Skip to content

A Will Eternal 1146

บทที่ 1146 ข้าจะเล่นงานเจ้าให้ตาย

มองเทียนจุนปฐพีพินาศจากไปด้วยสายตาเย็นชา ป๋ายเสี่ยวฉุนเอามือไพล่หลังอย่างเย่อหยิ่งเดียวดาย เมื่อก้มหน้าลงมองบนพื้นดินจึงเห็นว่าตนกลายมาเป็นจุดรวมสายตาของทั้งทิศเหนือ นักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิแสทุกคนที่อยู่รอบด้านต่างก็รีบก้มหน้าคารวะอย่างนอบน้อม ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะไม่ใช่คนของราชวงศ์จักรพรรดิแส ทว่าในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้ การเคารพเลื่อมใสผู้แข็งแกร่งได้กลายมาเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของนักพรตทุกคนไปแล้ว ทั้งไม่จำเป็นต้องให้ป๋ายเสี่ยวฉุนพูดอะไรด้วยซ้ำ เพราะไม่นานก็มีคนเอาคนของโลกทงเทียนที่ถูกเทียนจุนปฐพีพินาศจับไปมาส่งให้ครบหมดทุกคน

เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนพาทุกคนกลับไปยังเขตการปกครองอวิ๋นไห่ ศึกระหว่างเขาและเทียนจุนปฐพีพินาศก็แพร่ไปทั่วทิศเหนือนานแล้ว พวกต้าเทียนซือเองก็ได้ข่าวนี้มาจากสายของพวกเขาที่อยู่ในเขตการปกครองแต่ละแห่งของทิศเหนือเช่นกัน

สำหรับวิธีการของป๋ายเสี่ยวฉุน พวกต้าเทียนซือได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน แต่พอคิดอย่างละเอียดแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ให้ผลประโยชน์ในทางที่ดี อย่างน้อยที่สุดในด้านการสำแดงบารมี ก็สามารถสยบขวัญผู้คนได้อย่างแท้จริง

แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่หากมองโดยภาพรวมแล้วก็สามารถขู่ขวัญพวกคนจิตใจคับแคบได้ไม่น้อย และเมื่อเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปก็ยังทำให้คนของโลกทงเทียนที่อยู่ในพื้นที่อื่นมีความหวังต่อเขตการปกครองมากขึ้น

แก้ไขปัญหาเรื่องเทียนจุนปฐพีพินาศเรียบร้อย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป มรสุมความวุ่นวายที่เคยเกิดขึ้นในเมืองเสวียนจิ่วก็ค่อยๆ สงบลง ป๋ายเสี่ยวฉุนค่อนข้างจะสงสัยในเรื่องนี้ แม้เขาจะมองไม่ออกว่าจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งรับมือกับเรื่องนี้กันอย่างไร แต่ลึกๆ ในใจกลับมีลางสังหรณ์ว่าทั้งจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งต่างก็น่าจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองเสวียนจิ่วล่วงหน้าแล้ว

ป๋ายเสี่ยวฉุนเงียบคิดอยู่นาน เขาไม่มีเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

แต่บางทีกงซุนหว่านเอ๋อร์อาจจะรู้บ้าง ทว่านางไปจากดินแดนเซียนแห่งที่สองเสียแล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงได้แต่ฝังกลบความกังขาไว้ในใจ

“ตอนนี้ตบะคือเทียนจุนช่วงกลางแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็คงลองไปฝ่าด่านที่ห้าสิบเอ็ดได้แล้ว ทั้งดูจากเวลา เจ้าวิญญาณวัตถุของซากพัดก็น่าจะกำลังหลับสนิท”

ป๋ายเสี่ยวฉุนใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ไม่มัวสงสัยระแวงเรื่องใดอีกต่อไป แต่ตรงไปที่ด่านการประลองบนซากพัดแล้วเริ่มฝ่าด่านต่ออีกครั้ง

พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปอีกสองเดือน

สองเดือนมานี้นอกจากที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจะกลับไปยังดินแดนเซียนแห่งที่สองครั้งหนึ่ง เวลาส่วนใหญ่เขาล้วนใช้หมดไปกับการฝ่าด่าน จากด่านที่ห้าสิบเอ็ดบุกไปถึงด่านที่ห้าสิบแปดในรวดเดียว!

