ตอนที่ 348 โจมตีโรงบ้านตระกูลเป้า
ปู่ของเป้าตันเหวินย้ายถิ่นฐานจากทางใต้ไปที่เมืองเหอเจียน รุ่นปู่ของเขายังเป็นแค่เจ้าของที่ดินระดับกลาง ตระกูลมีที่ดิน และยังเปิดร้านค้าน้ำมัน ค่อยๆ สร้างกิจการของตระกูลขึ้นมา
พอมาถึงรุ่นบิดา ก็ได้เป็นมือปราบประจำศาลอำเภอชิง เพราะที่บ้านมีรายได้สองอย่าง การเป็นมือปราบจึงสะดวกโยธิน กิจการของตระกูลก็ยิ่งใหญ่โตขึ้น พอบิดาของเป้าตันเหวินได้เป็นมือปราบ ตระกูลเขาก็ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในห้าอันดับแรกของอำเภอชิง
อย่างไรก็ตามครอบครัวใหญ่ที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางบุ๋นอะไรเช่นนี้ก็ไม่นับว่ากระไรนัก บัณฑิตระดับจวี่เหรินในพื้นที่ หรือขุนนางที่ลาออกจากราชการกลับบ้านเกิดมา ผู้ใดจะเห็นเจ้าของที่ดินชนบทพวกนี้อยู่ในสายตา
โชคดีที่ตระกูลของเขาได้ทำงานที่ศาล จึงไม่ได้ถูกผู้ใดรังแก พอมาถึงยุคของเป้าตันเหวิน บิดาก็คิดจะให้บุตรชายได้ศึกษาหาความรู้ จะได้สอบได้ตำแหน่งใดมาสักตำแหน่ง
การเรียนนี้เป็นเรื่องของพรสวรรค์ เป้าตันเหวินแต่เล็กก็เห็นบิดาตนยิ่งใหญ่ไปทั่วอำเภอ ไหนเลยจะมีใจศึกษา ไหนเลยจะเรียนรู้เข้าสมองได้
ที่บ้านเชิญอาจารย์มาสอน ก็ทำเอาอาจารย์โมโหจากไป ไปเรียนที่โรงเรียนก็กลายเป็นหัวโจกประจำโรงเรียน ตอนอายุ 13 บิดาเห็นว่าไม่ได้การ ไม่รู้จะทำเช่นไรก็ได้แต่เปลี่ยนให้เขาไปฝึกยุทธ์แทน
ร่ำเรียนไม่สำเร็จ หากฝึกยุทธ์กลับมีพรสวรรค์ อายุ 17 เป้าตัวเหวินคนเดียวสู้กับหลายคน ก็สามารถจัดการทุกคนให้หมอบลงได้หมด ตนเองไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่เก่งกล้าสามารถ ยังเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี มีสหายไปทั่วทุกพื้นที่ สาบานเป็นพี่น้อง เงินทองที่บ้านใช้จ่ายไปราวสายน้ำ บิดาก็ไม่อาจควบคุมได้ ได้แค่ปล่อยตามใจเป้าตัวเหวิน
พออายุ 25 ก็ใช้เงินที่บ้านไปจนหมดเกลี้ยง มารดาของเขาโมโหจนผูกคอตาย แม้ว่าจะช่วยลงมาได้ แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เขาตกใจจนได้สติ
ทำการค้าถูกกฎหมายไม่ได้ จะออกปล้นชิง ละแวกนี้ก็มีกองกำลังจี้โจว สินค้าจากคลองส่งน้ำก็หามาไม่ได้ เป้าตันเหวินมีมิตรสหายร่วมเป็นพี่น้องมากมาย จึงได้ทำการค้าด้วยการลอบค้าเกลือแทน
