ตอนที่ 206 บทสนทนายามค่ำคืน สารให้ความช่วยเหลือจากแดนไกล
ทั้งคนในวังและนอกวังต่างรู้ว่า หลังเข้าสู่เดือนสิบสอง ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงมุมานะมากขึ้น ทุกวันก็ทรงออกว่าราชการตั้งพระทัยฟังและสอบถาม พอเลิกประชุมก็มักจะทรงร่วมพิจารณาฎีกากับบรรดาขันทีในสำนักส่วนพระองค์จนดึกดื่น
หลังลานฝึกปิดและหวังทงออกนอกเมืองไป ความไร้เดียงสาของฮ่องเต้น้อยก็เหมือนว่ามลายหายไปเช่นกัน ทรงเจริญพระชันษาเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็ว
ความมุมานะของฮ่องเต้ว่านลี่มิได้เห็นได้จากการตัดสินพระทัย แต่เห็นได้จากการศึกษา และเห็นได้การการใส่พระทัยในระบบงานภายในงานหนึ่ง ด้วยไม่ทรงก้าวก่ายการบริหารจัดการของจางจวีเจิ้ง เพียงแค่ประทับตราในฐานะฮ่องเต้เท่านั้น
ดังนั้นความมุมานะของพระองค์จึงเป็นที่ชื่นชมของจางจวีเจิ้งอย่างมาก ไม่เพียงแต่ชื่นชมในท้องพระโรง แต่ยังชื่นชมเป็นการส่วนตัวอีกด้วย โอรสสวรรค์เป็นเช่นนี้ นับว่าข้าจางจวีเจิ้งไม่ผิดต่อราชวงศ์หมิงแล้ว ไม่ผิดต่อใต้หล้าแล้ว
ไทเฮาฉือเซิ่งก็รู้สึกดีพระทัยเช่นกัน ทรงรู้สึกว่าหนึ่งปีที่ฮ่องเต้น้อยผ่านลมผ่านฝนมานี้ทำให้เจริญพระชันษาขึ้นมาก แม้ว่าว่านลี่จะทรงร่วมเสวยและร่วมสนทนาน้อยลงเรื่อยๆ ก็ตาม
ที่ต่างไปจากจางจวีเจิ้งก็คือ ไทเฮาฉือเซิ่งทรงรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นความดีความชอบของหวังทง ในพระทัยก็ทรงเริ่มคิดถึงความดีของหวังทง
พอจางเฉิงฟังรายงานของโจวอี้จบ ก็เสียเวลาอ่านฎีกาหลายฉบับอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปห้องทรงอักษรของฮ่องเต้ว่านลี่
สำนักรักษาความสงบเพิ่งเริ่มก่อตั้งในเมืองหลวง หลายอย่างยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่สามารถสืบร่องรอยคดีของทหารปลอมเป็นโจรล่าสังหารหวังทงมาจากในเมืองมาได้ ทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่และจางเฉิงต่างให้ความสำคัญกับองค์กรนี้มาก
จางเฉิงอาศัยสถานะรองหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์โยกย้ายขันทีเก่าแก่ที่มีประสบการณ์มากสองสามคนมาช่วยสอนงานคนใหม่ ทุกวันก็จะมีรายงานขึ้นมาให้โจวอี้กับขันทีที่ไว้ใจได้จัดการข้อมูล จากนั้นจางเฉิงค่อยรวบรวม ค่อยๆ ชี้ข้อสังเกต แล้วจึงทูลเกล้าฮ่องเต้น้อย