ความเร็วเหนือกว่าก่อนหน้านี้ไปไกล เพราะอย่างไรซะพลังการต่อสู้ของป๋ายเสี่ยวฉุนในเวลานี้ก็เหนือกว่าในอดีตไปไกลโข และเขาเองก็ปรับตัวเข้ากับด่านพวกนี้ได้แล้ว

เพียงแต่ว่าความระมัดระวังและรอบคอบกลับไม่เคยลดลง นั่นก็เพราะเมื่อเวลาแต่ละวันล่วงเลยผ่านไป ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็แอบคำนวณถึงวันเวลาที่วิญญาณวัตถุจะฟื้นตื่นขึ้นมาด้วย แล้วก็ด้วยเหตุนี้ พอผ่านด่านที่ห้าสิบแปดมาได้ ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงหยุดการฝ่าด่านแล้วถอยกลับทันที

ใกล้เคียงกับการวิเคราะห์ของป๋ายเสี่ยวฉุน ไม่กี่วันหลังจากที่เขากลับมา วิญญาณวัตถุก็ฟื้นตื่น แต่กลับไม่เห็นหน้าป๋ายเสี่ยวฉุน เด็กชายที่จำแลงกายมาจากวิญญาณวัตถุเดือดดาลอย่างหนัก ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยอมรับในความโชคดีของป๋ายเสี่ยวฉุน รออยู่นานจนกระทั่งตัวเองต้องหลับลงไปอีกครั้งก็ยังไม่ได้เห็นป๋ายเสี่ยวฉุน

และก็เป็นไปตามการอนุมานของป๋ายเสี่ยวฉุนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ ระหว่างช่วงเวลาที่วิญญาณวัตถุหลับสนิท ป๋ายเสี่ยวฉุนก็มาฝ่าด่านที่ห้าสิบเก้าถึงหกสิบ…ทั้งยังฝ่าไปถึงด่านที่หกสิบเจ็ด จนกระทั่งผ่านไปได้อย่างราบรื่น

“หึหึ ข้าป๋ายเสี่ยวฉุนคิดจะฝ่าด่านซะอย่าง มีหรือจะยอมให้วิญญาณวัตถุมาขัดขวางได้!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งฮึกเหิมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันทางฝ่ายของวิญญาณวัตถุที่ตื่นมาแล้วสองครั้งก็ยังไม่เห็นป๋ายเสี่ยวฉุน แต่พอพบว่าจำนวนด่านที่ป๋ายเสี่ยวฉุนฝ่าไปได้เพิ่มสูงมากขึ้นทุกครั้ง เด็กชายที่จำแลงกายมาจากวิญญาณวัตถุก็ตาแดงก่ำ แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจ่ายค่าตอบแทนเช่นไร ถึงสามารถยืดเวลาการหลับลึกของตัวเองไปได้อีกเล็กน้อย

“เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนไร้ยางอาย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะรอแล้วไม่ได้เห็นหน้าเจ้า!”

เด็กชายวิญญาณวัตถุตาแดงก่ำ ทนทรมานอยู่กับการรอคอย และในที่สุดเมื่อผ่านไปได้หนึ่งเดือนมันก็ได้เจอกับป๋ายเสี่ยวฉุน ซึ่งกลับมาบนซากพัดอีกครั้งตามเวลาที่คำนวณเอาไว้

“วิญญาณวัตถุนั่นควรจะต้องหลับลึกอีกครั้งแล้วล่ะนะ”

ป๋ายเสี่ยวฉุนที่มาโผล่อยู่บนซากพัดกวาดตามองไปรอบด้าน ครั้นจึงตรงลิ่วไปยังซี่พัด ไม่นานก็มาถึงตำแหน่งที่ตั้งของด่านที่หกสิบแปด ยืนตรวจสอบอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ถึงได้ก้าวเข้าไปข้างใน

เพิ่งจะเข้าไป ป๋ายเสี่ยวฉุนยังไม่ทันเห็นโลกในด่านได้อย่างชัดเจนก็พลันสะดุ้งโหยง ปราณสังหารรุนแรงที่เหนือกว่าด่านก่อนๆ ไปไกลระเบิดปะทุขึ้นอย่างไม่มีลางบอกเหตุ ราวกับว่าลมพายุจากสี่ด้านแปดทิศรอป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ก่อนแล้ว และพอเขาปรากฏตัว ลมที่ว่านั้นก็พัดตะลุยเข้ามาทันที

ป๋ายเสี่ยวฉุนกลั้นลมหายใจ วิกฤตอันตรายไต่ทะยานสู่จุดสูงสุด ในสมองขาวโพลน ไม่ทันมีเวลาได้ขบคิด เพียงระเบิดตบะเทียนจุนช่วงกลางและพลังกล้ามเนื้อออกมาถึงสิบสองส่วน ถึงจะพอผลักร่างตัวเองให้ถอยหลังไปได้สามจั้ง!