แม้ว่าครอบครัวของเขาจะล่มสลาย แต่อย่างไรก็เป็นพวกคหบดีเก่าในพื้นที่ คุ้นเคยกับคนใหญ่คนโตในพื้นที่ดี การลอบค้าเกลือก็สะดวกราวกับปลาได้น้ำ ไม่นานก็ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ
เป้าตันเหวินเป็นเพียงพวกลอบค้าเกลือที่เพิ่งสร้างฐานอำนาจใหม่ เมื่อก่อนในพื้นที่เมืองเหอเจียนมีคนผู้หนึ่งชื่อว่าเล่อเอ้อร์ ฉายาพยัคฆ์ปราบราบ พอทำการค้าด้วยการลอบค้าเกลือขึ้นมาก็ย่อมต้องขัดแย้งกัน
แต่บทสรุปของเรื่องก็ง่ายมาก ในขณะที่สองฝ่ายเผชิญหน้า เป้าตัวเหวินที่ถูกธนูปักเข้าดอกหนึ่งกระโจนฝ่าฝูงชนไปอยู่หน้าเล่อเอ้อร์ ก่อนจะตัดหัวพยัคฆ์ปราบราบทิ้ง
สังหารคู่แข่งทิ้งได้ ธุรกิจลอบค้าเกลือของเป้าตันเหวินก็รุ่งเรืองขยายใหญ่โตขึ้น ทำกำไรมากกว่าที่ล้างผลาญสมบัติตระกูลไปคืนมาได้หลายเท่า อีกทั้งยังได้นำพาตนเองแทรกตัวเข้าไปเป็นมือปราบที่ศาลได้ เริ่มกลายเป็นคหบดีใหญ่ในพื้นที่
เป้าตันเหวินอาศัยที่เป็นคนในพื้นที่ มีสหายในท้องถิ่นมาก ตอนอายุ 40 ก็ไม่ต้องออกรอนแรมลับลอบค้าเกลืออีกต่อไป หากแบ่งพื้นที่ควบคุม นั่งรอแบ่งสรรกำไรสบายๆ ที่บ้าน
การกระทำเช่นนี้ ความเสี่ยงน้อย แต่กำไรไม่ได้น้อยลง และเป้าตันเหวินยังพยายามจนได้มาซึ่งสายสัมพันธ์ชนชั้นสูง มีคนผู้นี้คอยปกป้อง กิจการของตระกูลก็ยิ่งมั่งคั่งขึ้น
ในมือมีกำลังที่ต่อสู้ได้ถึง 200 คน ตั้งแต่ทิศเหนือจากเมืองเหอเจียนและเมืองกว่างผิง ไปถึงทิศตะวันออกที่เมืองเจินติ้งล้วนเป็นพื้นที่ควบคุมของเขา ในพื้นที่นี้หากจะลอบค้าเกลือก็ต้องผ่านมือของเป้าตันเหวิน
ในตอนนี้เทียบกับตอนที่บิดาเขายังอยู่ ต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้แต่นายอำเภออำเภอชิงกับอำเถอจิ้งไห่หากได้พบกับเป้าตันเหวินก็จะต้องเรียกว่า “ท่านเป้า” อย่างเกรงอกเกรงใจ
***********
ในพื้นที่ชนบทหากยังไม่พ้นเดือนหนึ่งก็จะยังฉลองปีใหม่ไม่เสร็จ โรงบ้านของเป้าตันเหวินเต็มไปด้วยบรรยากาศของการเฉลิมฉลองปีใหม่
ปัจจุบันเป้าตันเหวินอายุ 45 รูปร่างอ้วนท้วน ในตอนนั้นฝีมือร้ายกาจจนได้ฉายาว่า “หมาป่าอำเภอชิง” ตอนนี้ใหญ่โตแล้ว รูปร่างก็อ้วนท้วน จึงถูกเรียกว่า “หมาป่าอ้วนแห่งเหอเจียน”
ผู้ที่ไม่รู้เรื่องราวภายในพอได้พบกับเป้าตันเหวินในชุดขุนนางนอกราชการ ท่าทางร่ำรวยนุ่มนวล ย่อมคิดไม่ถึงว่าในตอนที่แย่งชิงพื้นที่นั้นได้ลงมือฆ่ายกครัวพวกลักลอบค้าเกลือรายเล็กไปทั้งครอบครัวอย่างโหดเหี้ยม