คนในตำแหน่งสูง โดยเฉพาะจางเฉิงที่อยู่ในแวดวงราชการมาหลายสิบปี ข่าวจากหอคณิกา บ่อนพนัน เรื่องชาวบ้านเหมือนกัน คนรอบข้างอ่านแล้วก็ปกติ แต่จางเฉิงกลับมองต่างออกไป
ใกล้เดือนสิบสองแล้ว ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงเข้าใจเรื่องราวความเป็นไปในหมู่ประชามากมายจากข่าวพวกนี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่ได้รับรู้มาก็มากกว่าที่จะทรงปลอมตัวเป็นสามัญชนออกไปเองเสียอีก คุณค่าประมาณไม่ได้
********
เมื่อก่อนฮ่องเต้ว่านลี่กลัวการอยู่โดดเดี่ยวมาก กลางคืนแม้ว่าจะทรงอ่านหนังสืออยู่ในห้องเงียบๆ แต่รอบๆ ก็ต้องมีขันทีและนางกำนัลยืนอยู่เต็มห้อง รอให้ทรงเรียกใช้งาน
ตอนนี้ห้องทรงอักษรกลับเงียบสงบ ขันทีที่ใกล้ที่สุดก็รอรับใช้อยู่นอกประตูเพียงคนเดียว พอเห็นจางเฉิงมาถึง ขันทีผู้นี้ก็จะคุกเข่าลงคำนับ จางเฉิงโบกมือห้าม ตนเองรายงานเอง ได้รับพระอนุญาตแล้วก็เข้าไป
ตอนเดินเข้าไป ฮ่องเต้ว่านลี่ก็มิได้หันพระพักตร์มาทอดพระเนตร หากยังทรงตั้งใจอ่านฎีกา ได้เห็นภาพฮ่องเต้น้อยเช่นนี้ก็ทำเอาจางเฉิงปวดใจ รีบเดินเข้าไปเบื้องหน้า กล่าวเสียงเบาๆ ว่า
“ฝ่าบาท ฎีกาพวกนี้พรุ่งนี้ค่อยทอดพระเนตรก็ได้พะยะค่ะ ไม่ทรงบรรทมเช่นนี้จะทำลายพระเนตรนะพะยะค่ะ หากฟื้นคืนมาไม่ได้ จะทำเช่นไรพะยะค่ะ?
ฮ่องเต้ว่านลี่แย้มพระสรวล โยนฎีกาลงด้านข้าง ตรัสถามว่า
“จางปั้นปั้น คนที่ไปจับโจรที่เทียนจินวันนี้จะไปถึงเทียนจินไหม? วางใจได้ไหม?”
“ทูลฝ่าบาท คืนนี้น่าจะเข้าเมืองได้ หัวหน้าปฏิบัติงานชุดนี้เคยเป็นคนของโจวอี้ ชื่อว่าไช่หนาน ทำงานรอบคอบตั้งใจ จะว่าไป ก็แค่ทหารสองสามร้อยของนายกองพัน กองทหารเมืองจี้โจวออกโรงเองก็ราวกับเอามีดฆ่าวัวมาฆ่าไก่ ไม่มีปัญหาแน่นอนพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ว่านลี่ถอนพระปัสสะสะ ตรัสว่า
“เรื่องนี้ในเมื่อกรมทหารยื่นมือมา เช่นนี้ท่านจางก็ย่อมรู้ ชีจี้กวงเป็นเสาหลักบ้านเมือง เรื่องนี้อย่าได้ดึงเขามาเกี่ยวด้วยเป็นใช้ได้”
จางเฉิงยิ้มรับ ก้าวขึ้นหน้รามาเตือนว่า
“ฝ่าบาทลืมแล้วหรือพะยะค่ะ แม่ทัพชีกับท่านจางสัมพันธ์กันอย่างไร…”
“เราก็ช่างเลอะเลือนจริง ชีจี้กวงสามารถมีตำแหน่งเช่นวันนี้ได้ก็เป็นเพราะมีเฝิงต้าปั้นและท่านจางคอยปกป้อง เป็นความสามัคคีของขุนนางบุ๋นและบู๊ ผสานความร่วมมือในและนอกวังนี่นะ!”
ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงกดน้ำเสียงให้ต่ำลง จางเฉิงก็มิได้รับคำ เงียบไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงรับเอกสารจากสำนักรักษาความสงบจากมือจางเฉิงมาทอดพระเนตร ก็ไม่ว่าทรงทอดพระเนตรเห็นอะไรจึงได้แย้มสรวลตรัสขึ้นว่า
“บังเอิญจริง บรรดาลูกหลานตระกูลชั้นสูงต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์ขุนพลมีชื่อในยุคนี้กัน พูดกันถึงชื่อเสียงจอมปลอมชีจี้กวงอะไรนี่ เมืองจี้โจวไม่สร้างผลงานอะไรสักอย่าง หลี่เฉิงเหลียงหลายปีนี้สร้างผลงานใหญ่ ควรเป็นเสาหลักของราชวงศ์หมิงเรา ความรู้ผิวเผิน ผิวเผินเสียจริง ตั้งแต่ชีจี้กวงไปประจำที่เมืองจี้โจว พวกนอกด่านก็ไม่กล้ารุกรานเข้ามามาก ที่เมืองเหลียวโจวนั่นกลับยังมีรุกรานเข้ามาบ้าง จริงๆ แล้วใครกันแน่ที่สร้างผลงานดีกว่ากัน ไม่ใช่ว่าเห็นๆ กันอยู่หรือ?”
เรื่องพวกนี้ พวกที่พอมีสติก็จะมองกันออก ยากที่ฮ่องเต้ว่านลี่ที่อายุเพียงเท่านี้จะมองออกได้อย่างปรุโปร่ง จางเฉิงคิดเช่นนี้ในใจ สีหน้าเผยแววภาคภูมิใจเอ่ยชื่นชมขึ้นว่า
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งแล้ว ชายแดนยังต้องการขุนพลเช่นนี้รักษาการณ์ ไม่ควรให้เรื่องเล็กน้อยทำให้เสียการใหญ่”
ลูกน้องปลอมตัวเป็นโจรไล่ล่าสังหารขุนนางราชสำนัก เป็นเรื่องใหญ่ ในฐานะผู้บังคับบัญชาก็ย่อมต้องรับผิดชอบ แต่ชีจี้กวงเป็นคนของจางจวีเจิ้ง แม้ว่าจะล้ำเส้นของฮ่องเต้ว่านลี่ แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ต้องคำนึงถึงส่วนรวมไว้ก่อน ไม่เอาเรื่อง นี่นับว่าทรงเจริญพระชันษาแล้ว
พลิกอ่านไปสักครู่ ก็เป็นเรื่องงบเสบียงที่ปูดขึ้นมาก ราคาสินค้าทางใต้กลับลดพรวดลง ราษฎรก็ไม่รู้ว่าควรบ่นหรือว่าดีใจดี ฮ่องเต้ว่านลี่พลิกอ่านอย่างสนพระทัยในเรื่องเหล่านี้ที่ส่งมาจากสำนักรักษาความสงบ เทียบกับรายงานจากสำนักบูรพาแล้ว นี่เป็นเรื่องราวที่สนุกกว่ามาก
“มีเรื่องหนึ่งไม่รู้ว่าควรกราบทูลฝ่าบาทอย่างไรดี?”
เห็นฮ่องเต้ว่านลี่ทรงอารมณ์ดี จางเฉิงก็เริ่มบทสนทนานี้ด้วยความระมัดระวัง แต่การกล่าวเช่นนี้ก็ล้วนไม่ใช่เรื่องนี้ ฮ่องเต้ว่านลี่ขมวดพระขนงก่อนจะพยักพระพักตร์อนุญาต
“ทูลฝ่าบาท วันนั้นตอนที่หาตำแหน่งนอกเมืองหลวงให้หวังทง สำนักองครักษ์เสื้อแพรมีตำแหน่งนายกองพันกองอาญาว่างพอดี ตอนนั้นหม่อมฉันส่งคนไปขอข้อมูลมา หลิวโสวโหย่วก็บอกว่าเป็นงานดี แต่พอวันนี้ส่งคนไปสอบถามกับนายกองพันที่กลับมา กลับพบว่าที่นั่นลำบากมาก ถูกหน่วยงานท้องที่หลายหน่วยงานกดขี่หนักไม่เบา นายกองพันที่กลับมานั้นเล่ากันว่าจงใจทำตัวเองขาหัก”
ฮ่องเต้ว่านลี่ตกตะลึงอึ้งไป ตามมาด้วยยกพระหัตถ์ตบโต๊ะอย่างแรง สุรเสียงเคียดขึ้ง สีพระพักตร์กริ้วจนแดงก่ำ ตรัสด้วยความแค้นเคืองว่า
“องครักษ์เสื้อแพรเป็นทหารของโอรสสวรรค์ ผู้บัญชาการหลิวโสวโหย่วกลับทำตัวราวกับองครักษ์ติดตามท่านจาง เขายืนอยู่ข้างไหนกันแน่!!”
