ตอนที่ 202 ขุนนางใหม่รับตำแหน่งไม่ง่าย
ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่ถูกเรียกว่าเหล่าหังในชุดนายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรไม่ได้มองมาที่ประตูเลยแม้แต่แวบเดียว พอปลดทุกข์เสร็จ ก็หันกลับเข้าไป
หวังทงสะบัดศีรษะอย่างแรง ถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อดูประตูด้านหน้าอีกที จากนั้นก็มองซ้ายมองขวา หันไปจ้องมองคนนำทางถามว่า
“ที่นี่คือที่ทำการนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินแน่หรือ?”
สถานที่โกโรโกโสเช่นนี้ กลางวันหน้าประตูยังไม่มีคนเฝ้ายามสักคน ข้างในยังกลับมีคนมาเล่นพนันกันทั้งคืน ยากที่จะเชื่อจริงๆ ว่านี่คือที่ทำการนายกองพันองครักษ์เสื้อแพร
บารมีองครักษ์เสื้อแพรในเมืองหลวงผ่อนลงมากแล้ว แต่ธรรมเนียมยังคงมีอยู่ เดิมคิดว่าพอมาถึงที่ก็จะเห็นสิ่งที่ต่างออกไปบ้าง คิดไม่ถึงว่ากลับเป็นกันถึงขั้นนี้ไปได้
คนงานผู้นั้นเห็นสีหน้าหวังทงไม่สู้ดีนัก ก็ตอบอย่างระมัดระวังว่า
“ข้าน้อยจางกวนถุนอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ที่ทำการนี่อย่างน้อยก็อยู่ที่นี่มา 120 ปีได้ ข้าน้อยจะจำผิดได้อย่างไร”
เขารับเงินมาแล้ว ในใจก็คิดจะรีบปลีกตัวไป สีหน้านายท่านผู้นี้ก็ดูย่ำแย่มากจริงๆ ไม่แน่อาจจะระบายอารมณ์ใส่ผู้อื่นหรือไม่ กล่าวจบก็คิดจะจากไป กลับถูกหวังทงรั้งไว้ จี้ถามว่า
“เมื่อคืนวานนี้เห็นเถ้าแก่ของเจ้าต้องการให้จ่ายเงินก่อน หรือว่าคนพวกนี้ชอบกินเอาฉวยเอากัน!?”
คนงานอึ้งไปครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าตามมา กล่าวกระแทกกระทั้นว่า
“บรรดานายท่านองครักษ์เสื้อแพรไม่จ่ายเงินหรือจ่ายเงินน้อยก็เป็นเรื่องปกติ ต่อมาแต่ละร้านก็เรียนรู้ไว หากว่าเป็นใต้เท้าองครักษ์เสื้อแพรมาใช้บริการ ไม่จ่ายเงินไว้ก่อนก็จะไม่ต้อนรับ”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าหวังทงก็เปลี่ยนเป็นยิ่งแย่ลง โบกมืออย่างหงุดหงิด คนงานผู้นั้นเหมือนโล่งอก รีบวิ่งจากไปทันที
หวังทงหันไปมองทางหน้าประตูที่เต็มไปด้วยกองขยะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกลิ่นเสียดแทงจมูกที่โชยมาจากกำแพงนั่น ถานเจียงที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นสีหน้าหวังทงย่ำแย่เช่นนั้น ก็อดไม่ได้ก้าวเข้ามากล่าวว่า
“นายท่านอยู่เมืองหลวงมาหลายปี ไม่ได้ออกไปดูข้างนอก ข้าน้อยไปมาหลายที่ หน่วยงานทางการในเมืองหลวงอย่างไรก็นับว่าพอมีธรรมเนียมอยู่บ้าง พื้นที่ใกล้พระเนตรพระกรรณก็ย่อมต้องใส่ใจหน้าตากันบ้าง ผืนแผ่นดินที่ห่างไกลฮ่องเต้ สภาพเช่นนี้ก็เป็นเรื่องพบเห็นได้ไม่ยาก”