บรรดาลูกน้องของเป้าตันเหวิน พวกที่มีสถานะเป็นคนโรงบ้านหรือคนงานในบ้าน ปีใหม่เช่นนี้ก็ย่อมกลับมาที่โรงบ้านกันหมด ที่นี่มีสุราอาหารให้กินกันเต็มอิ่ม ยังมีหญิงสาวที่ถูกเรียกตัวมาจากทุกสารทิศ ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่เพื่อกินดื่มกันอย่างเต็มที่ ยังมีเล่นการพนันเคล้านารี เรื่องสนุกเช่นนี้ ทุกคนจึงฉลองปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน มีเงินแจกเป็นระยะ ช่างเป็นแดนเทพเซียนแท้ๆ
วันนี้เป็นวันที่ 11 เดือนหนึ่ง แสงแรกของท้องฟ้าสาดทาบกระดาษหน้าต่างส่องแสงขาวนวล เป้าตันเหวินก็ตื่นนอน เขามีนิสัยนอนเร็วตื่นเช้าที่ฝึกฝนมาแต่เล็ก
หลังกวัดแกว่งแท่งหินตุ้มหินในลานบ้านและฝึกกระบองหลายท่าเสร็จ ก็กลับมานั่งเช็ดเหงื่อ ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วที่เป้าตันเหวินคิดไตร่ตรองถึงเรื่องหนึ่ง บุตรชายตนยังเล็ก แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้เหลวไหลเหมือนเขา ควรจะหาอาจารย์มาสอนร่ำเรียนตำรา วันหน้าจะได้สอบรับตำแหน่งเป็นเรื่องเป็นราว
พระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นสูง โรงบ้านค่อยๆ เสียงดังขึ้น เป้าตันเหวินกำลังคิดจะเดินไปดูลูกน้องสักหน่อย พวกเขาน่าจะกินอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว
ยังไม่ทันก้าวออกจากห้อง ก็มีคนโรงบ้านผู้หนึ่งวิ่งสะดุดเข้ามาด้วยท่าทางตกใจยิ่ง พอเห็นเป้าตันเหวิน ยังไม่ทันได้พูดอันใด ก็เข่าอ่อนล้มลงกับพื้น
เป้าตันเหวิน รู้ทันทีว่าไม่ได้การแล้ว รีบก้าวเข้าไปตวาดถามว่า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น!!”
“นาย…นายท่าน ทหาร…ทหารทางการมาหน้าประตู”
*************
ขณะที่ห่างจากเป้าหมายอีก 20 ลี้ หวังทงก็นำกองกำลังสี่ค่ายเสียเวลาอยู่บนเส้นทางวันหนึ่ง จากนั้นกลางคืนออกเดินทาง ระยะห่าง 3 ลี้ ให้พักสักครู่ จากนั้นก็รีบเคลื่อนกำลังมายังโรงบ้านเป้าตันเหวินอย่างรวดเร็ว
การทำเช่นนี้ก็จะได้พอดีกับเวลาเช้าที่หน้าโรงบ้านเป้าตันเหวิน คนโรงบ้านยังไม่ทันรู้ตัว ไม่อาจเตรียมป้องกันอันใด
เพื่อไม่ให้เป้าตัวเหวินรู้ตัว ตอนนายอำเภออำเภอชิงส่งสารไปรายงานก็ไม่ได้บอกคนรอบตัว เมื่อคืนวานก็ส่งคนสนิทมานำทางพวกหวังทง แม้แต่คนสนิทที่มานำทางก็เพิ่งรู้ข่าวเช่นกัน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายระวังตัวเช่นนี้ หวังทงก็แอบถอนหายใจ เป้าตัวเหวินผู้นี้แท้จริงแล้วทำการถึงขั้นไหนกัน เป็นแค่ผู้มีอิทธิพลที่ไร้ตำแหน่งขุนนาง ถึงกับทำให้นายอำเภอที่เป็นดังบิดามารดาของชาวบ้านต้องระวังตัวถึงเพียงนี้
