเป็นแสงหิ่งห้อย เช่นนั้นซูหมิง
ในยามนี้ เพลิงชีวิตเขาเหมือนกับกำลังเผาไหม้ เผาทำลายทุกสิ่งมีชีวิตได้ เพลิงชีวิตเขา แม้จะเทียบไม่ได้กับดวงจิตสามรกร้าง แต่ก็เหนือกว่าทุกสิ่งมีชีวิตมาก
โดยเฉพาะวิญญาณเขา หลังจากกินส่วนวิญญาณทั้งหมดไป วิญญาณเขาในตอนนี้มีระดับความแกร่งถึงขั้นที่หากแผ่ขยายดวงจิตออกก็สามารถสังหารได้
หนึ่งดวงจิตสังหารผู้ฝึกฌานได้ แม้ผู้ฝึกฌานคนนี้จะเป็นยอดฝีมือก็ยังไม่อาจต่อต้านกับการกวาดล้างด้วยดวงจิตของซูหมิง ต่อให้ยอดฝีมือต่อต้านได้เล็กน้อย แต่ดวงจิตซูหมิงก็ได้สร้างความตื่นตกใจอย่างยิ่งแก่อีกฝ่ายเหมือนกัน
เหมือนกับท้องฟ้าในพื้นที่บางแห่ง ซูหมิงในเวลานี้เปรียบได้กับเป็นเจตนารมณ์แห่งสวรรค์ของพื้นที่นั้นๆ ฟ้าสั่งให้ตายก็ต้องตาย เพราะดวงจิตซูหมิงเปลี่ยนกฏได้ รบกวนกฎ ทำลายมวลอากาศจนย่อยยับได้
นี่ก็คือพลังของบรรพชนวิญญาณ เป็นขอบเขตชีวิตที่วิญญาณชนรุ่นหลังฝึกฝนอย่างไรก็ไม่มีทางบรรลุถึง
ความแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความรู้สึกกุมความเป็นตายทำให้ชั่วพริบตาที่ ซูหมิงลืมตาขึ้นได้ตระหนักถึงความบ้าคลั่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเดินหน้าออกมาหนึ่งก้าวช้าๆ
หนึ่งก้าวนี้ฟ้าดินบิดเบี้ยว เกิดเสียงครึกโครม ซ้ำบนฟ้ายังปรากฏน้ำวนยักษ์ มันหมุนโคจรราวกับว่าภายในยังมีใบหน้าคนเลือนรางอยู่ แต่หากมองดีๆ น้ำวนเป็นเพียงน้ำวน และทุกอย่างเหมือนเป็นเพียงภาพมายา
“เจ้าคือ…” ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์ดวงตาขยับประกายบางจนไม่อาจตรวจพบ
“ข้อตกลงของเรายังไปต่อ” ซูหมิงกล่าวเรียบนิ่ง เขาไม่บอกชายชราไปตรงๆ ว่าเขายังเป็นตัวเองในตอนแรกหรือไม่ แต่ตัวเขาเข้าใจว่าเขาก็ยังเป็นเขา วิญญาณที่เปล่งแสงสีฟ้าดวงนั้นเป็นวิญญาณหลักของตนแน่ๆ แสงสีฟ้านั้นชี้นำให้เขา และให้เขาหาตัวเองพบในความสับสน
ตอนแรกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าแสงสีฟ้าคืออะไร แต่พอกลายเป็นบรรพชนวิญญาณแล้ว ด้วยความแกร่งของวิญญาณ ด้วยระดับชีวิตที่กลายเป็นเจตนารมณ์แห่งสวรรค์ เขาเข้าใจแล้ว
นั่นคือพลังของเผ่านอกอย่างที่ชายชราพูดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมารดาเขาเป็น คนหลอมรวมมันเข้าไปในวิญญาณเขาตอนเกิด
ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์หรี่ตาลง ขณะกำลังจะพูดต่อนั้นพลันใจสั่นไหว เขาเงยหน้ามองน้ำวนที่ปรากฏบนฟ้า ซูหมิงก็เงยหน้าเช่นกัน แม้จะช้ากว่าชายชราเล็กน้อย แต่ช้ากว่าแค่ลมหายใจเดียวเท่านั้น
‘แยกวิญญาณเก้าครั้งและรวมใหม่อีกครั้งก่อนก้าวสู่บรรพชนวิญญาณช่างน่ากลัวจริงๆ นี่เพียงแค่สำเร็จครั้งแรกเท่านั้น…’ ชายชราใจสั่น แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลา ตรึกตรองการเปลี่ยนแปลงของซูหมิง เพราะในน้ำวนบนฟ้ายามนี้มีเสียงคำราม ดังแว่วมา ขณะเดียวกันมีร่างเงาหลายสิบสายเผยมาจากในน้ำวน
ร่างเงาเหล่านั้นไม่ใช่สัตว์ร้าย แต่เป็นร่างคน!
