ตอนที่ 150 เรื่องราวเริ่มต้นและจบลง
พอเล่าถึงตอนหลี่ว์วั่นไฉถูกด่า ฮ่องเต้ว่านลี่ก็เบิกพระเนตรโต กำพระหัตถ์แน่น เล่าถึงตอนขว้างกาน้ำชาใส่นายกองพันเก่อ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงหายใจฟืดฟาดด้วยความตื่นเต้น
พอหวังทงเล่าถึงตอนที่กระโดดตบหน้าคนผู้นั้นล้มลงไปกองที่พื้น ฮ่องเต้ว่านลี่ก็กระโดดขึ้นต่อยเตะอากาศไปสองสามที สีพระพักตร์แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
“สะใจจริงๆ พวกคนเลวที่มองคนอื่นต่ำต้อยพวกนี้ต้องกำราบอย่างนี้สิถึงจะถูกต้อง!”
ในสายตาของฮ่องเต้ว่านลี่ เจ้ากรมศาลซุ่นเทียน นายกองพันสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็ล้วนเป็นแค่เพียงการมีอยู่ที่ราวกับมดปลวก ลงมือก็ลงมือไปแล้วยังจะให้ทำอย่างไรได้ แต่เล็กจนโต ไม่ว่าจวนอ๋องอวี้หรือในพระราชวัง แต่ไรมาไม่เคยมีผู้ใดเล่าเรื่องสนุกตื่นเต้นเช่นนี้ให้ฟังเลยสักครั้ง
เรื่องที่หวังทงเล่าก็ไม่ใช่เรื่องพิสดารอันใด แต่ทุกครั้งกลับยิ่งแสดงความเก่งกาจขึ้นทุกครั้ง ความองอาจเกรียงไกรค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น และยังเป็นเรื่องของคนใกล้ตัว รู้สึกว่าเป็นเรื่องจริงอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน และฮ่องเต้น้อยยังอินกับเรื่องอย่างมาก คิดไปถึงว่าหากตนเองอยู่ในสถานการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร
ในใจนั้นคิดว่าหากพระองค์แสดงสถานะออกมา ผลที่เกิดขึ้นย่อมองอาจเกรียงไกรได้ยิ่งกว่าหวังทง แม้ว่าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ แต่ก็พาตัวเองเข้าไปจินตนาการได้อย่างออกรสออกชาติ
หลี่หู่โถวนั่งห่อปากอยู่ข้างๆ เรื่องที่หวังทงเล่านั้นเคยได้ยินมาก่อนหน้าแล้ว สถานการณ์สุดยอดเช่นนี้ตนเองกลับไม่ได้ไปด้วย ช่างน่าเสียดาย
ขณะกำลังคิดจะลากหวังทงให้เล่าต่อ การฝึกก็เริ่มขึ้นอีกแล้ว การแบ่งกลุ่มต่อสู้ตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อน ทุกครั้งก่อนฝึก ทุกคนจะจับแผ่นป้าย และจะแบ่งกลุ่มประลองตามตัวเลขบนแผ่นป้าย
พวกที่ได้จับกลุ่มกันแต่ละครั้งก็ต่างกัน ดังนั้นตอนต่อสู้กัน กำลังของคู่ต่อสู้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง การประสานกำลังในกลุ่มของตนก็ย่อมต้องปรับเปลี่ยน ไม่อาจเอาแต่พึ่งพาใครได้ และเพื่อให้สะดวกแก่การให้ความร่วมมือ ท่าพื้นฐานในการฝึกปกตินั้นก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
สองฝ่ายมิใช่ว่าจะยืนแทงใส่กันอยู่กับที่ แต่จะใช้ปูนขาวโรยบนสนามเป็นสองเส้น สองฝ่ายไปถึงขอบสนามแล้วจะต้องจัดแถวก่อนถึงจะเริ่มลงมือ
เช่นนี้ ใครมาถึงเส้นก่อน เรียงเป็นแถวได้ก่อน ก็ย่อมได้เปรียบในการรอแทงใส่ฝ่ายตรงข้าม การฝึกเช่นนี้เป็นการทดสอบพวกเด็กๆ ที่สูงขึ้นไปอีกขั้น
ขณะที่สองฝ่ายยังมาไม่ถึงเส้นขาว ก็สามารถโจมตีกันได้ แต่พอมายืนที่เส้นขาวเรียงแถว อีกฝ่ายก็ต้องจัดแถวก่อน
