บทที่ 306 ความคิดพิเรนทร์
กระบวนท่าการต่อสู้ระยะประชิดคือไพ่ตายที่หวังเป่าเล่อเรียนรู้ขณะเป็นศิษย์ขั้นการฝึกตนโบราณ ในเวลานั้นเขาได้สร้างชื่อให้ตัวเองอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาไปไล่หักนิ้ว หักข้อต่อ และเตะผ่าหมากชาวบ้านเหมือนสัตว์ร้ายเกรี้ยวกราด
แม้บัดนี้เขาจะมีขั้นปราณอยู่ที่ขั้นรากฐานตั้งมั่น แต่ไพ่ตายทั้งสามใบนี้ก็ยังทรงพลังอยู่ในระดับหนึ่ง ทุกครั้งที่เขาใช้สามการโจมตีนี้ หวังเป่าเล่อไม่เคยเห็นใครหนีเงื้อมมือของเขาไปได้ นอกเสียจากว่าความแตกต่างของขั้นปราณระหว่างเขาและ คู่ต่อสู้มีมากจนเกินไป
จินตั้วจื่อและศิษย์ที่เห็นหวังเป่าเล่อเตะกล่องดวงใจหลี่อู๋เฉินที่หน้าโรงแรมขวานศึกกับตาตนเอง พากันตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชานี้ พวกเขาสาธิตวิชานี้ให้ศิษย์คนอื่นๆ ดูจึงทำให้ทุกคนเลือดเดือดยิ่งกว่าเดิม ความตื่นเต้นนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจนทุกคนลืมหลับนอนลืมกินข้าวปลา และต่างเร่งฝึกวิชาให้มากขึ้นไปอีก
หวังเป่าเล่อมอบหุ่นเชิดให้ศิษย์แต่ละคนเอาไว้เป็นคู่ซ้อมมือ เพื่อจำลองเหตุการณ์การต่อสู้ให้เหมือนจริงที่สุด
หลายวันต่อมา บรรดาอาจารย์และศิษย์คนอื่นๆ เห็นศิษย์ราวร้อยคนเศษต่อสู้กับหุ่นเชิดของตนเองในจัตุรัสสาธารณะ บางคนก็กำลังหักนิ้วและข้อมือของหุ่นเชิด พวกที่โหดเหี้ยมที่สุดมักเป็นศิษย์หญิงเช่นโจวเหมยที่ดูจะสนใจกระบวนท่าทั้งสามนี้เป็นพิเศษ เหล่าศิษย์หญิงใช้ลูกเตะอันทรงพลังอย่างไร้ความปรานีจนทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นพากันขนพองสยองเกล้า
เหล่าศิษย์และอาจารย์ที่ได้เห็นภาพนี้พากันขนลุกเกรียวเสียวสันหลังวาบ แม้แต่ศิษย์ที่ร่วมฝึกด้วยกันอย่างจินตั้วจื่อก็ถึงกับผงะเมื่อได้เห็นศิษย์หญิงปล่อยวิชากันอย่าง แข็งขัน
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการประลองนั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะหากสานุศิษย์จากสำนักศึกษาเปลววิญญาณมาเห็นเข้าคงต้องรีบยกมือยอมแพ้โดยที่ไม่ต้องออกแรง
“โหดเหี้ยมเป็นบ้า!”
