Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 151

ตอนที่ 151 ที่มาที่ไป รากฐานค่อยๆ มั่นคง

มีวาจาเฝิงเป่าเช่นนี้ จางจวีเจิ้งก็ไม่อาจกล่าวอันใดต่อได้ สำหรับโอรสสวรรค์แล้ว การไม่ปิดบังและภักดีสูงสุดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องเล็ก

“เฝิงกงกง หวังทงมีตำแหน่งขุนนางบู๊ตัวเล็กๆ ที่ได้ใกล้ชิดฝ่าบาทเช่นนี้ ย่อมเป็นภัยต่อตัวเขาเอง วันหน้าอาจก่อเรื่องใหญ่ขึ้นได้!”

จางจวีเจิ้งยังกล่าวต่ออีกประโยค เฝิงเป่าขีดสัญลักษณ์ในฎีกาที่อยู่ในมือ กล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า

“วาสนาหรือภัยร้าย ล้วนขึ้นอยู่กับตัวเขา ในเมื่อฝ่าบาทพอพระทัยเช่นนี้ เราเป็นบ่าวเป็นขุนนางก็ย่อมไม่อาจกล่าวมากความ ว่าไป เช้าวันนี้ หวังทงยังส่งมอบเงินหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงเข้าวังมาด้วย เจ้าเด็กนี่ทำงานใช้ได้”

วาจาเฝิงเป่าเต็มไปด้วยความชื่นชม จางจวีเจิ้งจึงไม่อาจเอ่ยเรื่องนี้อีก ได้ยินเฝิงเป่ากล่าวประโยคสุดท้าย จึงปิดฏีกาลง คิดอะไรออกมาได้

เงียบไปพักหนึ่ง จางจวีเจิ้งก็เอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า

“แค่เอาจากหอคณิกาและบ่อนพนันในเมืองหลวงก็สามารถทำเงินได้มากมายเช่นนี้ การค้าสุจริตในเมืองหลวง เกรงว่าตัวเลขจะมากกว่าพวกนี้หลายร้อยเท่า หากเริ่มด้วยล่ะก็…เขตปกครองทางใต้และแถบเจ้อเจียงมีพ่อค้าเท่าไรกัน…”

ได้ยินวาจาไม่คลุมเครือจากจางจวีเจิ้ง เฝิงเป่าก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าจริงจังกว่าปกติ กล่าวน้ำเสียงเข้มงวดว่า

“ไท่เยวี่ย ไยท่านจึงคิดการเช่นนี้ เหยียนซง สวีเจียในช่วงสิบกว่าปีปลายสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง ยังมีกาวก่งในสมัยอดีตฮ่องเต้ มีใครไม่เคยคิดการเช่นนี้กับพวกพ่อค้า แต่พอข่าวเล็ดรอดไปก็แตกตื่นกันใหญ่ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันถวายฏีกาอย่างไม่คิดชีวิต เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเอ่ยอีก!”

จางจวีเจิ้งถอนหายใจ เอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยล้าว่า

“ที่เฝิงกงกงกล่าวมานั้น ใช่ว่าข้าไม่รู้ แต่ค่าใช้จ่ายทางการทหารนั้น ก็ช่าง…”

“ท่านจาง ไยจึงได้อ่อนแรงถึงเพียงนี้ การจัดการตรวจสอบที่ดินก็เห็นผลแล้ว ปีนี้ท้องพระคลังก็มีสัญญาณดีที่สุดในรอบ 30 ปี รอให้ดำเนินการเสร็จ ก็ย่อมเป็นความสำเร็จใหญ่ เรื่องอีกยาวไกลคิดไปก็แค่นั้น ทำใจให้สบายเถอะ!”

ด้านนอกมีคนรายงานมาว่า เสนาบดีจางฮั่นมาถึงแล้ว เฝิงเป่ากับจางจวีเจิ้งจึงหยุดบทสนทนาลง การประชุมคณะเสนาบดีใหญ่กำลังจะเริ่มแล้ว

เฝิงเป่าลุกขึ้น ยิ้มกล่าวว่า

“จางฮั่นผู้นี้รู้จักวางตัวกว่าหวังกั๋วกวง ถูกไม่ไว้หน้าเช่นนั้น รู้แต่ไม่เอ่ยถึง มีอนาคตอยู่!”

****

“พี่โจว นี่เป็นทองคำ 300 ตำลึง เชิญตรวจรับ!”