นั่นคือผู้ฝึกฌาน ทุกคนสวมอาภรณ์หลากชนิดกัน แต่ส่วนใหญ่ขาดวิ่น ดวงตาเหี้ยมโหด สีหน้าสับสน
กลิ่นอายพลังจากตัวพวกเขาประหลาดยิ่ง แฝงไว้ด้วยความเก่าแก่ และยังมีความรู้สึกทำลายล้างเด่นชัด กระทั่งในตัว
พวกเขายังเหมือนมีดวงจิตหนึ่งที่กำลังหลับใหลอยู่ มันไม่เด่นชัด แต่ความรู้สึกจากดวงจิตนี้กลับมากพอจะทำลายล้างผืนฟ้า
ช่วงที่ซูหมิงเห็นผู้ฝึกฌานเหล่านี้ ในใจเขาสั่นไหว เขาพบว่าหนึ่งในผู้ฝึกฌานเหล่านี้คือ อาจารย์ของจั่นไป๋ที่เขาเคยเห็นในภาพขณะรับมรดกเทพบรรพชน!
ชายชราที่เดิมทีสวมอาภรณ์ยาว เส้นผมขาวดอกเลาและสง่าคนนั้น ตอนนี้เหมือนกับสัตว์ป่า ตอนอ้าปากยังมีน้ำลายไหลยืด พอออกมาจากน้ำวนแล้ว เขาก็มองซูหมิงด้วยแววตาเหี้ยมโหด
ขณะเดียวกับที่มองซูหมิง ซูหมิงพลันสังเกตเห็นว่ากลิ่นอายพลังบรรพชนวิญญาณของตนเกิดความปั่นป่วนขึ้น คล้ายกับว่าร่างเงาหลายสิบร่างนี้สร้างแรงกดดันต่อบรรพชนวิญญาณของซูหมิง ถึงขั้นที่เขารู้สึกว่ากลิ่นอายพลังตนเหมือนจะเป็น ยาบำรุงต่อร่างเงาเหล่านี้ พวกเขาเลยจะเข้ามากินโดยไม่สนสิ่งใด
“สัตว์รกร้างสามสิบหกตัว ซูหมิง ข้าจะช่วยตรึงสัตว์รกร้างเหล่านี้ไว้ให้ ตอนนี้เจ้าเพิ่งก้าวสู่บรรพชนวิญญาณ ยังต้องให้ร่างกาย พลังและวิญญาณเสถียรก่อน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญมาก เวลานี้เจ้าคืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์รกร้างพวกนี้
เจ้าต้องรีบเก็บกลิ่นอายพลังตัวเองให้เร็วที่สุด รวมพลัง ร่างกายและวิญญาณเป็นหนึ่ง ให้ขอบเขตแห่งบรรพชนวิญญาณเสถียรภาพ ข้าจะช่วยถ่วงเวลาให้เจ้าเอง เจ้าต้องทำให้เร็วที่สุด!” ระหว่างที่เสียงชายชราเผ่าวิญญาณดังก้อง เขาก็เดินหน้าไป ขณะ โบกแขนเสื้อเกิดระลอกคลื่นกระจายออกปกคลุมร่างเงาสามสิบหกคนนั้น เมื่อขวางพวกเขาเอาไว้แล้ว เขาก็เข้าปะทะกับร่างเงาสามสิบหกคนนั้นด้วยสีหน้ำเย็นชา
ดวงตาซูหมิงขยับประกายเย็นเยียบ เขานั่งขัดสมาธิลงอย่างไม่ลังเล ตอนที่หลับตาวิญญาณแผ่กระจายออกจากร่าง พลังหมุนโคจร รีบทำตามที่ชายชราพูดไว้ นั่นคือรีบหลอมรวมพลัง ร่างกายและวิญญาณให้เสถียรภาพ เก็บกลิ่นอายพลังที่กระจายออกไม่หยุดกลับมาช้าๆ แล้วผนึกกลิ่นอายพลังเอาไว้ในร่างกาย
ทว่ากลิ่นอายพลังเขาแกร่งเกินไป ต่อให้เป็นก่อนหน้านี้ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์ยังมองอยู่หลายที ดังนั้นตอนนี้การจะเก็บมันไว้ในร่างกายจึงทำไม่ได้ในเวลาสั้นๆ อย่างเร็วสุดก็หนึ่งชั่วยาม
ภายในหนึ่งชั่วยามนี้ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์ใช้อภินิหารและพลังสู้กับสัตว์รกร้างเหล่านั้น ผู้ฝึกฌานที่เขาเรียกว่าสัตว์รกร้างร้องคำรามดั่งสัตว์ป่า ในตัวพวกเขาไม่มีพลังใดๆ ซ้ำยังไม่มีอภินิหาร แต่มีเพียงสัญชาตญาณ
ทว่าพวกเขาจะไม่ถูกลบหายไป ถึงแม้ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์จะมีพลังสูงส่ง แต่พอทำลายพวกเขาหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ได้แต่มองพวกเขารวมขึ้นอีกครั้ง จนหนึ่งชั่วยามต่อมามีเสียงคำรามดังมาจากในน้ำวนอีกครั้ง ครั้งนี้ปรากฏร่างเงา หลายร้อย
ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์หน้ามืดทะมึนขึ้นเรื่อยๆ เขารู้ว่าตอนนี้ซูหมิงต้องการเวลา แต่เวลานี้ตนต้องแย่งชิงมาให้ เขาแค่นเสียงหึพลางยกมือขวาทำสัญลักษณ์มือ ชี้ขึ้นฟ้า ฉับพลันนั้นท้องฟ้าเกิดเสียงดังอึกทึก รอบตัวชายชราปรากฏแส้หางจามรีอันหนึ่ง เขากวาดมันไปรอบๆ ท้องฟ้าเกิดเงามายาขึ้น ก่อนพวกเขาจะเริ่มสู้กันอีกครั้งท่ามกลางเสียงดังสนั่น
ซูหมิงใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการเก็บกลิ่นอายพลัง ตอนนี้เขาเก็บกลิ่นอายพลังจนเหลือพันจั้งแล้ว ค่อยๆ ลดมาเป็น
ร้อยจั้ง พอเหลือห้าสิบจั้ง น้ำวนบนฟ้าเกิดเสียงดังสนั่นอีกครั้ง ครั้งนี้ผู้ฝึกฌานสัตว์รกร้างปรากฏหลายพันคน
ชั่วพริบตาที่เห็นว่ากลิ่นอายพลังซูหมิงลดน้อยลงเรื่อยๆ จากห้าสิบจั้งเป็นสิบจั้งและจะถูกเก็บไปจนหมดนั้น สัตว์รกร้างบนฟ้าหลายพันต่างคำรามพร้อมกัน ทุกคนพลันระเบิดออกกลายเป็นจุดแสงนับไม่ถ้วน ขณะชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์หน้าเปลี่ยนสี จุดแสงเหล่านี้รวมเข้าด้วยกันก่อนพุ่งทะลวงผ่านร่างชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์ไปดั่งแม่น้ำสายยาว มุ่งหน้าไปยังซูหมิงในพริบตา ตอนที่เข้าใกล้เขา แม่น้ำยาวที่รวมจากจุดแสงกลายเป็นใบหน้าดุร้ายยักษ์อ้าปากกว้างเขมือบมาทางซูหมิง
ใบหน้านี้มีขนาดราวหลายหมื่นจั้ง ยามนี้ขณะเข้ามาใกล้ยังเหมือนท้องฟ้าลดระดับลง ด้วยความเร็วของมันคือพริบตาเดียวก็มาอยู่เหนือหัวเขา ตอนที่เห็นว่าปากใหญ่อ้ากว้างกำลังจะเขมือบเขานั้น ซูหมิงลืมตาขึ้น กลิ่นอายพลังทั่วร่างถูกเก็บไปในร่างกายทั้งหมด
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเย็นชาจ้องใบหน้ายักษ์ประหนึ่งฟ้าข้างบน ใบหน้านั้นหยุดชะงักห่างจากเขาไม่ถึงสิบจั้ง มันจ้องซูหมิง ซูหมิงก็จ้องมันเช่นกัน
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ใบหน้าดุร้ายพลันยิ้มเหี้ยมโหดกว่าเดิม ขณะเดียวกันใบหน้าหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ในระหว่างที่มันหายไป ตรงระหว่างคิ้วมีสายฟ้าสีแดงฉานสายหนึ่งพุ่งไปยังน้ำวนบนฟ้า ต่อมาน้ำวนเกิดเสียงดังอึกทึกและกลับมาเป็นปกติ ค่อยๆ สงบลง
ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์เห็นภาพนี้แล้วหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน
“ภัยพิบัติรกร้าง…”
“ภัยพิบัติรกร้างคืออะไร” จากสีหน้าซูหมิงจะมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในใจแม้แต่น้อย เขายืนขึ้นจากท่านั่งขัดสมาธิช้าๆ สายตามองฟ้าที่กลับมาเป็นปกติพลางถามขึ้นเรียบๆ
“หลังจากยกระดับวิญญาณสำเร็จแล้ว ส่วนใหญ่จะปรากฏสัตว์รกร้าง หากมีการช่วยหรือผ่านไปได้ด้วยตัวเองก็จะไม่มีอะไรอีก แต่จะมีโอกาสน้อยยิ่งที่จะเกิดภัยพิบัติรกร้าง…
พลังของภัยพิบัติรกร้างนี้มากพอจะทำลายดวงจิตทุกดวง ข้าเคยประสบมาแล้วครั้งหนึ่ง และก็เป็นครั้งนั้นที่ชาวเผ่าข้าตายกันทั้งหมด แม้แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าผ่านไปได้อย่างไร เพราะมีอยู่ครึ่งชั่วยามที่ข้าเสียสติไป
ตอนที่ข้าได้สติ ภัยพิบัติรกร้างหายไปแล้ว แต่ชาวเผ่าข้าสิ้นชีพทั้งหมด หลานของข้า มือข้ายังแทงเข้าไปในอกเขาอยู่เลย…
ภัยพิบัติรกร้างจะไม่ได้มาอย่างกะทันหัน แต่ในหนึ่งปีในอนาคต มันจะมาได้ทุกเมื่อ…” ชายชราเผ่าวิญญาณสวรรค์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยสีหน้าเจ็บปวด