หวังทงส่ายหน้า กล่าวเสียงเข้มว่า
“ที่ทำการทางการไม่มีความเหมือนที่ทำการเลย ได้ยินวาจาของคนงานเมื่อครู่นั่นไหม แม้แต่กินเอาฉวยเอาก็กล้าทำ ไม่รู้จักตั้งใจทำงานให้ดี อย่างน้อยก็ยังพอมีความดีบ้าง สภาพตอนนี้นี่มันอะไรกันนี่ การกระทำเช่นนี้ สู้พวกขยะในกองกำลังศาลอาญาใหญ่ยังไม่ได้เลย”
กล่าวจบก็ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในลานบ้านด้านหน้า หลายคนที่ติดตามอยู่ด้านหลังมองหน้ากันไปมา หน้าตาอยากจะร้องไห้ ได้แต่ส่ายหน้า เร่งก้าวตามเข้าไป
โถงด้านหน้าแม้แต่ประตูก็ไม่มี มีแต่กรอบเปล่าๆ น่าเกลียดยิ่งนัก หวังทงเดินไปหลบของเกะกะในลานบ้านไป เดินขึ้นไปบนขั้นบันได
ห้องด้านหน้ายังพอดูได้ หน้าบานประตูไม่รู้ว่าเอาที่บังลมขาดๆ แหว่งๆ มาจากบ้านไหน ที่ประตูยังมีผ้าม่านสกปรกกระดำกระด่าง
ยืนอยู่นอกห้อง ก็ได้ยินเสียงตะโกน ‘ห้าหก’ ดังออกมา หวังทงขมวดคิ้วมุ่นแหวกม่านเปิดประตูก้าวเข้าไป กลิ่นเหม็นเสียดแทงจมูกแสนสกปรกก็โชยมากระทบปลายจมูกระลอกหนึ่ง หวังทงสูดดมเข้าไป ทำเอาเกือบจะอาเจียนอออกมา กลิ่นเช่นนี้จำได้ว่าตอนเด็กในโลกที่แล้วช่วงฤดูหนาวจะพบได้ที่สถานีรถไฟ ตั้งแต่มาถึงโลกที่ไม่มีมลพิษในยุคนี้ ก็ไม่เคยได้พบอีกเลย
“แม่เจ้าโว้ย รีบปิดประตูสิ ลมหนาวเข้ามาหมดแล้ว!”
เสียงตะโกนด่าจากด้านใน หวังทงและคนด้านหลังก็เดินเข้ามา ปิดประตูลง
ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีผู้ใดหันมามองว่ามีผู้ใดเข้ามา ภายใต้แสงตะเกียงหลายดวงที่ส่องแสงริบหรี่ ชายฉกรรจ์สวมชุดมัจฉาเวหาเก่าๆ ขาดๆ 10 กว่าคนกำลังมุงกันอยู่รอบโต๊ะ คนหนึ่งกำฝ่ามือแกว่งไปมา จากนั้นก็โยนลงไปอย่างแรง
ได้ยินเสียงดังตึงตัง ชายผู้หนึ่งกระโดดขึ้นไปบนม้านั่งยาวข้างโต๊ะ หัวเราะดังลั่นว่า
“ข้าทอยได้สูงสุด เอาเงินมาๆ ฮาๆ มือขึ้นจริงโว้ย วันนี้จะให้อีเมียที่บ้านไปตัดเสื้อสักหน่อย!!”
ยามนี้เองจึงได้มีชายในชุดองครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ตรงข้ามกับพวกหวังทงเห็นคนที่เข้ามา จึงส่งสายตาไปด้านซ้ายและขวา ส่งเสียงเบาๆ ให้รู้กัน ทุกคนยืนขึ้น
เล่นพนันกันมาแทบจะทั้งคืน ทุกคนก็มึนงงกันอยู่บ้าง ในห้องยังมีแสงน้อย ทุกคนได้แต่ขยี้ตามองไปยังชุดนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรบนตัวหวังทง
“ท่านคือนายกองพันหวังที่มารับตำแหน่งใหม่ ใต้เท้าหวังหรือ?”