หาเงินทองมาได้มากมายเพียงนั้น คนกันเองก็ย่อมได้แบ่งสรร ส่วนหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงที่จะส่งเข้าวันนั้นต้องให้โจวอี้มานำไป หวังทงจึงได้เตรียมให้ต่างหากอีกส่วนหนึ่ง

ความสัมพันธ์สนิทแนบแน่นก็ส่วนแนบแน่น เงินทองมายมายขนาดเท่าภูเขาทองเช่นนี้มาถึงประตูบ้าน ใครไม่ดีใจ โจวอี้ยิ้มกล่าววว่า

“คนกันเองทั้งนั้น ไยต้องเกรงใจกันเช่นนี้?”

เกรงใจกันตามมารยาทครู่หนึ่ง ก็แสร้งทำเป็นผลักคืนไปสองครั้ง โจวอี้จึงค่อยรับไว้ ในใจก็อดชื่นชมไม่ได้ ปฏิบัติงานสำนักอาชาหลวงนี่ ค่าน้ำร้อนน้ำชามากกว่าตอนอยู่สำนักฝ่ายในเสียอีก แต่หลายวันที่หามาได้นี้ ยังไม่เท่าที่หวังทงมอบให้เพียงครั้งเดียวนี้เลย

หวังทงมองหีบไม้ที่อยู่ข้างตัว 20 กว่าใบ เอ่ยว่า

“นี่มีทั้งหมดหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง พี่โจวไม่ต้องเขียนใบหลักฐานอะไรให้ข้า ในวังก็ไม่ต้องแจ้งจำนวน ตอนส่งเข้าไป รบกวนให้จางกงกงและเฝิงกงกงดูสักหน่อย ถามทั้งสองท่านว่าจัดการเช่นไร”

ไม่เขียนใบระบุจำนวน ไม่มีจำนวนบอก ให้จางเฉิงและเฝิงเป่าจัดการ ก็หมายความว่า เงินหนึ่งหมื่นห้าพันนี้ส่งไป ท่านทั้งสองอยากเก็บไว้เองเท่าไรก็ตามสบาย ล้วนเป็นการแสดงความกตัญญูของผู้น้อย

โชคดีที่โจวอี้มีประสบการณ์มาก พอได้ยินการจัดการของหวังทงก็ยกนิ้วโป้งให้ เอ่ยชมว่า

“น้องหวังเป็นบุคคลที่ทำการใหญ่ได้ เงินก้อนโตเช่นนี้ก็เห็นได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา”

มีเงินทองเป็นยาสั่งให้งานไหลรื่น ความสัมพันธ์สองฝ่ายก็ย่อมใกล้ชิดกันอีกหลายส่วน โจวอี้ยิ้มนั่งลง กล่าวอย่างสบายๆ ว่า

“น้องหวัง ความกล้าของเจ้านับวันยิ่งมากขึ้น จะไปหาเรื่องที่หอฉินก่วน อย่างไรก็ควรต้องรอสืบข่าวจากสำนักบูรพาก่อนค่อยลงมือนะ!”

“ใต้หล้านี้ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่ใหญ่เกินฝ่าบาท ตอนนั้นในเมืองหลวงจับตามองกันอยู่มาก หากข้าไม่ลงดาบแรง เกรงว่าวันนี้ก็คงไม่เงินทองมากมายเช่นนี้ได้ เกรงว่าจะขาดทุนควักเนื้อไปด้วย!!”

ล้อเล่นกันสักพัก โจวอี้จึงค่อยเล่าวว่า

“แม่นางซ่งผู้นั้นแต่ไรมาก็พิเศษอยู่บ้าง นางไม่มีความสัมพันธ์เครือญาติใดกับเสนาจาง ปกติกลับเรียกขานกันเป็นพี่เป็นน้อง”

หวังทงหัวเราะ เรื่องสกปรกของบุคคลยิ่งใหญ่มีไม่น้อย เรียกขานพี่น้อง ฟ้าดินเท่านั้นที่รู้ว่าเหตุผลใดกัน เห็นสีหน้าหวังทงแล้ว โจวอี้ก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิด รีบอธิบายว่า

“เรื่องไม่ใช่อย่างที่น้องหวังคิดนะ ตอนนั้นที่จางฮั่นยังเป็นเจ้าหน้าที่สืบคดีอยู่ เคยเกี่ยวพันเข้ากับคดีหนึ่ง ปรากฏคนที่สอบขุนนางมาด้วยกันกับจางฮั่น ตอนนั้นเป็นเจ้าเมืองท้องถิ่นผู้หนึ่ง รับความผิดไว้เพียงผู้เดียว ถูกตัดสินประหารชีวิตและถูกทางการยึดทรัพย์ น้องสาวถูกส่งไปสำนักควบคุมหญิง”