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าไพ่ตายของรองเจ้าสำนักนี้คิดค้นมาเพื่อผู้ฝึกตนหญิง…” จินตั้วจื่อและศิษย์คนอื่นต่างตกใจกับปรากฏการณ์ตรงหน้า และเริ่มตระหนักว่า ศิษย์หญิงเข้าใจธรรมชาติของกระบวนท่านี้มากกว่าพวกเขาที่เป็นศิษย์ชาย ทุกคน ขุ่นเคืองที่โดนแซงหน้าไป จึงเริ่มฝึกอย่างหนักหน่วงมากขึ้น
กระบวนท่าการต่อสู้ระยะประชิดนี้เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปมาก และถือเป็นการเปิดประตูสู่สิ่งใหม่ที่เด็กๆ ไม่เคยค้นพบมาก่อน ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ทุกคนเข้าใจหลักการเบื้องต้นของกระบวนท่านี้แล้วก็สามารถประยุกต์การใช้งานได้อีก จนสร้าง ไพ่ตายใบใหม่ขึ้นมา เช่น การทึ้งผมคู่ต่อสู้
ผลที่สุดคืออาจารย์ทุกคนจากสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาล้วนตกตะลึง และไม่อยากเชื่อสายตาตนเองว่าศิษย์น้อยใหญ่เปลี่ยนแปลงไปเพียงใด โดยเฉพาะตอนที่เหล่าศิษย์เปิดฉากโจมตีคู่ต่อสู้
ขณะเดียวกันแม้ศิษย์ส่วนใหญ่จะเชื่อฟังหวังเป่าเล่อและเลิกฝึกทักษะดูดกลืนสวรรค์เพื่อรักษาสภาพร่างกายที่ผอมเพรียวของตนเองเอาไว้ แต่ก็มีศิษย์บางคนที่คิดว่าจัดการตนเองได้และฝึกวิชานี้ต่อ ไม่รู้ว่าเพราะพวกเขาไม่สนใจน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรือเพราะเหตุผลอื่นกันแน่
ดังนั้นพลังการต่อสู้รวมถึงน้ำหนักตัวของพวกเขาจึงแซงหน้าเพื่อนร่วมสำนักศึกษา ไปไกล ศิษย์ที่มุ่งมั่นเหล่านี้มีจินตั้วจื่อ โจวเหมย และศิษย์คนอื่นๆ ที่อยู่หน้า โรงแรมขวานศึกในวันนั้น และมีศิษย์อีกราวสามสิบกว่าคนที่เข้าร่วมขบวนการนี้เช่นกัน ผลก็คือ ร่างกายของทุกคนตุ้ยนุ้ยไปตามระเบียบ
ศิษย์เหล่านี้ทั้งแข็งแกร่งและอ้วนท้วนสมบูรณ์ ทั่วทั้งจัตุรัสสาธารณะจึงดูเหมือนมีหวังเป่าเล่อน้อยหลายร้อยคนที่ปล่อยวิทยายุทธ์ไปมา
บรรดาศิษย์ที่เหลือรอดอยู่แบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือศิษย์ร่างอ้วน กลุ่มที่สองคือศิษย์ที่ตามหลังเพื่อนอยู่เล็กน้อยในแง่ของกระบวนยุทธ์แต่ยังสามารถรักษาร่างกายอันผอมเพรียวเอาไว้ได้ กระนั้นขั้นปราณของศิษย์ที่ยังผอมอยู่เหล่านี้ก็ยังเดินหน้ามาไกลกว่าเพื่อน และจบอยู่ที่ขั้นผนึกกายา
ส่วนกลุ่มที่สามนั้นมีจำนวนเยอะที่สุด แม้พวกเขาจะมุ่งมั่นตั้งใจฝึกตนมาถึงตอนนี้ แต่ก็ยังหลุดจากขั้นปราณโลหิตไม่ได้
แม้ศิษย์แต่ละกลุ่มจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้รับจากการฝึกพิเศษสองเดือนจากหวังเป่าเล่อ คือความมั่นใจในตนเอง และพัฒนาการในขั้นปราณ รูปร่าง และบุคลิก
ชื่อเสียง พลังปราณ และความสามารถในการต่อสู้ของหวังเป่าเล่อยอดเยี่ยมจนเป็นที่อิจฉาในหมู่ศิษย์ พวกเขาจึงเริ่มหลับหูหลับตาเคารพบูชาหวังเป่าเล่อในฐานะบุคคลต้นแบบ
ด้วยเหตุนี้นิสัยการชอบกินขนมตลอดเวลาจึงเริ่มแพร่กระจายในหมู่ศิษย์ ผลจากการฝึกกระบวนท่าการต่อสู้ระยะประชิดก็ทำให้ศิษย์เหล่านี้เริ่มมีนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบาย พวกเขาเรียนรู้ที่จะครองตนอยู่ในความไร้ยางอาย และเริ่มชินกับสายตาคนอื่นที่มองมาอย่างแปลกประหลาด
เมื่อหวังเป่าเล่อเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เขาก็ตื้นตันใจเป็นล้นพ้น ชายหนุ่มรู้สึกว่าศิษย์ของตนได้เก็บเกี่ยวข้อดีของเขาไปทั้งสิ้น จนอดไม่ได้ที่จะหยิบกระจกมาส่องดูตนเองพร้อมพูดยกยอไปด้วยในใจ
อาจเป็นเพราะข้าหล่อเหลาเกินห้ามใจ หวังเป่าเล่อส่ายหน้า พลางถอนใจอย่างพึงพอใจขณะเดินออกจากจัตุรัสสาธารณะ เมื่อเขาออกไปเรียบร้อย จินตั้วจื่อที่ เฝ้ามองรองเจ้าสำนักด้วยสายตาเคารพรักอยู่ตลอดเวลาก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อสังเกตเห็นกระจก
วันรุ่งขึ้นกระจกหรูหราที่สร้างมาจากศิลาวิญญาณควบแน่นก็ปรากฏขึ้นในกระเป๋าคลังเก็บของจินตั้วจื่อ เด็กหนุ่มหยิบกระจกออกมาเป็นครั้งคราวเพื่อส่องดูใบหน้าอวบอ้วนของตนเองด้วยท่าทีมัวเมาในความงามของตน และชื่นชมความหล่อที่สะท้อนจากกระจกอย่างไม่หยุดยั้ง…