มีคนผู้หนึ่งถามขึ้นเบาๆ สีหน้าหวังทงที่เคร่งเครียดอยู่นั้นก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าอย่างนุ่มนวล ในความมืดก็มีข้อดีของมัน หวังทงเปลี่ยนสีหน้าเช่นนี้ไม่มีใครมองเห็นชัด ทุกคนมองหัวหน้าที่มารับตำแหน่งใหม่ยอมรับสถานะของตนเอง
ในห้องก็รีบพากันลุกขึ้นยืน คำนับลงคนละทีสองที ปากก็ตะโกนว่า
“ข้าน้อยคารวะใต้เท้านายกองพัน ขอคำนับท่าน”
น้ำเสียงอ่อนระโหยไร้แรง ไม่ต้องกล่าวถึงว่านอบน้อมเพียงใด พอศีรษะโขกถึงพื้นแล้ว ก็ไม่รอให้หวังทงอนุญาตให้ลุกขึ้น ทุกคนก็พากันลุกขึ้น หวังทงยิ่งไม่พอใจ สีหน้ายิ่งยิ้มหนักขึ้น ถามอย่างนุ่มนวลว่า
“ธรรมเนียมกองพันเรา วันที่ 29 เดือนสิบสองถึงจะได้กลับไปพักกัน วันนี้แค่วันที่ 25 กระมัง ทำไมคนน้อยเพียงนี้ ออกไปลาดตระเวนหรือ?”
คำถามนี้ของเขา ทำเอาคนที่อยู่ตรงนั้นหัวเราะดังขึ้น ซุนต้าไห่ที่อยู่ด้านหลังเดิมก็โมโหอยู่แล้วก็ยิ่งโมโหหนักขึ้น ก้าวขึ้นหน้ามาตั้งท่าจะด่า หวังทงกลับยกมือขวางไว้ กล่าวต่ออย่างนุ่มนวลว่า
“อย่างไร? ข้าถามผิดตรงไหน?”
เสียงหัวเราะหยุดลงทันที หลายคงมองหน้ากัน ยังคงเป็นเหล่าหังที่ออกไปถ่ายเบาเมื่อครู่ก้าวขึ้นหน้ามาก้มตัวรายงานว่า
“ใต้เท้า อากาศหนาวอย่างนี้ พี่น้องเราไม่มีอะไรทำกันก็กลับไปหาเงินใช้ปีใหม่กันแล้วขอรับ”
“หากมีงานทางการจะทำอย่างไร? ทำไมต้องไปหาเงินปีใหม่? หรือว่าไม่มีเบี้ยหวัดส่งมาหรือ?”
องครักษ์เสื้อแพรในเมืองหลวงหนึ่งปีจ่ายเบี้ยหวัดเก้าหรือสิบครั้งได้ กอรปกับแต่ละคนยังมีรายได้สีเทาที่เก็บได้จากพื้นที่ของตน วันๆ ก็พอผ่านไปได้ หวังทงคิดในใจว่าที่ทำการนอกเมืองเช่นนี้อาจไม่สู้เมืองหลวง แต่ใครๆ ก็บอกกันว่าองครักษ์เสื้อแพรนอกเมืองหลวงนั้นบารมีเกรียงไกร ทำไมจึงย่ำแย่กันถึงเพียงนี้
มีคนเลื่อนตะเกียงน้ำมันขึ้นหน้ามาเล็กน้อย พอเห็นหน้าตาเด็กน้อยของหวังทงชัดเจน ได้ยินคำถามเช่นนี้ของหวังทงอีก บางคนก็เริ่มมีสีหน้าดูแคลน
นายกองร้อยหังผู้นั้นพยายามแสร้งทำสีหน้าเศร้าสุดขีด บีบเสียงโศกเศร้ายิ่งว่า
“ใต้เท้าเอ๊ย รัชสมัยว่านลี่ห้าปีมานี้พวกเราทั้งหมดได้เบี้ยหวัดมาแค่สี่ครั้ง หากไม่ใช่พวกมีเงิน จะใช้ชีวิตกันอย่างไร ใต้เท้าท่านมารับตำแหน่งพอดี งั้นก็ช่วยจ่ายเบี้ยหวัดให้พวกเราละกัน!”