สำนักควบคุมหญิงมีหน้าที่ควบคุมดูแลสถานประกอบการหญิงคณิกา แม่นางซ่งถูกส่งเข้าไปที่นี่ ก็เหมือนกับโดดเข้ากองไฟ โจวอี้กล่าวต่อว่า

“จากนั้นจางฮั่นก็เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆ หาได้ยากที่เขาไม่ลืมคุณ พอได้เป็นขุนนางใหญ่ก็ไถ่ตัวแม่นางซ่งออกมา เดิมคิดจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้กลับบ้านเกิดไป คิดไม่ถึงว่าแม่นางซ่งจะไม่ยอมรับบุญคุณโดยไม่ตอบแทน และก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงได้เปิดหอฉินก่วนนี้ขึ้น แม่นางซ่งไม่รู้ว่าเรียนรู้อะไรมาจากสำนักควบคุมหญิง จึงได้จัดการหอฉินก่วนได้อย่างดี ช่วยจางฮั่นได้ไม่น้อยทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย…”

น่าสนใจจริง หวังทงลูบคลำถ้วยชา หลุดโพล่งออกไปว่า ‘แม่นางซ่งนี่เป็นตำนานจริง’ ก่อนจะรีบได้สติยิ้มกล่าวว่า

“คำพูดของพี่โจวนี่ คิดจะช่วยไกล่เกลี่ยแทนเสนาจางหรือ?”

เมื่อครู่แม้จะเล่าเรื่องแบบคนนอก แต่วาจาแฝงนัยนั้นชัดเจน เห็นชัดว่าเปิดทางเพื่อกล่าววาจาถัดไป โจวอี้อึ้งไป คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ฉับไวถึงเพียงนี้ ชี้หวังทงพลางหัวเราะกล่าวว่า

“โอยโยโย! ไม่รู้เลยนะว่าน้องหวังเป็นเทพองค์ใดมาจุติ สมองจึงได้คิดการได้ฉับไวถึงเพียงนี้ จางฮั่นฝากขันทีน้อยสำนักเครื่องใช้ส่วนพระองค์มา ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แม่นางซ่งผู้นั้นใจร้อน ล่วงเกินน้องชาย ว่าหากน้องชายยังไม่พอใจ ทางนั้นก็จะพยายามชดใช้ให้”

“รบกวนพี่โจวบอกไปด้วยว่า เรื่องนั้นจบไปได้เลย เกรงว่าหอฉินก่วนคงถูกหออื่นๆ ยุให้มาออกหน้าแทน วันหน้าจ่ายตามปกติก็พอ ทางข้าไม่ไปหาเรื่องให้ลำบากใจแน่นอน ขอให้ใต้เท้าจางวางใจได้”

เห็นหวังทงเข้าใจได้ โจวอี้ก็ยิ้มไม่กล่าวต่ออีก ดื่มน้ำชาไปคำหนึ่ง ดูเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ กล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักว่า

“มีจดหมายมาว่า อวี๋ต้าโหยวมาถึงเมืองหนานจิงแล้ว นับเวลาแล้ว ราวหนึ่งเดือนจะมาถึง”

หวังทงรู้สึกยังจับต้นชนปลายไม่ได้ ทำไมจึงได้กล่าวเรื่องนี้ โจวอี้กล่าวต่อว่า

“ตอนนี้ลานฝึกเจ้าเหมือนลานฝึกกองทัพขึ้นเรื่อยๆ น้องหวังเรียนรู้ที่นี่ไปอีกสักพัก ก็คงได้ไปออกรบชายแดนอะไรพวกนั้นจริงๆ นั่นไม่ไร้ความหมายหรอกหรือ?”

ได้ยินวาจาโจวอี้ หวังทงก็อึ้งไป เงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยช้าๆ ว่า

“ขอบคุณพี่โจวที่ตักเตือน ข้าจะต้องคิดดูให้มากๆ อย่างแน่นอน”

****

ตั้งแต่หอฉินก่วนถูกหวังทงนำคนมาสยบ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับป้ายสงบสุขก็ย่อมนำเงินมาซื้อป้ายแต่โดยดี

สามารถวางอำนาจที่นี่ได้ขอเพียงแต่กล้าพอก็ทำได้ ที่สำคัญคือพอหาเรื่องเสร็จ วันรุ่งขึ้นคนที่โดนจัดการไปไม่กล้ามีปากมีเสียงอะไร มามอบเงินให้คนลงมือถึงที่บ้าน นั่นเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเสนาบดีกรมปกครอง กลับมีผลเช่นนั้น หวังทงเป็นบุคคลระดับไหนกัน ในใจทุกคนต่างรู้ดี

