ตอนที่ 220 ถกแนวคิดในวันสิ้นปี
วันที่ 30 เดือนสิบสองเป็นวันสิ้นปี ทุกคนแม้ว่าเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ยังตื่นกันเช้ามาก
นางหม่าไปตรวจตราบรรดาคนที่พาครอบครัวมารอบหนึ่ง ดูว่าบ้านไหนยังเตรียมการไม่เรียบร้อย บ่นไปสองสามคำ ก็ส่งคนไปช่วย
โดยเฉพาะครอบครัวที่ย้ายกันมาทั้งครอบครัว การบูชาป้ายดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ธูปเทียนเครื่องเซ่นเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง ผู้สูงอายุมักเน้นความสำคัญในเรื่องนี้มาก
พวกที่พาเด็กเล็กในบ้านมา เสื้อผ้าใหม่ หมวกใหม่ หมูเห็ดเป็ดไก่และขนมผลไม้ หรือแม้กระทั่งข้าวสารและบะหมี่หวังทงก็มอบมาให้หมด ไม่ขาดสักอย่าง
โรงบ้าน 20 คนที่มีเฮยชื่อดูแล ก็มอบสุราเกาเหลียงที่นำมาจากเป่าติ้งให้ไป นี่เป็นสุราฤทธิ์แรงชั้นเยี่ยม หากขนย้ายไปบนดินแดนทุ่งหญ้าต้องเอาม้าวัวมาแลกกันเลยทีเดียว ยังให้พวกเขาไปล่าสัตว์มาเพิ่มได้ เตรียมงานฉลองให้พร้อมสรรพ
บรรดาคนงานในบ้านรวมตัวกันเตรียมงานกันอย่างคึกคัก ตกค่ำพวกเขาก็มีอาหารบริบูรณ์ราคาแพงพร้อมสรรพเช่นกัน เด็กๆ ก็ตื่นเต้นดีใจด้วยมีคนกลุ่มใหญ่อยู่ร่วมกัน พากันลืมคิดถึงบ้านไปเลย ความตื่นเต้นและแปลกใหม่เข้าเติมเต็มจนหมด
เรือนของหวังทงย่อมเป็นเรือนกลางตรงกลาง ป้ายดวงวิญญาณและกระถางธูปของหวังลี่ บิดาหวังทงจัดวางเรียบร้อย พอเช้ามา ตามธรรมเนียม หวังทงก็จะจุดธูปโขกศีรษะคำนับด้วยความเคารพก่อนอันดับแรก
พอพระอาทิตย์ขึ้น หลี่ว์วั่นไฉที่มาเมื่อวานก็มาหาถึงที่อีกครั้ง พอเข้ามาก็ทำเอาหวังทงสะดุ้งตกใจ หลี่ว์วั่นไฉสองตาแดงก่ำ ดูเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน
ยังไม่ทันได้ถาม หลี่ว์วั่นไฉก็ยิ้มเฝื่อนๆ กล่าวว่า
“ที่เมื่อวานน้องหวังกล่าวมานั้น ทุกคำล้วนล้ำค่า คิดไปคิดมาทั้งคืน ก็เลยนอนไม่หลับ จุดตะเกียงขึ้นมาเขียนบันทึกไปรอบหนึ่ง อ่านแล้วก็รู้สึกว่าคิดอะไรกระจ่างขึ้นมาก เมื่อก่อนนี้ตอนสอบขุนนาง มักได้ยินคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านบอกว่าเป็นดาวบุ๋นอะไรมาเกิด น้องหวังนับว่าเป็นดาวอะไรลงมาเกิดกัน?”
หวังทงมองหลี่ว์วั่นไฉ อยากจะร้องไห้ก็ไม่ออก อยากจะหัวเราะก็ไม่ได้ กล่าวว่า
“พี่หลี่ว์ เหน็ดเหน็ดตรากตรำ เช่นนี้จะทำลายสุขภาพนะ!”
“เหน็ดเหน็ดตรากตรำ” หลี่ว์วั่นไฉพึมพัมประโยคนี้ จากนั้นก็ตบพัดจีบใส่ฝ่ามือ ชมว่า
“สี่พยางค์นี้กล่าวได้มีเหตุผล”
หวังทงส่ายหน้า ไม่กล้ากล่าวสุภาษิตจากโลกปัจจุบันอีก ได้แต่ถามออกไปตรงๆ ว่า
“พี่หลี่ว์เช้านี้มาคิดว่าคงไม่ใช่มาชื่นชม ท่านไม่ควรมาเสียเวลาที่เทียนจินนานนัก มีอะไรก็ถามมาเถอะ!”