แทบจะชั่วขณะเดียวกันกับที่ป๋ายเสี่ยวฉุนผละหนี ร่างของเขาก็มีความเจ็บปวดราวเนื้อถูกมีดนับพันเล่มกรีดเฉือนออกเป็นชิ้นๆ ส่งมาเป็นระลอก เลือดเนื้อเกือบครึ่งร่างพลันหลุดปลิวกระเด็น ความเจ็บปวดนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนร้องโหยหวน และนี่ยังเป็นผลลัพธ์หลังจากที่เขาถอยหนีมาได้แล้วด้วย

ส่วนตำแหน่งเดิมที่เขายืนอยู่นั้น ความว่างเปล่าได้แหลกลาญไปแล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนมองเห็นด้วยความตะลึงพรึงเพริดว่าใบมีดที่เขาสัมผัสถึง แท้จริงแล้วก็คือใบไม้หลายใบ ใบไม้พวกนี้ไม่ว่าใบไหนก็แผ่พลังการต่อสู้เท่าเทียมกับเทียนจุน มีมากหลายพันหรืออาจถึงหมื่นใบ ก่อตัวกันเป็นพายุหมุนคว้างพัดตะลุยทุกที่ที่ผ่าน

ภาพนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนตัวสั่นสะท้านทันที ในใจก็ยิ่งร้องคร่ำครวญด้วยรู้ว่าตัวเองติดกับแน่แล้ว หาไม่แล้วด่านนี้ก็ไม่มีทางยากวิปริตผิดอาเพศขนาดนี้

“เจ้าวิญญาณวัตถุสมควรตาย ต้องเป็นฝีมือเจ้าแน่ๆ!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนคำรามเกรี้ยวกราด พยายามจะออกไปจากที่นี่ แต่เมื่อค้นพบว่าการนำส่งหยุดทำงาน เขาก็แน่ใจแล้วว่าการวิเคราะห์ของตัวเองถูกต้องเต็มร้อย

ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ตัวสั่นเทิ้มไม่มีเวลามาสนใจอาการเจ็บแสบของร่างกาย เพียงรีบถอยกรูดออกห่าง พลังการฟื้นตัวของวิชาอมตะมิวางวายพลันทะยานสู่ขีดสูงสุด ขณะเดียวกันใบไม้นับพันนับหมื่นนั้นก็พลันเปลี่ยนทิศทางตรงแน่วมาหาป๋ายเสี่ยวฉุน

ยังไม่สิ้นสุด ด้านหลังป๋ายเสี่ยวฉุนดันมีพายุใบไม้อีกลูกหนึ่งที่เต็มไปด้วยปราณสังหารไร้ที่สิ้นสุดขยับเข้ามาใกล้ดังครืนครั่น ห่างออกไปไกล…ยังมีพายุใบไม้ลูกที่สาม ลูกที่สี่ ลูกที่ห้าจนถึงลูกที่เก้าซึ่งพร้อมใจกันตะลุยจากรอบทิศทาง โอบล้อมป๋ายเสี่ยวฉุนไว้ภายในคล้ายต้องการจะปลิดชีวิตเขาจริงๆ

และต้นเหตุที่สร้างพายุใบไม้เหล่านี้ขึ้นมาก็คือ ต้นไม้ยักษ์สูงใหญ่เยี่ยมเมฆต้นหนึ่งที่อยู่ห่างไปไกลแสนไกล ต้นไม้นี้ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า ลำต้นหนาใหญ่ ใบไม้ที่กลายมาเป็นพายุล้วนบินมาจากมันทั้งสิ้น!