ด้วยเหตุนี้กระจกก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในหมู่ศิษย์ บางคนก็หยิบมาส่องดูบ่อยครั้ง บางคนก็ส่องบ้างพอเป็นกระษัย แต่ไม่ว่าจะส่องบ่อยหรือไม่บ่อยเพียงใด ทุกคนก็ล้วนมีสีหน้ามัวเมาในความงามของตนเองทันทีที่มองเข้าไป
อาจเป็นเพราะบุคลิกหลงตัวเองที่เกิดขึ้นใหม่นี้ที่สะกดจิตจินตั้วจื่อและศิษย์คนอื่นๆ ให้เริ่มเคยชินกับรูปร่างอ้วนกลมของตน พวกเขาเริ่มคิดว่าตนเองช่างมีรูปลักษณ์แสนงดงามเสียนี่กระไร…
เมื่อทุกคนหันมามองหวังเป่าเล่อ ก็พบว่ารองเจ้าสำนักนั้นช่างหล่อเหลาเกินผู้ใดเทียบ
หวังเป่าเล่อเริ่มรู้สึกว่าทัศนคติเรื่องความงามของเหล่าศิษย์กำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และตัดสินใจไม่แก้ไขตรงจุดนี้ ความคิดแสนประหลาดพลันแวบเข้ามาในใจ
ถ้าหากว่า… ทั้งสหพันธรัฐเต็มไปด้วยคนอ้วน และทั้งอาณาจักรมองว่าความอ้วนนี่แหละคือความงาม… เช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักแล้วสินะ เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเป่าเล่อก็เริ่มดื่มด่ำอยู่ในความฝันอันแสนหวาน
แม้ตรรกะของเขาจะจัดประเภทความคิดนี้อยู่ในข่ายฝันกลางวันประเดี๋ยวประด๋าว แต่ชายหนุ่มก็อดที่จะนึกถึงมันไม่ได้ หากวันหนึ่งเขากลายเป็นประธานสหพันธรัฐ และพยายามสนับสนุนการฝึกตนโดยทักษะดูดกลืนสวรรค์ ความสามารถของผู้ฝึกตนทั่วสหพันธรัฐจะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน
และผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่งที่ตามมาก็คือโรคอ้วนที่จะเป็นกันทั้งอาณาจักร แล้วฝันของเขาก็จะกลายเป็นจริง
เมื่อจินตนาการถึงโลกในอุดมคตินี้หวังเป่าเล่อก็หายใจถี่ด้วยความตื่นเต้น ชายหนุ่มรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้… เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นบทพิสูจน์เป็นอย่างดีว่าทักษะวิชานี้น่าสนใจเพียงใด แม้แต่เจ้าสำนักยังต้องมาถามเขาถึงทักษะนี้ด้วยตนเอง โดยอ้างว่าต้องการจะศึกษามันให้ถ่องแท้ ท่านทำถึงขั้นส่งแผ่นหยกให้ หวังเป่าเล่อบันทึกเคล็ดวิชาให้
หากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ อีกหน่อยก็คงมีแม่นางน้อยมากมายที่ ผอมเพรียวสวยงามในตาข้า แต่ไม่น่ารักในสายตาคนอื่น… หากข้าสนับสนุนศิษย์หญิงตัวน้อยเหล่านี้ให้มีทัศนคติต่อความงามเช่นนี้ต่อไป ก็คงเป็นไปได้ที่จะล่อลวงพวกนางให้มาหลงรักข้าในอนาคต หรือแม้กระทั่งทำให้ทุกคนตีอกชกหัวที่หน้าตาดีสู้ข้าไม่ได้จนไม่คู่ควรกับข้า… หวังเป่าเล่อรีบตบหน้าตนเองให้ตื่นจากความคิดชั่วร้ายก่อนจะเตลิดไปไกลมากกว่านี้
ข้ามามัวแต่คิดชั่วเช่นนี้ต่อไปไม่ได้… หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึก ฝังความคิด พิเรนทร์นี้ไว้ในหัว และเริ่มเดินหน้าฝึกวิชาต่อไป แม้ชายหนุ่มจะตั้งหน้าตั้งตา ฝึกปรือศิษย์ แต่ก็ไม่ได้ละเลยความก้าวหน้าของตนเองแต่อย่างใด เมื่อทักษะ การดูดกลืนสวรรค์กลายเป็นที่แพร่หลาย ศิษย์หลายคนก็เริ่มเข้าใกล้ปราณขั้น ลมหายใจเที่ยงแท้เร็วขึ้นทุกที ซึ่งส่งผลให้ปราณขั้นรากฐานตั้งมั่นขั้นต้นของ หวังเป่าเล่อพัฒนาไปด้วย
ปัญหาอย่างเดียวของเขาคือทำอย่างไรเขาก็ไม่สามารถบรรลุวิชาแห่งศาสตร์มืดได้เสียที ทุกครั้งที่เขาฝึกวิชาศาสตร์มืด ร่างกายจะพบกับความเจ็บปวดที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ จนทั้งร่างแข็งทื่อไปหมด
อุปสรรคชิ้นใหญ่นี้ทำให้หวังเป่าเล่อหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เขาอยากขอคำแนะนำ จากแม่นางน้อยแต่ก็รู้สึกอายเกินกว่าจะบากหน้าไปถาม ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงมุ่งมั่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ข้าไม่เชื่อหรอกว่าตนเองจะทำไม่ได้ ถึงอย่างไรข้าก็จะต้องบรรลุวิชาแห่งศาสตร์มืด ให้ได้!
