Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 207

Ong
BC

ตอนที่ 207 รู้จักข้าแล้วใช่ไหม

เทียบกับที่ทำการโกโรโกโสของนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรที่เทียนจินแล้ว ที่ทำการกองตรวจการนี้กว้างขวางโอ่อ่ากว่ามาก กำแพงสูงสง่า กระเบื้องหลังคาดำเงา ประตูสีแดงสด ทุกอย่างล้วนแสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขาม

C

กองตรวจการมักจะเป็นพวกรองผู้ตรวจการหรือผู้ตรวจการจากสำนักตรวจสอบมารับตำแหน่ง รับหน้าที่ควบคุมดูแลกองกำลังในพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น จะควบคุมมากหน่อยก็ไม่มีอะไรห้าม อำนาจยิ่งใหญ่นัก

ที่สามกองกำลังพิทักษ์ประจำเทียนจินเป็นฐานลำเลียงเสบียงหลวง เสบียงจากที่ต่างๆ ก็จะขนย้ายส่งไปยังเมืองจี้โจวและเมืองเหลียวโจว บางทียังต้องส่งไปยังกองกำลังเมืองหลวงและเมืองเซวียนฝู่ด้วย อำนาจของกองตรวจการที่นี่จึงนับว่ามากกว่าที่อื่นๆ

ฟานต๋ามาดำรงตำแหน่งนี้ด้วยสถานะของรองผู้ตรวจการ เป็นขุนนางระดับสี่ ที่เทียนจินนี้ถือว่าสูงส่งอย่างมาก

ตามความเข้าใจของหวังทง ที่เมืองหลวง กรมทหารเป็นผู้จ่ายเบี้ยหวัด แต่จริงๆ ก็เป็นเพียงแค่รูปแบบของระบบงาน เพราะมักจะเป็นคนกองเอกสาร สำนักงานองครักษ์เสื้อแพรไปรับจากกรมอากรเองโดยตรงมาแจกจ่าย

ที่อื่นนอกเมืองเป็นเช่นไรไม่รู้ แต่ที่เทียนจินกลับแจกจ่ายโดยกองตรวจการ นี่จึงนับเป็นความยุ่งยากใหญ่หลวง

วันนี้พอถึงยามเช้า พลทหารกององครักษ์เสื้อแพรประจำเทียนจินก็ถืออาวุธมารวมกันหน้าประตู หวังทงแบ่งงานง่ายๆ ให้ไป ให้ทุกคนไปปัดกวาดทำความสะอาด ทุกคนก็เชื่อฟังดีมาก ผ่านเหตุปะทะเมื่อวานมา บารมีหวังทงก็ก่อตั้งขึ้นในเบื้องต้นแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าไม่เชื่อฟัง

ถามหังต้าเฉียวมาก็พอจะเข้าใจว่าค่าเบี้ยหวัดที่ค้างนั้นถึงขั้นไหน สามปีเต็มๆ ทั้งหมดจ่ายมาแค่เจ็ดเดือน วันนั้นหังต้าเฉียวบอกเกินมาสองสามเดือน ก็นับว่าหลอกหวังทงไม่มาก เพื่อให้ใต้เท้าน้อยผู้นี้จ่ายมาก่อน

ที่ยิ่งทำให้รู้สึกทำอะไรไม่ได้ก็คือ เจ็ดเดือนนี้กลับจ่ายตามหัว เดิมหวังต๋าหมินรับตำแหน่ง ก็ลากยาวมาสามเดือนกว่าจะคิดว่าจะอมส่วนใหญ่ไว้ แบ่งส่วนน้อยไปก็น่าจะกำไรละ คิดไมถึงว่านายกองตรวจการฟานต๋ากลับใช้วิธีการตรวจสอบจำนวนคน มีคนเท่าไรก็จ่ายเท่านั้น

จากนั้นก็ยังไม่หยุดหักหยุดยื้อ เจ้าคิดจะฉวยโอกาสก็ยังไม่อาจทำได้ ยากจนข้นแค้นกันจนมีคนคิดจะไปทำมาหากินทางอื่น องครักษ์เสื้อแพรก็ยิ่งลดน้อยลง เงินที่จ่ายมาก็ยิ่งลดน้อยลง วงจรอุบาทว์เกิดขึ้น

ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่า เรื่องทำกันถึงขั้นนี้ก็ย่อมไม่ใช่ปัญหาในการทำงานแล้ว แต่เจตนาสร้างความลำบากใจให้ชัดๆ แต่พอถามว่าเพราะเหตุใด พวกหังต้าเฉียวเองก็กล่าวถึงที่มาที่ไปไม่ได้

การคบค้าสมาคมกับขุนนางใหญ่ที่มีอำนาจในมือนี้ พวกหวังทงเองก็รู้สึกว่ายุ่งยากไม่น้อย จางซื่อเฉียงที่เก็บกวาดออกมาจากในห้องด้านตรงข้ามก็เสนอหวังทงไปว่า

“ใต้เท้า เมืองหลวงจะส่งเงินหลายหมื่นตำลึงมาให้พวกเราทุกปีไม่ใช่หรือ หรือว่าเราจะเอามาเป็นเบี้ยหวัดจ่ายไปก่อนได้ไหม?”