ตรัสจบ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ทรงลุกจากที่ประทับ ทรงเดินวนไปมาหลายรอบ ฮ่องเต้ว่านลี่ที่นิ่งสงบก่อนหน้านั้นหายไปสิ้น สองพระหัตถ์ถูไปมา ก่อนจะหยุดลง หันไปตรัสกับจางเฉิงว่า
“จางปั้นปั้น หวังทงโดนไล่ออกจากเมืองหลวงก็เพราะเรา ยังถูกส่งไปที่กันดารเช่นนั้นอีก ผิดต่อเขาจริงๆ ช่วยเราคิดหน่อย ส่งหวังทงไปเหอหนาน ไปเขตปกครองใต้…”
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท อย่าทรงพระทัยร้อน ฟังหม่อมฉันสักคำ หวังทงไปเทียนจินที่ที่ยากลำบากเช่นนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีนะพะยะค่ะ!”
ฮ่องเต้ว่านลี่ทอดพระเนตรจางเฉิงด้วยความสงสัย จางเฉิงจึงก้าวเข้ามากล่าวว่า
“หวังทงสร้างหอเลิศรส สร้างลานฝึก ก่อนไปยังวางรากฐานสำนักรักษาความสงบไว้อีก อายุน้อยแค่นี้ สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ กล่าวได้ว่ามีความสามารถ แต่ราชสำนักกลับคิดว่าเพราะเป็นขุนนางใกล้ชิดฝ่าบาทจึงทำได้ พวกบัณฑิตตาร้อนพวกนั้น พอมีภาพลักษณ์เช่นนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่ออนาคตหวังทงในวันหน้า ครั้งนี้ส่งไปที่กันดารอย่างที่เทียนจินนี่ ก็นับเป็นโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถพอดี”
ฮ่องเต้ว่านลี่ไขว้พระหัตถ์เดินไปหาที่ประทับลงนั่งฟังการวิเคราะห์ของจางเฉิง จางเฉิงเล่าต่อว่า
“หากปฏิบัติภารกิจที่เทียนจินได้ดี หนึ่ง จะได้ปิดปากบรรดาขุนนางในราชสำนัก วันหน้านำมาใช้ทำงานใหญ่ได้ หากทำได้ไม่ดี นั่นก็เป็นเพราะว่าสามกองกำลังพิทักษ์ประจำเทียนจินนั่นมันกันดารเองต่างหาก ฝ่าบาทจะได้ทรงมีข้อแย้ง หากตอนนี้ย้ายตำแหน่ง อยู่ในช่วงปะทะลมแรงพอดี เกรงว่าน่าจะยุ่งยากไม่น้อยนะพะยะค่ะ!”
