บทที่ 682 ยุวชนคนใดเล่าที่ไม่บ้าระห่ำ
เธอก็เคยพบฝาแฝดคู่นั้นแล้ว อย่าว่าแต่รูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วเลย แม้แต่การเคลื่อนไหวก็เหมือนกันเป๊ะตลอด เมื่อเป็นเช่นนี้พอพวกเขาต่อสู้ขึ้นมา ทั้งสองจะประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน …
ที่สำคัญกว่านั้นคือ พวกเขาใจกล้ามาก ลงมือก็เหี้ยมโหด สามคนนี้ล้วนรับมือไม่ง่ายทั้งสิ้น กู้ซีจิ่วปรับกลยุทธ์ไว้รับมือกับพวกเขาแล้ว เมื่อถึงเวลาค่อยปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อีกที
อันที่จริง กู้ซีจิ่วก็ไม่มั่นใจ ตัวเธอคาดการณ์ไว้ว่าอัตราที่จะชนะอย่างมากก็สามส่วนเท่านั้น แต่เพื่อกระตุ้นแรงใจของสองคนที่อยู่เบื้องหน้า เธอเลยบอกว่าเต็มสิบส่วน!
ในสนามรบเจตตำนงในการต่อสู้สำคัญที่สุด หากแม้แต่ตัวคุณยังไม่มีความเชื่อว่าจะรบชนะ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงรอรับความพ่ายแพ้เท่านั้น!
พอเธอบอกว่ามั่นใจเต็มสิบส่วน สายตาของสองคนที่อยู่เบื้องหน้าล้วนเปล่งประกายขึ้นมา!
เพียงแต่พวกเขายังไม่ค่อยเชื่อเท่านั้น รอให้กู้ซีจิ่วพูดต่อไป
“ข้าขอถามพวกเจ้า พวกเจ้าอยากชนะไหม?”
“อยาก!”
“อยาก!”
“เช่นนั้นต้องเชื่อฟังข้าทุกอย่าง…” เธอร่ายคำพูดปลุกขวัญบางส่วนออกมา
เมื่อก่อนเธอก็เคยระดมพลก่อนการรบอยู่บ่อยๆ ตอนนั้นสามารถทำให้ชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่โลหิตร้อนระอุออกไปสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่าน ยามนี้พอต้องมาหลอกล่อสองคนนี้จึงไม่คณามือเลย
แน่นอนว่าหลังจากเธอพูดจบ สองคนนั้นก็ฮึกเหิมจนใบหน้าน้อยๆ แดงระเรื่อ ดวงตาก็ลุกวาว
กู้ซีจิ่วอาศัยจังหวะที่เหล็กยังร้อนอยู่ยื่นมือข้างหนึ่งออกมา หลานไว่หูก็รีบวางมือทับบนหลังมือเธอทันที เชี่ยนหลิงอวี่ก็วางมือซ้อนไว้ด้านบนเช่นกัน ทั้งสามคนคล้ายว่าเอ่ยถ้อยคำปฏิญาณอยู่
“เพื่อชัยชนะ สู้! ”
การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ทั้งสามคนทำเป็นประจำ เนื่องจากเมื่อก่อนยามที่กู้ซีจิ่วเห็นหน่วยรบพิเศษทำแล้วรู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้ห้าวหาญมาก!
ทุกครั้งที่หน่วยรบพิเศษเหล่านั้นออกไปปฏิบัติภารกิจต่อสู้ร่วมกัน จะวางมือซ้อนกันเช่นนี้เสมอ ตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ไม่ทอดทิ้งไม่ยอมแพ้’ อะไรทำนองนั้น จากนั้นก็ออกไปสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่าน
ดังนั้นก่อนที่กู้ซีจิ่วกับสองคนนั้นจะออกไปประลองแบบกลุ่ม ก็จะระดมพลังเช่นนี้เสมอ
ยุวชนคนใดเล่าที่ไม่เลือดร้อน?!
ยุวชนคนใดเล่าที่ไม่บ้าระหํ่า?
ต่อให้เป็นเพียงวิฬาร(แมว) ก็สามารถปลุกเร้าให้กลายเป็นพยัคฆ์ได้…
….
สนามกีฬาของสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์เปิดโล่ง รูปร่างคล้ายรังนก ทุกครั้งที่กู้ซีจิ่วเห็นรังนกแห่งนี้ก็จะรู้สึกปวดตับและชิดเชื้อยิ่งนัก สงสัยอยู่เงียบๆ ว่าสถาปนิกที่ออกแบบสนามกีฬารังนกในชาติก่อนอาจทะลุมิติมาที่สำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์ด้วย!
แน่นอนว่าความจริงแล้วไม่มีการทะลุมิติอะไรทั้งนั้น ผู้ที่ออกแบบสนามกีฬาแห่งนี้คือยอดฝีมือคนหนึ่งของสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์
กู้ซีจิ่วตามวอแวเลียบๆ เคียงๆ ถามเขาอยู่หลายวัน ในที่สุดก็สอบถามมาได้ชัดเจนว่าเขาเคยเป็นเพื่อนเพื่อนร่วมชั้นที่สนิทกับหลงซือเย่…
ยังไม่ถึงเวลาต่อสู้ตัดสิน ที่นั่งในสนามรังนกก็เต็มหมดแล้ว รอบข้างล้วนอัดแน่นไปด้วยผู้คน คนของสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์ล้วนมากันถ้วนหน้า แม้แต่พ่อครัวใหญ่ของห้องครัวก็วางกระบวยที่ไม่เคยห่างมือลงแล้วเพื่อมาชม
ยามที่พวกกู้ซีจิ่วทั้งสามเดินเข้ามาพร้อมกัน ในสนามกีฬาที่เดิมทีเสียงดังโหวกเหวกอยู่บ้างก็เงียบลงทันที สายตานับไม่ถ้วนจ้องมองมา ตกลงบนร่างของพวกเขา สายตาเหล่านั้นมีทั้งเฝ้ารอ มีทั้ง พินิจพิจารณา และ มีอิจฉาริษยาด้วย…
หลานไว่หูยังคงฮึกเหิมจากถ้อยคำเหล่านั้นของกู้ซีจิ่วอยู่ ดังนั้นแม่นางน้อยที่ไม่กล้าเงยหน้ายามอยู่ต่อหน้าผู้คนมาตลอดจึงเดินเชิดหน้ายืดอก
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเชียนหลิงอวี่เลย เจ้าเด็กนี่เดิมทีก็เป็นตัวจองหองอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งเดินอย่างโอหัง ดั่งข้างกายไร้ผู้คน
ส่วนกู้ซีจิ่ว เธอเม้มริมฝีปากน้อยๆ ริมฝีปากหยักโค้งบางๆ จนได้องศา จะยิ้มก็ไม่ใช่ จะเย็นชาก็ไม่เชิง ไม่ว่ายามไหนเธอก็มอบความรู้สึกสงบนิ่งไม่สะทกสะท้านให้ผู้คนเสมอ ทำให้คนเดาไม่ออกมองไม่กระจ่าง นางอมยิ้มอยู่ชัดๆ แต่กลิ่นอายกลับแกร่งกล้ายิ่ง ทำให้คนไม่กล้าดูแคลน
ในสถานที่อย่างสำนักศึกษาชุมนุมสวรรค์ จะเคารพยกย่องผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็จะได้รับความเคารพยกย่องจะผู้คนมากเท่านั้น