ใบหน้าหลี่ว์วั่นไฉแดงขึ้น หัวเราะอยางละอายใจกล่าวว่า
“น้องหวังคิดการณ์ได้ตรงประเด็นยิ่ง งั้นพี่ก็ถามละนะ สายสืบสำนักรักษาความสงบได้เริ่มรวบรวมข่าวในเมืองหลวงแล้ว นอกจากบ่อนพนันและสำนักคณิกาแล้ว ยังมีที่อื่นๆ ที่ยังไม่รู้จะส่งไปอย่างไร และก็ไม่รู้ว่าจะเรียกเก็บเงินอย่างไร ต้องขอให้น้องหวังช่วยเสนอความเห็นแล้ว”
ไม่รู้ว่าส่งไปอย่างไร เก็บเงินอย่างไร หวังทงฟังแล้วก็อึ้งไป มีอะไรยากกัน แต่เห็นสีหน้าหลี่ว์วั่นไฉแล้วก็ไม่เหมือนกับแกล้งทำ จึงได้แต่กล่าวไปว่า
“หอสุราร้านน้ำชาที่มีคนไปมามากมายและพวกร้านในพื้นที่ก็ส่งป้ายไปก่อน พวกเขาสมาคมกับทางการมาก มีเรื่องงุบงิบกันไม่น้อย ไม่อาจล่วงเกินพวกเรา ที่อื่นๆ ก็เริ่มจากร้านค้าใหญ่ก่อน จัดการไปสองสามแห่ง ที่เล็กอื่นๆ ย่อมไม่กล้าไม่รับป้าย”
ได้ยินหวังทงกล่าวมา หลี่ว์วั่นไฉก็พยักหน้า สีหน้างุนงงหนักขึ้น ทำเอาหวังทงงงไปด้วย ในใจเรื่องเช่นนี้หรือว่ายากกัน ดังคาด หลี่ว์วั่นไฉลังเลก่อนจะเอ่ยถามว่า
“หากพวกเขาไม่ยอมจ่ายล่ะ?”
“ไม่จ่าย หรือทางการจะหาเรื่องยุ่งยากให้พวกเขาไม่ได้กัน ศาลซุ่นเทียนหาไม่พบ หรือองครักษ์เสื้อแพรก็หาไม่พบ องครักษ์เสื้อแพรหาไม่พบ หรือสำนักบูรพาจะไร้หนทาง เบื้องหลังเขาไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางผู้ใหญ่ผู้ใดก็ตาม หรือว่าไม่มีจุดอ่อนแม้แต่น้อย?”
คำพูดหวังทงอยู่ๆ ก็เข้มขึ้น หลี่ว์วั่นไฉที่ตั้งใจฟังอยู่ก็อดสั่นเล็กน้อยไม่ได้ แต่ความสงสัยก็ยังคงอยู่ พูดก็ง่าย แต่กิจการของอู่ชิงโหวจะทำเช่นไร หากเป็นกิจการเฝิงกงกงกับจางกงกงจะทำเช่นไร หากเป็นของมหาอำมาตย์จางล่ะ แต่หวังทงก็ให้คำตอบในทันทีว่า
“แน่นอนย่อมมีบางอย่างไม่จำเป็นต้องไปเก็บ แต่ก็ต้องรบกวนจางกงกง ต้องขอให้ฝ่าบาทออกราชโองการงดเว้น นี่เป็นพระกรุณาฝ่าบาท ใช่ว่าเราจะอาศัยอำนาจมาเรียกรับผลประโยชน์”
หลี่ว์วั่นไฉชื่นชมอีกครั้ง เช่นนี้ แม้ว่าไม่เก็บ แต่ความหมายแตกต่าง ครอบครัวขุนนางมีความดีความชอบงดเว้นเก็บภาษีก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์หมิงมา ไม่เก็บพวกเขาก็รู้สึกว่าสมควร หากเป็นราชโองการฝ่าบาท ก็ย่อมพิเศษออกไป พวกเขาย่อมซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ
หลังจากได้รับสิทธิพิเศษในการละเว้นภาษี คนที่ได้รับประโยชน์ก็จะออกมาปกป้องด้วยตนเอง และจะจัดการผู้ที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นชนชั้นสูงที่สุดในราชวงศ์หมิงก็จะออกมาปกป้องระบบป้ายสงบสุขนี้ด้วยตนเอง
แต่คำถามถัดมาของหลี่ว์วั่นไฉก็ทำเอาหวังทงเกือบล้มตึง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาพวกทำการค้าสุจริตก็ต้องเก็บเท่าไรถึงจะได้? อย่างไรพวกเขาก็เป็นการค้าสุจริตที่ต่างจากพวกบ่อนการพนันและหอคณิกา เก็บมากขนาดนั้นใช่ว่าทำให้ล้มละลายไปเลยหรือ?”