ด่านที่หกสิบแปดมีเพียงต้นไม้เพียงต้นเดียว เพียงแต่ว่าเดิมทีต้นไม้นี่ไม่ได้น่ากลัวขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเด็กชายวิญญาณวัตถุจัดการเช่นไร ต้นไม้ใหญ่ถึงแห้งเหี่ยวใกล้ตายเต็มที ทว่ายิ่งมันเป็นเช่นนั้น ใบไม้ของมันกลับยิ่งแข็งแกร่งอย่างไร้คำบรรยาย

ต่อให้หมัดหนึ่งของป๋ายเสี่ยวฉุนจะต่อยให้ต้นไม้ใหญ่โค่นล้มลงไปได้ ทว่าใบไม้ที่รายล้อมอยู่รอบกายกลับเป็นเหมือนหายนะแห่งความตายสำหรับเขา อันที่จริงอย่าว่าแต่ป๋ายเสี่ยวฉุนเลย ต่อให้เป็นเทียนจุนขั้นสมบูรณ์แบบ มาเจอแบบนี้ก็ยากจะต้านทานได้เช่นกัน!

เว้นเสียแต่จักรพรรดิบรรพกาลเท่านั้นถึงจะพอกำราบมันลงได้!

“บัดซบ มันคิดจะเล่นงานข้าถึงตายเลยนี่!” ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังร้อนใจ เด็กชายที่จำแลงกายมาจากวิญญาณวัตถุซึ่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่แห้งโกร๋นได้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้นี้ชั่วคราว นั่นก็เพราะอำนาจของป๋ายเสี่ยวฉุนในเวลานี้มีไม่น้อย ทั้งตบะยังสูงจนพอจะจับตำแหน่งที่เด็กชายอยู่ได้ เพื่ออำพรางอีกฝ่าย มันจึงได้แต่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับด่านนี้ จึงเป็นเหตุให้มันหลอกป๋ายเสี่ยวฉุนได้สำเร็จ

“ก็จะเล่นงานเจ้าให้ตายน่ะสิ!” เด็กชายเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องป๋ายเสี่ยวฉุนเขม็ง ในใจยิ่งตัดสินใจได้อย่างเหี้ยมเกรียม นั่นก็เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ตบะของป๋ายเสี่ยวฉุนฝ่าทะลุและบรรลุเต๋าแห่งเวลา เป็นการสร้างแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงให้แก่มัน มันถึงได้แทบบ้า ยอมจ่ายค่าตอบแทนแสนสาหัส ไม่เสียดายที่จะต้องลดระดับความยากของด่านที่เหลือลง ทั้งด่านที่หกสิบแปดนี้ก็อาจจะพังทลายหลังจบเรื่อง นั่นถึงทำให้มันเปลี่ยนที่นี่กลายมาเป็นทางตันสำหรับเทียนจุนคนหนึ่งได้สำเร็จ!

“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าครั้งนี้เจ้าจะยังฝ่าไปได้ หากเจ้ายังผ่านด่านได้อีกล่ะก็ แม่งเอ้ย นายท่านจะยอมเปลี่ยนแซ่ตามเจ้าเลยจริงๆ!”

เด็กชายวิญญาณวัตถุหัวเราะหยัน ครั้งนี้มันมั่นใจเต็มร้อยว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นได้อีก จึงยืนเอามือไพล่หลังมองไปด้วยท่าทางจองหองกระหยิ่มใจ

ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่มีเวลามามัวหาตำแหน่งของเด็กชายวิญญาณวัตถุ เขาเห็นเพียงแค่พายุใบไม้ที่รุมล้อมอยู่รอบด้านมืดฟ้ามัวดิน และขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะจนกระทั่งล้อมตนไว้จนมิด

เพียงแค่ลมที่พัดกระโชกมาก็ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนอกสั่นขวัญผวา นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงใบไม้เกินแสนที่อยู่ด้านใน พอคิดถึงว่าใบไม้ทุกใบก็เหมือนการลงมือของเทียนจุนคนหนึ่ง ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ใจหายแวบ

ทันใดนั้นป๋ายเสี่ยวฉุนที่ตาแดงก่ำก็คำรามกร้าว

“วิญญาณวัตถุ เจ้าบีบบังคับข้าเองนะ!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ร้องคำรามยกมือตบป้าบลงไปบนหน้าผากของตัวเอง ครั้นจึงเห็นว่ามีแสงสีดำเส้นหนึ่งบินพรวดออกมาจากปากเขา พริบตาเดียวก็กลายมาเป็น…

หม้อใหญ่ใบหนึ่ง!

นั่นก็คือหม้อกระดองเต่าที่…แข็งแกร่งทนทานมิอาจทำลาย!!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!