เงินค่าป้ายสงบสุขเก็บมาได้ ผู้ช่วยงานทั้งหมดก็เปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องแบบกันทันที กลายเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งพร้อมใช้งาน

โรงบ้านของหลิวโสวโหย่วเป็นโรงบ้านที่มีทั้งทำนาและเลี้ยงม้า โรงบ้านนั้นมีม้าเกือบ 300 ตัว ม้าพวกนั้นย่อมตกเป็นของหวังทง

ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงม้านั้นไม่น้อย หวังทงเหลือม้าไว้ใช้เพียง 100 ตัว ที่เหลือเอาไปขายในตลาดค้าม้า เงินที่ได้มาก็มอบให้โรงบ้านเป็นค่าเครื่องมือเพาะปลูกและเมล็ดพันธุ์ และยังไว้ซ่อมแซมบ้านเรือนและทางน้ำที่เก่าไร้สภาพ แม้แต่พี่หม่านที่ลงมือกับหม่าซานเปียวผู้นั้นกับคนงานที่ถูกธนูปักก็ยังเชิญหมอมารักษาให้

คนงานโรงบ้านมีความคิดไม่ซับซ้อน ไม่ว่าเจ้านายเป็นใครก็ต้องทำงานอยู่ดี ผู้ใดดีกับตนก็ภักดีกับผู้นั้น หวังทงหว่านเงินทองลงมาก้อนโต ย่อมได้ใจทุกคนไป

นายทหารแซ่ถาน 16 คน ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ผ่านการฝึก 50 คน ยังมีอาวุธพร้อม แม้ว่าโรงบ้านจะมีโจรบุกมา พวกเขาก็ย่อมระงับเหตุไว้ได้อย่างง่ายดาย

หวังทงยังกำชับพวกถานเจี้ยนและถานปิง ให้เลือกเฟ้นผู้มีอายุน้อยที่ร่างกายแข็งแรง ยอมทนลำบาก มาฝึกฝนได้ ขอเพียงมาอยู่ด้วยกัน ก็ให้ยกเลิกใช้แรงงานและค่าเช่าของครอบครัวพวกเขา ค่าเช่าที่โรงบ้านเก็บได้นั้นไม่อยู่ในสายตาของหวังทง โรงบ้านเป็นสถานที่ใกล้เมืองหลวง กำลังของคนพวกนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

****

หนึ่งเดือนหลังจากเสนอขายป้ายสงบสุข ว่ากันว่าอวี๋ต้าโหยวได้มาอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว อีกสองสามวันก็จะมาสอนที่ลานฝึกแล้ว

ปลายเดือนหก ฤดูร้อนเริ่มมาถึง ยุคที่ไม่มีพัดลมและแอร์นี้ อยู่ยากเสียจริง เรื่องต่างๆ ดำเนินไปตามระบบ ไม่มีอะไรให้ต้องทำ ก็ย่อมรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง

ในห้องโถงบ้านหวังทง หลี่ว์วั่นไฉโบกพัดไปพลางเคาะกระดาษปึกหนึ่งลงบนโต๊ะกล่าวว่า

“น้องหวัง โรงบ้านเจ้ามีหนังสือสัญญา 122 คนต้องประทับตรา แต่นี้ไปพวกเขาล้วนฝากตัวไว้กับจวนของเจ้า เป็นคนของเจ้าแล้ว”

“โรงบ้านเกือบ 400 คน เลือกราว 50 กว่าคนที่ใช้งานได้ ก็พอได้ พี่จาง พี่ไปที่สำนักเอกสารถามนายกองร้อยโหวหน่อยว่า พวกเราหาคนมาบรรจุตำแหน่ง ให้เตรียมเอกสารที่สำนักเอกสารไว้ก่อน ถึงเวลาค่อยไปรับเอกสารและป้ายตำแหน่ง”

หวังทงกล่าวจบ จางซื่อเฉียงตอบรับคำ หวังทงยิ้มอธิบายว่า

“ลูกน้องกว่าร้อยในมือล้วนมีฝีมือ คนอื่นอย่างจะใส่ความก็ง่ายมาก จึงต้องรับเข้าสังกัดกองข้าก่อน จากนั้นค่อยไปจัดการเอกสารที่สำนักเอกสาร ถึงตอนนั้นไม่ว่าผู้ใดจะสอบถาม ก็ย่อมรับมือได้”

ในห้องทุกคนต่างพากันยิ้มตาม ยามนั้นเอง พลันได้ยินแต่เสียงดังมาจากด้านหน้า หวังทงฟังอย่างสงสัย เหมือนในหอเลิศรสมีเสียงตะโกนดังของผู้หญิง…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!