เพื่อรับประกันว่าขบวนทัพจะมาถึงเส้นขาวอย่างเป็นระเบียบ ในการดำเนินการกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องมีคนคอยออกคำสั่งและรับหน้าที่บัญชาการ เด็กๆ จะเลือกผู้สั่งการทุกครั้งที่แบ่งกลุ่ม
ประสบการณ์ที่หวังทงมีนั้น ในสถานการณ์นี้ไม่ค่อยมีประโยชน์อันใดนัก นี่เป็นรูปแบบของทหารที่มาถึงสนามรบและเข้าปะทะกัน แต่ตอนนี้หวังทงยังตามการฝึกทันและผลการฝึกยังอยู่ในระดับแนวหน้า ก็เพราะเขามีกลวิธีในการเรียนรู้ทั้งชุดและสามารถทุ่มเทใส่ใจอย่างเต็มที่
ผู้รับหน้าที่สั่งการก็คือนายกองที่จะมีกำลังทหาร 50 นาย ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ ตะโกนออกคำสั่ง ความรับผิดชอบสูงมาก และก็มีหน้ามีตามาก
ฮ่องเต้ว่านลี่กับหลี่หู่โถวอยากทำหน้าที่นายกองมาก ช่วยไม่ได้ที่คนนำที่ดีหรือไม่ส่งผลโดยตรงต่อการแพ้ชนะของกองกำลัง รูปร่างสูงใหญ่สามารถมองสถานการณ์ได้รอบทิศ และยังต้องต่อสู้เก่ง บุกเข้าตีได้ทันที ยังต้องเป็นศูนย์รวมของทุกคน ปรากฏว่าทุกครั้งคนที่ได้รับเลือกก็จะมีแต่หวังทง ลี่เทา ซุนซิงและเฉินซือเป่า ฮ่องเต้ว่านลี่กับหลี่หู่โถวไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหนก็จะถูกจับไปปกป้องไว้ตรงกลาง ทำให้ทั้งสองรู้สึกเซ็งมาก
การเรียนทุกคาบก็จะเป็นการโจมตีกัน ทุกคนก็สู้กันจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เหงื่อไหลโทรมกาย แต่การต่อสู้รูปแบบนี้ทำให้เด็กๆ สู้กันอย่างกระตือรือร้นมาก
หวังทงเล่าเรื่องเมื่อวานจบ คาบเรียนต่อมาก็ถูกเลือกให้เป็นนายกอง อีกฝ่ายมีเฉินซือเป่าเป็นนายกอง ขณะสองฝ่ายกำลังรีบเร่งมายังเส้นขาวนั้น หวังทงกลับคิดวิธีใหม่ออกมา ไม่ไปตั้งขบวนที่เส้นแถวหน้า แต่กลับตะโกนออกคำสั่งให้ทุกคนวิ่งไปล้อมเฉินซือเป่าด้านข้างที่ยังไม่ทันได้เตรียมป้องกัน บุกเข้าไปทันที กองกำลังของเฉินซือเป่าแม้ว่าพร้อมเพรียง แต่ก็ถูกตีจนแตกกระเจิง
รอจนเฉินซือเป่าจัดขบวนใหม่เสร็จ หวังทงก็ไปจัดแถวรออยู่ที่เส้นขาวแล้ว จัดแถวโจมตี ฝ่ายหนึ่งไปจัดแถวล่วงหน้าเสร็จก่อนแล้ว อีกฝ่ายถึงกับไม่สามารถไปยืนที่เส้นขาวได้ กองกำลังเฉินซือเป่าไม่อาจไปยืนที่เส้นขาวได้ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้
“เด็กพวกนี้หากได้ออกรบสักสองสามปี ไปเป็นทหารคนสนิทข้างกายแม่ทัพยังได้เลย!”
เมื่อถึงช่วงพัก ครูฝึกเจ้าใหญ่และหลี่เหวินหย่วนคุยกัน หลี่เหวินหย่วนดื่มชาไปคำหนึ่งจึงได้ยิ้มตอบว่า
“ข้าอายุปูนนี้แล้วรอไม่ถึงวันนั้นหรอก ได้ยินว่าเบื้องบนจะส่งขุนพลอวี๋ต้าโหยวและมหาขันทีตรวจราชการมาสอน อนาคตเด็กพวกนี้ไม่แค่เป็นทหารประจำข้างกายแม่ทัพที่สามารถรบราฆ่าฟันเท่านั้นหรอกนะ”
เฉียนสองที่อยู่ข้างๆ ก็เปิดหน้าต่างออก มองไปยังเด็กๆ บนสนาม กล่าวขึ้นลอยๆ ว่า
“อยากเห็นอนาคตเด็กพวกนี้จริงๆ จะก้าวไกลกันไปสักเพียงไร…”
****
การพักช่วงสุดท้าย ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ลากหวังทงไปทางหนึ่ง ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนในหน้า เอ่ยถามว่า
“หวังทง เรื่องป้ายสงบสุขนี่ ทำเงินได้เท่าไรกัน!?”