หวังทงย่อมไม่เห็นด้วย ส่ายหน้ากล่าวว่า

“เงินมาจากไหนก็ใช้เพื่อการนั้น เงินจาเมืองหลวงย่อมมีเรื่องต้องใช้ ทุกคนทำงานให้ฝ่าบาท ให้ราชวงศ์หมิง เงินพวกนี้หากว่าควักเงินส่วนตัวออกไป จะมีโดนใส่ร้ายเอาได้ว่าคิดการณ์มิควรซื้อใจผู้คน โดนจนเจ้าไม่อาจแก้ต่างให้ตัวเองได้เลยทีเดียว”

หวังทงพูดง่ายๆ แต่ในใจกลับรู้ดีว่าเรื่องนี้จัดการยาก เงินทองในวงราชการนี้แต่ไรมายื้อกันไปมาไม่ชัดไม่แจ้ง ไม่รู้ว่าจะไปติดขัดที่ขั้นตอนไหน ในโลกก่อนนั้นตอนที่เขาไปเร่งรัด ทุกครั้งก็ต้องหัวเสีย กิจการเอกชนยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับระดับประเทศ

ช่วยไม่ได้ก็ส่วนช่วยไม่ได้ ยากลำบากก็ส่วนยากลำบาก แต่หวังทงก็ยังต้องไปจัดการ เขาเองก็รู้สึกได้ว่า พื้นที่สามกองกำลังพิทักษ์เทียนจินนี่อยู่ภายใต้อิทธิพลหวังต๋าหมินไม่น้อย ตนเองจะต้องทำอะไรหรือทำอะไรได้นั้นก็ต้องสานสัมพันธ์กับหวังต๋าหมิน เพื่อป้องกันความยุ่งยากในวันหน้า ไม่สู้ไปลองพบหน้าหยั่งท่าทีกันในครานี้

*******

สานสัมพันธ์ยากจริงดังคาด พลทหารเฝ้าที่ทำการกองตรวจการพอเห็นพวกหวังทงที่สวมชุดมัจฉามาถึง สีหน้าก็บึงตึงทันที

ซุนต้าไห่ปฏิบัติตามธรรมเนียมทางการ ให้ทหารที่เป็นหัวหน้าประจำหน้าประตูนำเทียบไปส่งก่อน ขอให้นำเข้าพบ ตามมารยาทวงราชการแล้ว หัวหน้าผู้นั้นก็ควรจะใช้สองมือมารับ จากนั้นก็จะกล่าววาจากันตามมารยามเล็กน้อย นำสารเข้าไปรายงาน ด้วยสถานะของหวังทง พวกเฝ้าประตูทางนี้ก็ควรรีบเชิญเข้าไปนั่งดื่มน้ำชาข้างในก่อน

คิดไม่ถึงว่ากลับใช้มือเดียวมารับสาร อ่านก็ไม่อ่าน ปากยังบ่นอีกว่า

“ข้าก็ไม่รู้หนังสือ เอาสารมาทำไมกัน?”

“ใต้เท้าเราไม่อยู่ ทุกท่านโปรดมาใหม่?”

พลทหารผู้นี้กล่าวออกมาพร้อมกับมองไปยังอีกฝ่ายด้วยสายตาไร้มารยาท ซุนต้าไห่เริ่มโมโหบ้างแล้ว กำลังจะเข้ามาจัดการ ก็ถูกถานเจียงดึงไว้

หวังทงมองไปทางสองข้างประตูที่ทำการ ชี้ไปยังรถม้ากล่าวว่า

“ใต้เท้าพวกเจ้าไม่อยู่แล้วรถม้านี้เอาไว้รับรองผู้ใดกัน?”