ในขณะที่หวังเป่าเล่อทั้งฝึกวิชาของตนและสอนวิชาให้สานุศิษย์ เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ วันชาติดาวอังคารใกล้เข้ามาทุกที วันชาติดาวอังคารนี้คือ วันครบรอบ การสร้างนครดาวอังคาร ที่มุ่งเน้นการเฉลิมเกียรติของเหล่าผู้กล้าแห่งสหพันธรัฐที่บุกเบิกอาณานิคมแห่งนี้
ในขณะที่หวังเป่าเล่อกำลังยุ่งอยู่กับการฝึกศิษย์นั้น แผนการของหลินเทียนหาวในการปล่อยข่าวลือก็ประสบความสำเร็จ ข่าวลือเริ่มระบือไกลด้วยความพยายามในการเดินหมากให้สำเร็จลุล่วงตลอดสามเดือนของชายหนุ่ม งานประลองคืบเข้ามาใกล้ทุกที
ชายหนุ่มลงทุนกระทั่งเช่าหน้าจอวิญญาณที่โดดเด่นที่สุดในแต่ละอาณาเขตมาในราคาแสนแพงเพื่อโฆษณางานประลองนี้ไปทั่วอาณานิคม และยังผลิตบัตรเชิญเข้าร่วมงานส่งไปให้ผู้ปกครองทุกคนของศิษย์สำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขา เพื่อให้มา ร่วมชมงานประลองในวันชาตินี้ด้วย
หลินเทียนหาวไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาติดต่อสำนักศึกษาเปลววิญญาณเพื่อชักจูงให้อีกฝ่ายช่วยจ่ายค่าการตระเตรียมงานนี้อีกครึ่งหนึ่งด้วยความเต็มใจ และยังสนับสนุนให้ทางสำนักศึกษาชวนผู้ปกครองของศิษย์สำนักตนมาร่วมงาน
ยิ่งไปกว่านั้น หลินเทียนหาวเดินหน้าตามแผนการที่จะชวนเจ้านครดาวอังคารมารับชมด้วย โดยการสืบค้นทะเบียนศิษย์เก่าเพื่อดูศิษย์ทุกคนที่จบการศึกษาจาก สำนักศึกษา และทำการเชิญชวนมาร่วมงาน แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมาได้ แต่หลายคนก็ยินดีตอบรับคำเชิญ เนื่องจากเป็นงานที่สำนักศึกษาของตนเป็นผู้จัด
บุคคลที่มีชื่อเสียงกว่าครึ่งบนดาวอังคารเข้าร่วมด้วย… ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือพอที่จะทำเรื่องเชิญเจ้านครให้มาร่วมงานได้แล้ว! หลินเทียนหาวมั่นใจมากว่าตนเองจะทำภารกิจนี้สำเร็จลุล่วง ชายหนุ่มรายงานความคืบหน้าให้หวังเป่าเล่อทราบหลังจากที่ตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย
บัดนี้หลินเทียนหาวเคยชินกับการทำงานร่วมกับหวังเป่าเล่อเป็นที่เรียบร้อย ชายหนุ่มเข้าใจดีว่าการเชิญเจ้านครไม่ใช่เรื่องที่เขาควรออกหน้า แต่ควรให้ หวังเป่าเล่อเป็นผู้ดำเนินการในฐานะผู้บังคับบัญชา