ยามนี้มีกันแค่สองคน ว่านลี่ถามคำถามนี้ก็ไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนกับเมื่อครู่ แต่กลับมีความจริงจังอยู่หลายส่วน
หวังทงรู้สึกวาบขึ้นในใจ อย่างไรก็ใกล้ชิดมานาน หวังทงย่อมเข้าในฮ่องเต้ว่านลี่ในระดับหนึ่ง แม้ว่าอายุยังน้อย อำนาจการปกครองอยู่ในมือจางจวีเจิ้งและเฝิงเป่า แม้แต่ชีวิตก็ยังต้องคอยฟังการจัดการจากไทเฮาฉือเซิ่ง
แต่อายุยังน้อยเพียงนี้ กลับมีความสนใจเงินทองเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่คุยกันถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องก็จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถามอย่างละเอียดและจะครุ่นคิดอยู่หลายตลบ
เพราะสถานะของฮ่องเต้ว่านลี่ ทุกเรื่องที่หวังทงทำนั้นก็ย่อมไม่ปิดบัง ไม่ว่าเรื่องที่ลับหรือที่แจ้ง ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ยอมรับฟัง ทุกเรื่องสำหรับพระองค์ล้วนน่าสนใจแปลกใหม่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ การยกพวกตีกัน เรื่องข่าวลือประหลาดหรือเรื่องในครอบครัว ก็ล้วนอยากจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเช่นนี้ หวังทงพบว่าฮ่องเต้ว่านลี่สนใจเรื่องเงินทองเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่เล่าถึงรายได้การค้าของหอเลิศรส รายจ่ายและรายรับ ก็จะฟังอย่างตั้งใจเป็นพิเศษ และยังถามคำถามที่เหนือความคาดหมาย
เรื่องป้ายสงบสุขคิดแล้วก็คงเช่นเดียวกัน การถามตอบเช่นนี้เหมือนว่าไม่ใช่บทสนทนาของเด็กๆ ในลานฝึกคุยกัน แต่เหมือนว่าเป็นการโต้ตอบหน้าท้องพระโรง
“ทูลฝ่าบาท หอคณิกาและบ่อนพนันทั่วเมืองหลวงมีทั้งหมดราว 300 ใหญ่เล็กต่างกัน ราคาป้ายของแต่ละร้านย่อมต่างกัน แต่ครั้งนี้ได้มาอย่างน้อยก็ 4 หมื่นกว่าตำลึง วันหน้าทุกปีก็อีกราวเกือบ 2 หมื่นตำลึง รอครบ 3 ปี ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร?”
“ปีนี้ก็ 4 หมื่นกว่าแล้ว วันหน้าทุกปียังมีเกือบ 2 หมื่น!”
เห็นได้ชัดว่าตัวเลขนี่ทำเอาฮ่องเต้ว่านลี่ตกใจอย่างมาก ตาโตจ้องมองหวังทง หวังทงหัวเราะถ่อมตัวว่า
“ด้วยพระบารมี กระหม่อมออกหน้า พวกร้านค้าพวกนั้นล้วนให้เกียรติ เงินพวกนี้จึงเรียกเก็บมาได้”
“โอโห เราคิดไม่ถึงเลย ได้ยินที่ท่านจางกับเฝิงต้าปั้นคิดคำนวนไปมาทั้งวัน ว่าวันนี้มณฑลนี้เก็บค่าที่ดินได้เท่าไร พรุ่งนี้ที่ไหนมีที่นาซ่อนเร้นอีกเท่าไร ก็ไม่ถึง 4 หมื่นตำลึง เจ้าแค่ออกป้าย ก็ได้เยอะขนาดนี้ โอยๆๆๆ หวังทง เจ้ากะจะใช้เงินอย่างไรกันเนี่ย!”