ได้ยินนายกองร้อยหังกล่าวเช่นนี้ พวกองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินก็นึกได้ พากันร้องขออย่างน่าสงสารว่า
“ขอใต้เท้าหวังจ่ายเบี้ยหวัดที่ค้างสะสมมาให้พวกเราด้วยเถิด!”
แสงตะเกียงสว่างไม่พอ แต่ก็พอจะทำให้หวังทงมองเห็นสีหน้าทุกคน หวังทงแค่นยิ้มในใจ แต่ปากกลับถามออกไปว่า
“เป็นเรื่องของพี่น้องเรากันเอง ข้าก็ต้องดูแล ไม่ทราบว่าที่เทียนจินนี่ พวกเจ้าทั้งหมดมีพี่น้องเท่าไร!”
หนึ่งกองพันก็ต้องมีพันคน แต่นี่ไม่ใช่กองทัพ ไม่มีที่ทำนา อาศัยแค่เบี้ยหวัด องครักษ์เสื้อแพรส่วนใหญ่ก็มักไม่เต็มกอง ในหนึ่งกองพันมีคนครบเพียงแค่สี่ห้ากองร้อยเท่านั้น ที่เหลือก็ขาด หวังทงเดิมคิดว่าที่เทียนจินนี้จะต่างออกไป ตอนนี้ดูท่าแล้วถามก่อนจะปลอดภัยกว่า
“เรียนใต้เท้าตามตรง ทั้งหมด 245 คน สามกองร้อย”
“น้อยเพียงนี้เลยรึ!!?”
แม้ว่าเตรียมใจไว้แล้ว แต่หวังทงได้ยินตัวเลขก็ถึงกับอึ้งไปเช่นกัน ซุนต้าไห่ด้านหลังก็คำรามออกมาเสียงดังลั่น ตะโกนออกไปว่า
“แม่มันสิ หากว่าอมเงินกันเปล่าๆ อมกันห้าส่วนก็ว่าอำมหิตแล้ว ที่เทียนจินพวกเจ้านี้ถึงกับอมกันเจ็ดส่วนครึ่งเลย นี่มัน…”
“น้องชายท่านนี้ กล่าววาจาอันใดก็ต้องมีคุณธรรมบ้าง เจ้าดูเสื้อผ้าพวกเราสิ แล้วดูเงินพนันบนโต๊ะ หากอมเงินกันเจ็ดส่วนครึ่งจริง ใครจะมามุดกันอยู่ที่นี่เล่า!”