สามารถมองเห็นโรงบ้านตระกูลเป้าแล้ว การเคลื่อนไหวของกองกำลังสี่ค่าย ในที่สุดก็ถูกพวกคนโรงบ้านที่ออกมาทำธุระพบเข้า เห็นอีกฝ่ายวิ่งหนี หวังทงก็ไม่ได้ออกคำสั่งให้ไล่ตาม
มาถึงหน้าโรงบ้าน จะป้องกันอย่างไรก็ไม่ทันการณ์แล้ว หวังทงหันกลับไปมองกำลังทัพม้าที่ตนนำมา ตอนนี้เหมือนกับการฝึกฝนในทุกวัน พอถึงที่หมาย ก็ค่อยๆ กระจายตัวจัดขบวนทัพหน้าโรงบ้าน
“ซานเปียว นำพลทหารม้ากระจายกำลังออกไป พวกโจรที่อาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีมอบให้เจ้าจัดการ!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของหวังทง หม่าซานเบียงที่อยู่ข้างๆ ก็รับคำ เร่งม้าออกไป ทหารด้านหลังก็ยกธงในมือขึ้นโบกสะบัด ทัพม้าตามเขาไปยังด้านหลังโรงบ้าน
“ค่ายเจ็ดเตรียมอาวุธ ค่ายหนึ่งขึ้นหน้ามาตะโกนให้พวกโจรเปิดประตูยอมจำนน!!”
เนื่องจากเป็นโรงบ้าน โรงบ้านตระกูลเป้าย่อมมีสิ่งที่ควรมี ไม่ว่ากำแพงด้านนอกสูงใหญ่ คูน้ำรอบๆ และประตูโรงแบบสะพานแขวน สองข้างยังมีหอยิงธนูสองแห่ง
เมื่อหม่าซานเปียวนำกำลังมาลอบซุ่ม มองเห็นนอกโรงบ้านมีต้นไม้ใหญ่ ครั้งนี้หวังทงต้องมาอย่างไม่ตั้งตัว นอกจากอาวุธจำเป็นแล้ว ก็ไม่นำอาวุธยุทโธปกรณ์หนักมาด้วย
“นายท่าน โรงบ้านนี้น่าจะมีสัก 300 คน ซานเปียวนำกำลังไปแค่ร้อยเดียว หรือว่าเพิ่มอีกค่าย”
“ไม่ต้อง! พวกเราจัดการได้ทัน พวกเขาไม่ทันได้เตรียมตัว เงินทองคงไม่ทันนำไปด้วย หากหนีไป ก็เท่ากับที่ลำบากตรากตรำมาต้องสูญเปล่า นับประสาอันใดกับกำลังเราไม่ถึง 800 พวกลอบค้าเกลือเห็นทหารเหลวแหลกในพื้นที่มาจนชิน ย่อมต้องเสี่ยงสู้สักคราเป็นแน่!”
หวังทงจ้องมองไปที่ประตูโรงบ้าน ตอบกลับถานเจียงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทหารค่ายหนึ่งใช้โล่บังด้านหน้าไปถึงหน้าประตูตะโกนดังหน้าคูน้ำลึก
“โจรข้างในฟังไว้ พวกเจ้าถูกล้อมไว้หมดแล้ว หากยังอยากมีชีวิตรอด ก็ให้วางอาวุธและมอบตัวแต่โดยดี…”
พูดไม่ทันจบ หอธนูก็สองด้านก็มีคนปีนขึ้นมาตะโกนด่าไปยิงไป ดีที่พลทหารค่ายหนึ่งปฏิกิริยาฉับไว รับมือได้ทัน ตะโกนต่อไปไม่ได้ จึงได้แต่รีบวิ่งกลับแนวหลัง
“ค่ายหนึ่งพลธนู 30 ค่ายเจ็ดพลโล่ 60 ขึ้นหน้ารับมือ ยิงพวกมือธนูบนหอกลองลงมาให้หมด!!”
