ตอนที่ 486 ปกติจนน่าสงสัย จัดระบบอาวุธปืนไฟ
“เมืองหลวงแต่ละแห่งสงบสุข!”
ตั้งแต่เดือนเก้าปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 8 สำนักรักษาความสงบก็รายงานสถานการณ์เช่นนี้
แต่ละแห่งสงบสุข ไม่มีเรื่องน่ากังวลใด ย่อมเป็นเรื่องดียิ่ง แต่โจวอี้ หลี่เหวินหย่วนและหลี่ว์วั่นไฉทั้งสามปฏิบัติหน้าที่กันมานาน ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักรักษาความสงบมาก็สั่งสมประสบการณ์มาไม่น้อย สถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้พวกเขาเป็นกังวล
“สายสืบแต่ละแห่งยังทำงานกันตามปกติ ไม่มีเรื่องผิดปกติ แต่ก็กลับรู้สึกว่าไม่ปกติ……”
หลี่เหวินหย่วนกล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึม ทั้งสามสบตากัน โจวอี้เอ่ยว่า
“บางทีอาจไม่มีอันใด แต่ใต้เท้าหวังถูกลอบสังหาร บุตรชายรองหย่งเซิ่งป๋อถูกปล้นสังหาร ตามหลักแล้วเมืองหลวงไม่ควรเป็นเช่นนี้”
“ตกใจก็ตกใจกันอยู่ ด่าทอก็ด่าทอกันไม่หยุด แต่เหมือนว่าควรมีบางอย่าง……”
หลี่ว์วั่นไฉไม่แน่ใจ สามคนล้วนสงสัย เงียบไปครู่หนึ่ง โจวอี้ก็ส่ายหน้าหลุดหัวเราะออกมาว่า
“บางทีพวกเราอาจระแวงมาไป ใต้เท้าหวังอยู่เทียนจินก็มิได้ส่งจดหมายมา พวกเราอยู่ที่นี่คิดไปไกลจะมีประโยชน์อันใด ทำให้ว้าวุ่นใจเปล่าๆ”
สามคนหัวเราะแห้งๆ พร้อมกัน หากไม่ต่อบทสนทนา
หวังทงเป็นขุนนางคนสนิทอันดับหนึ่งของฮ่องเต้ อยู่เทียนจินสร้างผลงานเช่นนั้นได้ ไม่ว่าการเคลื่อนไหวใดที่กระทบหวังทง คนที่พอมีหัวทางการเมืองก็ควรคิดถึงสายสัมพันธ์กับฮ่องเต้ว่านลี่
เกี่ยวพันกับโอรสสวรรค์ก็ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ พวกมีอิทธิพลในเมืองหลวงก็ย่อมออกสืบข่าวกัน ยังมีพวกที่คิดไม่ถึงหรือพวกที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดก็ย่อมเคลื่อนไหว คนใหญ่คนโตแต่ละสายก็ย่อมปรากฎออกมาให้เห็น ในที่ลับและที่แจ้งก็ควรเคลื่อนไหว อย่างไรก็ควรมีร่องรอยปรากฎบ้าง
แต่ครานี้ เรื่องที่คิดไม่ถึงกลับน้อยไปหน่อย ส่วนใหญ่อยู่ในการคาดเดา……
นอกเหนือการคาดเดา ล้วนอยู่ในการคาดเดา สถานการณ์ควรเป็นเช่นนี้ หากกลับปกติเช่นนี้ ทำให้บรรดาคนในสำนักรักษาความสงบทั้งสามคนที่พบเห็นอุบายชั่วร้ายและการเปลี่ยนแปลงมามากล้วนรู้สึกว่าไม่ถูกต้องนัก มีบางอย่างไม่สงบแอบซ่อนอยู่