“หาคนตรวจบัญชีไปตรวจบัญชีพวกเขา ดูการค้าพวกเขา เก็บเท่าไรก็ขึ้นกับกำไรที่หาได้ เท่าไรให้กำหนดออกมา กำไรน้อยจ่ายน้อย กำไรมาจ่ายมาก…”
“น้องหวัง พูดถึงตรงนี้พี่ชายอย่างข้าคิดว่าเจ้าต้องหัวเราะเยาะเอาแน่ ว่าแต่คนตรวจบัญชีจะไปหามาจากที่ไหนกัน ที่คิดออกก็ล้วนเป็นคนของบรรดาร้านค้าต่างๆ กันหมด คนพวกนี้จะมาลงแรงช่วยพวกเราได้อย่างไร”
“ทำไมไม่ไปหาเอาจากกรมอากร พวกเขาไม่ใช่ว่าเป้นขุนนางที่ชำนาญการคำนวณที่สุดในใต้หล้าหรอกหรือ?”
หวังทงเริ่มรำคาญแล้วจริงๆ ย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแข็ง คิดไม่ถึงว่าคำถามย้อนกลับที่แสนจะเป็นเหตุผลธรรมดานี้กลับถูกหลี่ว์วั่นไฉยิ้มเฝื่อนใส่
“น้องหวัง ดูท่าน้องคงไม่รู้ กรมอากรวิพากษ์วิจารณ์ป้ายสงบสุขเราเยอะที่สุด กล่าวว่าขูดรีดเลือดเนื้อประชาชน เก็บมาได้ก็ถือเป็นการผิดต่อหลักการ เมื่อก่อนในวังส่งคนออกมาเก็บภาษีกลับไป กรมอากรแต่ไรมาไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวตรวจนับ ได้แต่เก็บเข้าคลังไว้ใช้จ่าย ขุนนางทางนั้นจะมาช่วยพวกเราได้อย่างไรกัน”
ได้ยินดังนั้น หวังทงก็อึ้งไป มองการณ์ไกลแล้ว ป้ายสงบสุขนี้ก็เท่ากับเป็นการเปิดแหล่งภาษีใหม่ให้กับราชวงศ์หมิง กิจการการค้าในเมืองหากเก็บตามนี้ก็จะได้ภาษีก้อนโต เหตุใดกรมอากรจึงได้ต่อต้านเช่นนี้ หากคิดกลับกันก็ง่ายอยู่ กิจการของขุนนางบุ๋นจะเก็บภาษีได้อย่างไร แอบขัดขาในที่ลับไม่ว่า หากยังจะต่อต้านในที่แจ้งด้วยซ้ำ
หวังทงแค่นหัวเราะ กล่าวน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็ให้เถ้าแก่เจ้าของร้านพวกนั้นรายงานการค้ามากันเองแล้วกัน จากนั้นก็เก็บตามจำนวน ขณะเดียวกันก็ตั้งรางวัลใหญ่ หากมีคนพบว่าร้านค้าไหนรายงานเท็จ ก็ให้ลงโทษให้หนัก ให้ปรับหนักสิบเท่าจากจำนวนที่รายงานเท็จ ไม่ยอมให้ปรับเงินก็ไม่ให้ทำการค้าต่อ ส่วนเงินรางวัลนำจับ ก็ให้แบ่งออกมาจากค่าปรับ ให้สามส่วนห้าส่วนก็นับว่าไม่น้อยแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ หลี่ว์วั่นไฉอดไม่ได้ที่จะตบมือดัง รับคำขึ้นว่า
“ผู้ใดที่รู้รายรับการค้าการขายของบรรดาร้านค้าที่สุด ก็พวกเถ้าแก่เจ้าของร้านที่ทำบัญชีพวกนั้น พวกเขาแอบมาส่งข่าวก็จะเป็นจุดอ่อนอยู่ในกำมือเรา ขั้นต่อมาจะตรวจสอบบัญชีไหนก็มีคนช่วยแล้ว…”
สองคนพูดไปก็ดีอกดีใจไป นางหม่าเปิดประตูเดินเข้ามา ตบมือเรียกเสียงดัง กล่าวว่า
“ปีใหม่เช่นนี้ พวกเจ้าสองคนคุยเรื่องการงานกันนานขนาดนี้ ไม่ยอมพักกันบ้าง ออกมาดูพวกเด็กๆ ทำงานกัน รับไอมงคลปีใหมกันก็ดีนะ”
หวังทงกับหลี่ว์วั่นไฉสบตากันแล้วก็หัวเราะ รีบลุกขึ้นกล่าวกับนางหม่าว่า
“ไปเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้”