ที่ทำการเช่นนี้ หน้าประตูก็ย่อมมีรถม้าจอดไว้เพื่อไว้ใช้เดินทาง คนขับรถม้าก็จะนั่งพักรออยู่ในเพิงข้างๆ รถม้าอีกคันดูแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใหญ่ท่านใด แต่ก็มีความหรูหราไม่เบา คนขับรถและผู้ติดตามกำลังคุยเล่นผิงไฟกันอยู่ในเพิงน้ำชาตรงนั้น

หากเป็นที่ทำการศาลในพื้นที่ ก็มักมีขุนนางระดับหัวหน้าและรอง หากหัวหน้าไม่อยู่ ก็มีรองหัวหน้าคอยให้การรับรอง แต่ที่กองตรวจการนี่กลับมีแค่ฟานต๋าผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้น

การต้อนรับในวงราชการสำคัญที่สถานะ ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับรถม้านั่นมาเยือน ก็มีเพียงฟานต๋าผู้นี้ผู้เดียวที่สถานะจะรับรองได้ หากฟานต๋าไม่อยู่ ผู้ใหญ่ผู้นั้นก็ไม่จำเป็นต้องรอ

หวังทงเปิดโปงเช่นนี้ พลทหารผู้นั้นก็หน้าแดงก่ำ เถียงเสียงแข็งว่า

“ใต้เท้าเรากำลังรับรองแขกคนสำคัญอยู่ ไม่อนุญาตให้คนนอกไปรบกวน พวกเจ้าวันหน้าค่อยมาใหม่!”

“วันหน้ามาใหม่ พรุ่งนี้ก็ 28 เดือนสิบสองแล้ว ที่ทำการแต่ละแห่งที่เทียนจินก็จะปิดทำการฉลองปีใหม่กันแล้ว ข้ามีงานราชการขอพบ ขอพี่น้องท่านนี้ช่วยไปรายงานด้วย!”

“ใต้เท้าท่านนี้ บอกไปชัดแล้วไม่ใช่หรือ ไม่อนุญาตให้คนนอกรบกวน ท่านอย่าทำให้ข้าน้อยลำบากใจ เชิญกลับไป เชิญกลับไป”

พลทหารหน้าประตูผู้นี้ ขณะที่พูด สีหน้าไม่ได้รู้สึกขออภัยแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความรำคาญ

คนขับรถม้าและผู้ติดตามที่เพิงน้ำชาข้างๆ ยังมีพลทหารรักษาการณ์หน้าที่ทำการอีกหลายคน สีหน้าเผยแววยิ้มเยาะ พวกที่ใจกล้าหน่อยก็ชี้มือชี้ไม้มา

หม่าซานเปียว ซุนต้าไห่ จางซื่อเฉียงและคนอื่นๆ ด้านหลังหวังทงเริ่มสีหน้าไม่สู้ดีนัก แม้แต่ถานเจีนงก็ยังรู้สึกอึดอัดจนตนกระแอมไอ

สถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้ บางทีสีหน้ายิ้มเยาะและอาการชี้มือชี้ไม้ของคนรอบๆ ทำให้พลทหารผู้นี้รู้สึกตัว เขาเอ่ยหยอกล้อขึ้นว่า

“ใต้เท้าท่านนี้ดูก็รู้ว่ามารับตำแหน่งใหม่ ไม่รู้นิสัยของใต้เท้าเรา อากาศหนาวเช่นนี้ อย่าได้มัวเสียเวลาเลย รีบกลับไปเถอะ!”

“พรุ่งนี้มา ใต้เท้าฟานก็คงไม่อยู่ที่นี่ ช่วยไปรายงานสักหน่อย มีเรื่องราชการด่วยจริงๆ”

พลทหารผู้นั้นโบกมือ เอ่ยอย่างรำคาญใจว่า

“ใต้เท้าเราไม่พบองครักษ์เสื้อแพร พวกเจ้าอย่าได้เสียแรงอีก…”

พูดได้ครึ่งเดียว ก็มีเสียงดังผลัวะ หวังทงเดินไปเบื้องหน้าเขาตบบ้องหูอย่างแรงไปทีหนึ่ง จะเรียกว่าตบบ้องหู ไม่สู้กล่าวว่าวาดหมัดไปทั้งแขนฟาดดีกว่า

พลทหารผู้นี้ถูกฟาดล้มลงเช่นนี้ หวังทงยังตามไปถีบตกบันไดอีกที กล่าวว่า

“เจ้ามันตัวอะไร มาเล่นละครเป็นลิงค่างอวดเบ่งอยู่นี่ ข้าจะมาคุยงานราชการ เสียงานไป เจ้ารับไหวหรือ?”