*************
หลังจากหวังทงจากเมืองหลวงไป สำนักรักษาความสงบก็ส่งข่าวมากมายให้หวังทง แต่คนไม่อยู่ในตำแหน่ง ก็ย่อมยากควบคุม สายข่าวสำนักรักษาความสงบนับวันก็ยิ่งทำหน้าที่ได้ดีและถูกจางเฉิงครอบงำมมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่ก็เป็นเรื่องปกติ สำนักรักษาความสงบเป็นหน่วยงานใหม่ แม้กล่าวว่าเป็นหน่วยงานเก็บค่าป้ายสงบสุขให้วังหลวง แต่โอรสสวรรค์ราชกิจมากมาย ย่อมไม่อาจดูแลได้ตลอดเวลา คนคุมตัวจริงก็ย่อมเป็นจางเฉิง
เฝิงเป่าดูแลสำนักบูรพา ควบคุมการข่าว จางเฉิงแต่ไรมาก็โดดเดี่ยวมาโดยตลอด พอมามีหูตากว้างไกลอย่างเช่นสำนักรักษาความสงบ ก็ย่อมต้องจับให้มั่น ล้วนให้การสนับสนุนทั้งในที่ลับและที่แจ้งอย่างมาก
สำนักรักษาความสงบรายงานขึ้นมาก็ย่อมรายงานจางเฉิง ได้รับการสนับสนุนจากจางเฉิงมากเช่นนั้น จางเฉิงก็ย่อมค่อยๆ เข้าควบคุมอำนาจไป
ในเรื่องนี้ หวังทงเองก็คาดการณ์ได้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นตอนจากเมืองหลวงมาจึงมิได้จัดการอันใดกับสำนักรักษาความสงบ และยังประเคนให้ด้วยสองมือ หากจัดการวางกำลังคนไว้ ตนเองไม่อยู่เมืองหลวง ช้าเร็วก็ย่อมเอาไม่อยู่ อย่างไรก็มีพวกโจวอี้ หลี่เหวินหย่วนและหลี่ว์วั่นไฉเองก็มีสายสัมพันธ์ดีกับตนมา มีผลประโยชน์ร่วมกัน ที่ควรได้ก็ไม่ได้น้อยลงเท่าไร
ข่าวสารสามารถได้มา แต่บางเรื่องก็ต้องระวังอยู่บ้าง ไม่อาจบอกกล่าวได้โดยตรง เช่นว่าหวังทงสอบปากคำอวี๋ซวงสือมาได้เรื่องพวกนั้น และยังมีเรื่องราวเบื้องหลังที่คาดเดาเป็นฉากๆ เรื่องพวกนี้ไม่ได้แบ่งปันกับสำนักรักษาความสงบ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่สำนักรักษาความสงบรู้สึกสับสนและไม่สงบ หากรู้เรื่องจากหวังทง บางทีอาจจะวิเคราะห์ได้ อิทธิพลบางอย่างกำลังเก็บซ่อนตัวเพราะการทำงานที่ล้มเหลวทั้งหมดที่ผ่านมา
……
แต่เรื่องนี้ส่งผลกระทบวงกว้าง หวังทงไม่กล้าเสี่ยงเปิดเผย จึงย่อมไม่กล่าวกับสำนักรักษาความสงบ
**************
ผู้ว่าอี้โจวโดนปลดและถูกจำคุกรอลงอาญา นายกองพันด่านจื่อจิงก็ถูกปลดและจำคุกรอลงอาญาเช่นกัน ผู้ว่าเมืองเป่าติ้งถูกปรับเบี้ยหวัดสามปี กรมปกครองไล่ลงโทษตามลำดับ
บุตรชายรองหย่งเซิ่งป๋อที่กำลังเกี่ยวดองกับราชสำนักถูกโจมตีและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ขุนนางต่างๆ ในเขตปกครองเหนือก็ต้องพลอยซวยไปด้วย ได้รับโทษ ถูกปรับเบี้ยหวัด ถูกลดตำแหน่ง จากนั้นขุนนางท้องที่ ทหารองครักษ์เสื้อแพร และบรรดาคนของชนชั้นสูงก็ต้องออกเคลื่อนไหวหาข่าว