หวังทงออกคำสั่งอีกครั้ง ทหารค่ายเจ็ด 60 ถือโล่เดินนำ แถวที่หนึ่งเรียงแนวตั้ง แถวที่สองเรียงยกเป็นดังกำแพงโล่ พลธนูค่ายหนึ่งขึ้นสายเตรียมพร้อม ย่อตัวหลบอยู่หลังกำแพงโล่
ทั้งทีมตะโกนรหัสเดินหน้า ก่อนจะค่อยๆ ก้าวไป บนหอธนูมีไม่ถึงแปดคน พอเห็นอีกฝ่ายเคลื่อนตัวเข้าใกล้ราวกับหีบไม้ใบใหญ่ ก็รีบยิงธนูเข้าใส่อย่างสุดชีวิต แต่อย่างไรก็ยิงไม่โดนคน
พอยิงไปได้รอบหนึ่ง คนข้างล่างก็ตะโกนดัง โล่แถวยกเอียงพลิกโล่ขึ้น พลธนูค่ายหนึ่งก็รีบยืดตัวขึ้นน้าวสายยิงทันที
พลธนูค่ายหนึ่งก่อนเข้ามาสังกัดหวังทงก็มีพื้นฐานที่ดีกันอยู่แล้ว มาฝึกที่ค่ายทุกวันฝึกหนัก ยังมีอวี๋ต้าโหยวและขุนพลตระกูลถานชี้แนะ ฝีมือการยิงธนูก็ก้าวหน้าไปมาก
การยิงออกไปรอบแรกได้ผลดีมาก ได้ยินเสียงปล่อยสายธนู ลูกธนูแหวกอากาศไป ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนจากบนหอธนู หลายคนร่วงลงมา
มีสองคนที่ดวงดีหลบทัน แต่ก็ไม่กล้าโผล่หน้าออกมา เห็นด้านล่างขึ้นสายเตรียมพร้อม ก็กัดฟันโดดลงไปแทน เสียงร้องโหยหวนดังอีก ชีวิตอาจรักษาไว้ได้ แต่ขานั้นต้องทิ้งเสียแล้ว
“พลธนู พลโล่คอยป้องกัน พลอาวุธขึ้นหน้า!!”
หวังทงออกคำสั่งดัง พลม้านำคำสั่งมาถึง เมื่อครู่ค่ายเจ็ดได้มัดบันไดเสร็จหลายตัวแล้ว ททารราว 20 นายแบกบันไดตัวหนึ่งวิ่งนำหน้ามา
พาดบันไดข้ามคูน้ำลึก ทหารหลายนายแบกค้อนขวานเหยียบบันไดข้ามไป พอไปถึงก็ค้ำไว้ ก่อนจะหันไปฟันโซ่รั้งสะพานแขวนต่อ
ฟันไปได้สองสามที สะพานแขวนก็ถูกปล่อยลง ประตูโรงบ้านค่อยๆ เปิดกว้าง หวังทงสั่งให้พลม้าวิ่งมาตะโกนดังว่า
“ทหารไม่มีเสื้อเกราะถอนกำลังกลับ”
************
ชายฉกรรจ์โรงบ้านจับอาวุธตะโกนกรูกันออกมา หวังทงบนหลังม้าโบกมือ ตะโกนดังว่า
“ค่ายห้า ค่ายสิบสอง ตั้งแถวเดินหน้า!!”