ยามนี้ทำเอาหวังทงอึ้งไป 4 หมื่นกว่าตำลึงถึงกับทำให้โอรสสวรรค์ตกอกตกใจ แม้ว่าเป็นแค่โอรสสวรรค์ตัวน้อย แต่ได้ยินฮ่องเต้ถามว่าจะใช้อย่างไรเช่นนี้ หวังทงก็เรียกสติคืนมา คิดไปมาก็ตอบไปว่า
“แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งแบ่งให้พวกที่ลงแรงไปแต่ละคน อย่างไรป้ายสงบสุขก็ต้องรับรองความสงบสุข ต้องส่งคนไปดูแลร้านค้าพวกนั้น อีกส่วนหนึ่งแบ่งไว้ใช้จ่ายในลานฝึกเรา เพราะไม่อาจเอาแต่ใช้เงินท้องพระคลังได้ อีกส่วนส่งเข้าวังไป”
ส่วนแบ่งก่อนหน้าแม้ว่าจะแบ่งเช่นนี้ แต่รายละเอียดไม่ได้เหมือนกับที่หวังทงกล่าวอยู่ตอนนี้ แต่เมื่อฮ่องเต้ว่านลี่ได้ยินก็รู้สึกพอพระทัยมาก
เงินทองมากมายเพียงนี้ เกี่ยวพันกับในวังก็ย่อมเป็นเช่นนี้ ราชสำนักไม่มีวันเสียเปรียบ เจ้าต้าเริ่มหยิบไม้เคาะบอกว่าหมดเวลาพักแล้ว คาบเรียนสุดท้ายของวันนี้จะเริ่มแล้ว
“หวังทง เงินพวกนี้เจ้าเอาไว้เองเท่าไร?”
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเองมีเงินบรรณาการอยู่ราว 6 – 8 พันตำลึง”
“เจ้ารวยแล้ว เบี้ยหวัดเจ้าทั้งชีวิตยังหาไม่ได้เท่าเงินพวกนี้เลย!”
“หากมิได้พบกับฝ่าบาท กระหม่อมจะมีวาสนาเช่นนี้ได้เยี่ยงไร”
สองคนคุยไปยิ้มไป พากันวิ่งไปที่สนาม แม้ว่าจะกล่าวว่าแบ่งเช่นนั้น แต่ในความจริงมีถึง 6 ส่วนหรือมากกว่านั้นที่ยังอยู่ในมือหวังทง อย่างไรก็ไม่เก็บไว้เองน้อยกว่านี้แน่
*****
แรงกระเพื่อมของหอฉินก่วนนั้นรุนแรงมาก แม้ว่าไม่มีขุนนางใหญ่อยู่ในสถานการณ์นั้น แต่ขุนนางทุกแห่ง ทั้งนอกเมืองในเมือง ทั้งคนรวยคนมีอำนาจไม่น้อยล้วนอยู่ที่นั่น ข่าวก็ย่อมแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
นายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรหวังทงประจำถนนทักษิณในเขตทักษิณ เด็กน้อยเช่นนี้อยู่ๆ ก็มาปรากฏอยู่ในสายตาของทุกคน หลายคนย่อมรู้จักนายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรที่สาดน้ำใส่รองเจ้ากรมศาลซุ่นเทียน ขว้างกาน้ำชาใส่นายกองพันองครักษ์เสื้อแพร และยังตบหน้าพ่อบ้านจวนเสนาบดีกรมปกครองอีกด้วย
เรื่องพวกนี้ สายสืบจากสำนักบูรพาและสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็ย่อมส่งรายงาน ข่าวพวกนี้สุดท้ายก็รายงานไปยังเฝิงเป่าและจางจวีเจิ้ง
“อายุยังน้อย กลับขูดรีดเงินได้มากมายเช่นนี้ ยังบังอาจเหิมเกริมเช่นนี้ คนเช่นนี้วันหน้าจะเป็นเช่นไร น่าเป็นห่วงจริงๆ!”
ณ สำนักคณะเสนาบดีใหญ่ จางจวีเจิ้งกำลังสนทนากับเฝิงเป่า ได้ยินวาจาของจางจวีเจิ้ง เฝิงเป่าก็ยิ้มอย่างไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร รับคำว่า
“เกรงว่าท่านจะคิดมากไปแล้ว สิ่งที่หวังทงทำนั้นไม่ได้ปิดบังฝ่าบาทสักนิด วันก่อนก็เล่าอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีอะไรปิดบัง นี่คือความภักดีอย่างสูงสุด”