ซุนต้าไห่เพิ่งพูดจบ ก็มีคนโต้กลับอย่างไม่ยอมรับ หวังทงยกมือขึ้นหยุดการทะเลาะวิวาทที่ไร้สาระ เขาเห็นเงินพนันบนโต๊ะ ล้วนเป็นเศษเงิน ไม่เห็นก้อนเงินสักก้อน ทั้งโต๊ะมีแค่เงินกลิ้งไปมาเต็มที่ก็ 10 ตำลึง นอกจากนายกองร้อยหังแล้ว หวังทงยังเห็นนายกองร้อยอีกสองนาย สองนายนี้ไม่ทันสังเกตเห็นในคราแรก เพราะว่าคลุมทับด้วยเสื้อหนังเก่าๆ ที่เอวยังใช้เชือกป่านมัดไว้ จะว่าดูย่ำแย่เพียงใดก็ย่ำแย่เพียงนั้น
มองแต่ละคนที่เล่นพนันกันถึงเช้า จิตใจก็ไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้ คิดว่าคงไม่ได้มาแสดงละครเรียกร้องความเห็นใจจากตนเป็นแน่ หลายคงมองเห็นหวังทงเงียบไป ก็คิดว่าเสียงร้องไห้คร่ำครวญของตนเป็นผลแล้ว นายกองร้อยหังก็ก้าวขึ้นหน้ามาอีกก้าว ฝืนยิ้มกล่าวว่า
“ใต้เท้า ท่านมารับตำแหน่งใหม่ พี่น้องเรารอเงินฉลองปีใหม่กัน ไม่สู้ท่านจ่ายเงินที่ค้างไว้มา พี่น้องเราจะได้วางใจปฏิบัติงานกันต่อไป”
เอาเงินส่วนตัวไปจ่ายเป็นเบี้ยหวัดทางการ นับเป็นเรื่องที่ผิดร้ายแรง และยังไม่มีใครเห็นความดีด้วย หวังทงไม่โง่ ได้แต่ส่งรอยยิ้มบางพลางส่ายหน้ากล่าวว่า
“เรื่องเบี้ยหวัดนั้นข้าจะไปเจรจาทางการให้ ตอนนี้จะจ่ายให้ได้อย่างไร…”
เห็นหวังทงไม่ตกหลุม หัวหน้าของบรรดาองครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินก็ถอนหายใจ ทุกคนก็พากันทรุดนั่งลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ยามนี้หวังทงยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครสนใจสักคน เท่ากับว่าไม่เห็นหัวหน้าอยู่ในสายตา แต่หวังทงกลับไม่โกรธ หากถามกลับไปต่อว่า
“นายกองพันหวังต๋าหมินตกลงจากหลังม้าได้อย่างไร?”
พอเอ่ยชื่อนี้ นายกองร้อยหังก็ถ่มน้ำลายลงบนพื้นด่าว่า
“เจ้าหมอนี่ก็กล้าลงมือกับตัวเองนะ มาประจำการที่เทียนจิน เงินสักแดงก็หาไม่ได้ ยังเสียเงินไปไม่น้อย ตอนเดือนเจ็ดก็ไม่รู้ว่าเกิดบ้าอะไร จะไปสืบคดีที่ท่าเรือ เคาะไม้พายเรือระรานไปทั่ว ปรากฏไปเคาะเอาเรือของมหาขันทีจากเมืองหนานจิง ถูกรุมกลับมา พอกลับมาถึงที่นี่ ก็ถูกพวกกองตรวจการจับไปโบย ขายหน้าไปหมด พวกเราอยู่ที่นี่เดิมก็อยู่กันลำบากแล้ว เกิดเรื่องเช่นนี้ก็ยิ่งลำบาก ตอนนี้มันตกม้าเองขอกลับเมืองหลวงไปแล้ว ทิ้งพวกเราให้อดอยากยากไร้ ต้องคอยรองรับอารมณ์อยู่นี่ไง”
“ใต้เท้าหวัง ฟังคำเตือนเราทุกคนสักคำ หากมีทางไป ก็ย้ายไปที่อื่นเถอะ หรือจะกลับเมืองหลวงไปก็ได้ อย่าอยู่เทียนจินนี่เลย”
หลายคนพูดไปก็พากันนั่งลงกันไป ถึงกลับมีคนคว้าลูกเต๋าขึ้นมาอีก แม้แต่ถานเจียงก็มีสีหน้าโมโห หวังทงกลับกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
“ขอบคุณทุกท่านที่กล่าวมามากมายเช่นนี้ พรุ่งนี้เที่ยง ข้าเป็นเจ้าภาพเลี้ยงที่โรงเตี๊ยมเงินไหลมานอกเมือง ตามพี่น้ององครักษ์เสื้อแพรเรามาให้หมด หนึ่ง จะได้รู้จักกัน สอง วันหน้ามีงานให้ทุกคนช่วยกัน”