เมื่อครู่ที่หวังทงกล่าวมาก็ใช่ว่าเป็นการบริหารที่ดีพร้อม ถึงขั้นพอดำเนินการก็อาจจะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ว่าจะเก็บภาษีอย่างไร แต่เป็นว่าจะเก็บภาษีได้หรือไม่ แค่ขอให้มีการเริ่มต้นก่อน ทำผลงานให้ฮ่องเต้น้อยได้เห็น จากนั้นฮ่องเต้น้อยก็จะเอาผลงานนี้ไปให้คนอื่นได้ชม นี่จึงจะเป็นประเด็นสำคัญ
สองคนเดินออกไปด้านนอกได้สองสามก้าว หวังทงก็มองไปข้างหน้ากระซิบเบาๆ ว่า
“กลับไปเรียนพวกโจวกงกงว่า สืบเรื่องลับของบรรดาขุนนางที่เทียนจินทุกหน่วยงานให้ข้าชุดหนึ่ง หากส่งมาได้ก่อน วันที่ 15 เดือนหนึ่งก็จะดีมาก นอกจากนี้คิดว่าฝ่าบาทคงจะสนใจเรื่องทางนี้อย่างมาก ฎีกาจะส่งไปรายงานคิดว่าคงมีไม่น้อย ขอให้โจวกงกงและจางกงกงช่วยเหลือเล็กน้อย เพื่อให้เป็นความลับ จะทำกล่องเหล็กใส่ไว้ก็ได้ กุญแจมีเพียงข้าและฝ่าบาทเท่านั้นที่มี ในกล่องใส่ฎีกาและเอกสารอนุมัติ ให้ม้าเร็วนำมาส่ง”
พอหลี่ว์วั่นไฉฟังจบ ก็ลังเลเล็กน้อย รีบปรับสีหน้าจริงจังตอบว่า
“ขอให้น้องหวังวางใจ ข่าวนี้ต้องส่งไปถึง คาดว่าฝ่าบาทและกงกงแต่ละท่านคงเห็นด้วย”
คำกล่าวนี้ไม่เพียงแต่เป็นการฝากวาจาไป แต่เห็นชัดว่าหวังทงเข้าใจการมาครั้งนี้ หลี่ว์วั่นไฉไม่ได้คิดมาเอง เบื้องหลังย่อมมีจางเฉิงและโจวอี้คอยสั่งการอยู่ ถึงขั้นอาจจะมีฮ่องเต้อยู่เบื้องหลังก็เป็นได้
ตอนนี้เขามาถึงเทียนจินแล้ว เรื่องเมืองหลวงยังต้องให้เขาออกความเห็น หวังทงจึงถือโอกาสเสนอเงื่อนไขของตน เขารู้ว่าอำนาจสถานะของตนล้วนมาจากฮ่องเต้ว่านลี่ ตอนนี้ห่างกัน 200 กว่าลี้ นานวันเข้า ความสัมพันธ์จะแน่นหนาเพียงใดก็ย่อมจืดจางได้
จำเป็นต้องสร้างช่องทางติดต่อกันช่องทางหนึ่ง เพื่อรักษาสัมพันธ์และการติดต่อไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสารลับจะเป็นวิธีการที่ดี ดูจากตอนนี้ ในวังย่อมไม่ปฏิเสธ
*********
วันที่ 30 ในวังหลวงจะว่าฉลองกันสุขสันต์ มิสู้กล่าวว่ายุ่งวุ่นวายกับพิธีการกราบไหว้บรรพชนราชวงศ์หมิงและเซ่นไหว้เทพเจ้าเพื่อขอพรให้แผ่นดินยั้งยืนยงสถาพรต่อไปดีกว่า
ฮ่องเต้ว่านลี่ฉลองพระองค์ในชุดพิธีการทำตามขั้นตอนไปราวกับหุ่นไม้ ถึงตอนบ่ายจึงได้กลับไปห้องทรงอักษร ถอดหมวกและฉลองพระองค์ที่หนักอึ้งออกชั่วคราว ไล่ขันทีนางกำนัลที่รอรับใช้ออกไป ก็ทรงเริ่มบ่นไม่หยุดว่า
“พอฟ้ามืด ก็ยังต้องสวมชุดพวกนี้ไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่อีก มันเหนื่อยล้าจริงๆ”
ฮ่องเต้น้อยยามนี้ หากจะกล่าววาจาส่วนพระองค์ก็ต้องให้ทุกคนออกไปนอกจากจางเฉิง และยังมองออกไปนอกประตูว่าจะมีคนแอบฟังหรือไม่อีกด้วย
จางเฉิงแขวนฉลองพระองค์ขึ้น ฮ่องเต้ว่านลี่ตรัสขึ้นเบาๆ ว่า
“ปีนี้เข้าสู่ฤดูหนาว เรากับหู่โถวเคยพูดกันว่า จะฉลองปีใหม่ด้วยกัน จะจุดประทัดเที่ยวชมงานวัด…”
จางเฉิงเงียบ ได้แต่ถอนหายใจยาว