“เจ้าพูดได้ถูกต้อง วันหน้าเราจะให้หวังทงทำงานใหญ่ เมืองหลวงนี้สะดวกทุกอย่างก็เพราะมีเราอยู่เบื้องหลัง ที่เทียนจินเป็นบททดสอบพอดี หากทำได้สำเร็จ วันหน้าก็ไม่ต้องพูดถึง หากทำไม่สำเร็จ กลับมาเป็นขุนนางใกล้ชิดเรา ก็ไม่ทำให้เขาเสียเปรียบอะไรนี่”
ได้ยินฮ่องเต้ว่านลี่วิเคราะห์ไปตามความเข้าใจของพระองค์เอง จางเฉิงก็ทูลอย่างนอบน้อมว่า
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งแล้ว…”
ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงลุกเดินกลับไปนั่งหลังโต๊ะทรงอักษร เพิ่งทรงหยิบฎีกาขึ้นก็วางลงไปใหม่ ส่ายพระพักตร์ตรัสว่า
“ไม่สิ นี่มันถือว่าทำให้หวังทงลำบาก จางปั้นปั้นท่านไปถ่ายทอดราชโองการหรือว่าส่งป้ายคำสั่งอะไรไปให้หวังทง จะว่าไปตำแหน่งนายกองพันระดับห้าที่เมืองเทียนจินในเขตกองทหารเมืองจี้โจวจะมีค่าอะไร ยังต้องพบคนคอยขัดแข้งขัดขา หากหวังทงทำงานไม่ดี ไม่ใช่ว่าเป็นความผิดเราหรอกหรือ…”
พระดำรัสหนักเกินไปแล้ว จางเฉิงได้ยินก็คิดอะไรได้ รีบทูลตอบว่า
“ฝ่าบาท หากมีราชโองการหรือมีป้ายคำสั่ง ย่อมต้องทำให้เกิดคลื่นลมในราชสำนัก กลัวแต่ว่าถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือไว้ได้ กลับเป็นการทำร้ายหวังทงแทน”
ฮ่องเต้ว่านลี่เริ่มร้อนพระทัย จางเฉิงรีบทูลต่อว่า
“ไม่สู้ให้หม่อมฉันเขียนสารให้หวังทง หากว่ามีผู้ใดขัดขวางการทำงาน ก็ให้แสดงสารของกระหม่อมออกไป คิดว่าน่าจะพอเห็นแก่สำนักส่วนพระองค์ ไว้หน้ากันบ้าง หากไม่ได้ ถึงต้องนั้นก็ค่อยคิดหาทางก็ยังไม่สายพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ส่ายพระพักตร์ แย้มพระสรวลตรัสว่า
“เช่นนี้ก็ดี เทียบจากสำนักส่วนพระองค์ว่ากันว่าได้ผลกว่าราชโองการของเราอีก ได้เป็นเทียบลายมือของจางปั้นปั้น ไม่ไว้หน้าก็มีไม่กี่คน”
********
ตอนจางเฉิงออกมาจากห้องทรงอักษร สีหน้าสงบนิ่ง เดินออกมาไกลสักพัก รอยยิ้มก็เริ่มเผยบนใบหน้า หวังทงเสียเปรียบหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เทียนจินเห็นได้ชัดว่าเป็นงานลำบากกลับถูกองครักษ์เสื้อแพรว่าเป็นงานสบายอวบอ้วน วางกับดักหวังทงเรื่องนี้รายงานให้ฝ่าบาททรงทราบ ให้ฝ่าบาททรงรู้สึกไม่พอใจผู้บัญชาหลิวโสวโหย่วไว้ก่อน บางทีอาจจะไม่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยในจางจวีเจิ้งไปด้วยก็ได้ นี่สิคือประเด็นหลัก จางจวีเจิ้งในพระทัยฮ่องเต้ว่านลี่จะได้มีน้ำหนักน้อยลงหนึ่งส่วน ก็เหมือนกับว่าสถานะของเฝิงเป่าสั่นคลอนหนึ่งส่วน
********
เช้าวันที่ 27 เดือนสิบสอง หวังทงกับผู้ติดตามก็มาถึงกองตรวจการของสามกองกำลังพิทักษ์ประจำเทียนจิน ขอพบหัวหน้ากองฟานต๋า ส่งคนเข้าไปรายงาน ทหารหน้าประตูล้วนดูไม่เกรงใจเท่าไรนัก…