คนที่มุงดูความสนุกเมื่อครู่ เห็นว่าองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้อยู่ๆ ก็ลงมือ คนเฝ้าประตูด้านในก็รีบร้อนกางแขนออกขวางประตูไว้ กล่าวไม่หยุดว่า

“ใต้เท้าท่านนี้ ที่นี่เป็นกองตรวจการ ท่านอย่าได้บุก…”

กล่าวได้ครึ่งเดียว ก็ถูกหวังทงถีบเข้าที่ท้องน้อย กลิ้งเป็นน้ำเต้าไปกับพื้นทันที กลิ้งตกบันไดเข้าไปด้านใน

ได้ยินคำว่า “ใต้เท้าเราไม่พบองครักษ์เสื้อแพร” หวังทงก็ทิ้งความตั้งใจที่จะเข้าไปด้วยสันติ ในเมื่อฟานต๋าจงใจบีบคอองครักษ์เสื้อแพรอย่างเปิดเผย ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจธรรมเนียมมารยาทกันอีก

พวกมุงดูเรื่องสนุกหน้าประตูทั้งซ้ายขวา ทั้งในและนอกก็ไม่คิดว่าอยู่ๆ จะลงไม้ลงมือเช่นนี้ ตั้งใจจะบุกเข้าไป

พวกที่เพิงน้ำชาเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตัว ขอเพียงมีเรื่องสนุกก็รีบลุกยืนล้อมวงกันเข้ามาอย่างตื่นเต้น พวกรักษาการณ์อยู่หน้าประตูชั้นที่หนึ่งและสองของกองตรวจการ พากันร้อนใจวุ่นวายกันขึ้นมาทันที

หวังทงเพิ่งก้าวเข้าประตูมา ยังทันได้ก้าวอ้อมกำแพงบังหน้าประตู ก็มีคนสิบกว่าคนล้อมกรูกันเข้ามา ซุนต้าไห่กับจางซื่อเฉียงและพวกยังไม่ทันได้สติทัน อยู่ๆ สองฝั่งก็ถูกกั้นเป็นสองส่วน ตามกันไม่ทัน

เห็นทหารรอบข้างเอาเรื่องเข้ามาเช่นนี้ หวังทงสีหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัว แค่นยิ้มกล่าวว่า

“เห็นชุดของข้าดีหรือยัง? รู้จักป้ายที่เอวข้าไหม? ข้าก็คือนายกองพันองครักษ์เสื้อแพร พวกเจ้ามันตัวอะไร รีบเปิดทางให้ข้าเดี๋ยวนี้!!”

ฟานต๋าเป็นขุนนางระดับสี่ ในที่ทำการนี้ตำแหน่งที่ใหญ่กว่าหวังทงนั้นไม่มี บุกเข้ามาล่วงเกิน โทษตัดหัวใช่ว่าไม่เคยมีมา เมื่อก่อนพวกองครักษ์เสื้อแพรมาที่นี่ก็ต้องเสียงอ่อนอ้อนวอน ใครจะคิดว่าเจ้าเด็กนี่กลับดุร้ายเพียงนี้

พอบอกให้ตระหนักถึงตำแหน่งที่แตกต่าง พลทหารพวกนี้ก็เริ่มลังเล ในใจคิดว่าตนเองก็เจ้าหน้าที่เล็กๆ ไยต้องไปล่วงเกินขุนนางใหญ่ด้วย แต่พอคิดอีกที ใต้เท้าก็เคยสั่งไว้เข้มงวด หากปล่อยเข้าไปเช่นนี้ก็ต้องโดนโทษหนักแน่

ลังเลครู่หนึ่ง หวังทงก็ชัดดาบปักวสันต์ออกมา ยกขึ้นสูงก่อนจะตวัดลงอย่างแรง ทำเอาพวกเขาพากันตกใจกันขวัญหนีดีฝ่อ จะหลบก็ไม่ทัน ทุกคนได้แต่หลับตาปี๋

เสียง ‘ฝับ’ ดังขึ้น พอคนผู้นั้นทรุดลงจึงไดกุมใบหน้าร้องโหยหวน ดาบตวัดไปกลางอากาศก็เปลี่ยนเป็นตบแทน แต่ก็เป็นเหล็กกล้า ตบไปที่ใบหน้าก็ย่อมทำให้ใบหน้าเขียวช้ำ หวังทงยิ้มเยียบเย็นมองไปรอบๆ กล่าวอย่างเย็นยะเยือกว่า

“เจ้าพวกลูกหมา กล้าขวางทางข้า ผู้ใดเข้ามาอีก ข้าจะฟันมันผู้นั้น!”

ก็แค่ทำงานเล็กๆ ไยต้องมาสละชีพด้วย เห็นท่าทางดุร้ายของใต้เท้าท่านนี้ คนที่ขวางอยู่ด้านหน้าไม่แน่อาจถูกสังหารได้ตายฟรีแน่

หวังทงมองซ้ายขวา คนที่ถูกมองก็พากันหดหัวรีบหลีกทาง หวังทงเก็บดาบคืนฝัก ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในห้องโถงกลาง เส้นทางเรียกร้องเบี้ยหวัด มันช่างยากลำบากเสียจริง!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!