แม้ว่ามีกำลังมาก แต่เรื่องที่สืบได้กลับมีจำกัด กลับเป็นพวกที่อยู่บนเขาเป็นคนหาศพพบสองสามศพ ศพนั้นถูกสัตว์ป่ากัดแทะจนไม่เหลือสภาพ
ไทเฮาและฮ่องเต้ทรงมีสารปลอบใจ อ๋องลู่ก็ส่งสารไปยังจวนหย่งเซิ่งป๋อเช่นกัน
แม้ว่าขุนนางในเขตปกครองเหนือจะโดนเอาเรื่องกันไปไม่น้อย ด่าทอก็ส่วนด่าทอ หากก็ยังแอบคุยกันว่า หย่งเซิ่งป๋อผู้นี้นับว่ารู้ความอยู่
เรื่องนี้หากหย่งเซิ่งป๋อโวยวายเอาเรื่อง ราชสำนักย่อมมาเอาเรื่องที่พวกเขาแต่ละคน ขุนนางหัวหลุดจากบ่าก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้เป็นเช่นนี้ กลับสามารถทำให้ส่วนใหญ่สงบสุขต่อไปได้
หย่งเซิ่งป่อได้รับการชื่นชมว่ารู้ความในเรื่องนี้ ในจวนมีงานศพ ความโศกเศร้าไม่ต้องกล่าวถึง บุตรชายสามแห่งหย่งเซิ่งป๋อปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ต้าถง ในช่วงเวลานี้เอง ลูกน้องในสังกัดก็บาดเจ็บกัน ต้องลาออกและถูกส่งกลับบ้านเกิด
เมื่อถูกส่งกลับบ้านเกิดก็ย่อมไม่มีที่ไป ตามปกติก็ล้วนไปอยู่ที่จวนหย่งเซิ่งป่อ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ไปๆ มาๆ ก็มีคนงานเพิ่มอีก 200 คน
มีคนพบว่าคนที่ว่า ‘บาดเจ็บ’ พวกนี้ไม่ได้บาดเจ็บ แต่ละคนแข็งแรงดี พอมาถึงจวนหย่งเซิ่งป๋อก็ถอดชุดทหารรีบเข้าทำหน้าที่อารักขาจวนทันที
อย่างไรก็เป็นคนในสังกัดบุตรชายสามแห่งหย่งเซิ่งป๋อ และส่งมาอารักขาจวน ผู้ใดกล้ากล่าวอันใดได้ ทุกคนแอบซุบซิบกันจากนั้นก็ไม่สนใจอีก
หลังจากข่าวการตายของอวี๋ซวงสือมาถึงตระกูลอวี๋ จวนหย่งเซิ่งป๋อก็ปิดประตูไปหลายวัน จากนั้นก็จัดการงานต่างๆ และส่งคนไปถวายฏีกาที่เมืองหลวง
ฎีกาขอบพระทัยไทเฮาและฮ่องเต้ที่มีสารปลอบใจมา จากนั้นก็กล่าวถึงว่าหลานสาวตนได้วัยสามารถออกเรือนแล้ว ขอให้จัดการพิธีโดยเร็ว
ฮ่องเต้ว่านลี่อภิเษกใหญ่ไปแล้ว ตอนนี้ก็มีพระสนมไม่น้อย อ๋องลู่ยังไม่เจริญชันษาดี แต่ก็เห็นแก่ครอบครัวฝ่ายหญิง เช่นนั้นก็ทำตามความต้องการของบิดามารดาฝ่ายหญิงก็แล้วกัน
ไทเฮาฉือเซิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หารือกันอยู่หลายวัน ทว่าหย่งเซิ่งป๋อสูญเพิ่งเสียบุตรชายรองไป นับเป็นเรื่องอัปมงคลใหญ่ อย่างน้อยต้องหนึ่งปีจึงจะจัดงานแต่งได้ แต่ไทเฮาก็รับสั่งให้ทุกหน่วยงานเตรียมการในเรื่องนี้ รออีกหนึ่งปีก็จะเริ่มจัดการเรื่องนี้ได้
แม้หย่งเซิ่งป๋อจะสูญเสียบุตรชายไป แต่ก็เพราะเรื่องการแต่งงานได้รับการยอมรับ สถานะจึงสูงขึ้นอีกมาก เห็นไทเฮาทรงใส่พระทัยเช่นนี้ ทุกคนก็ไม่กล้าชักช้า
แต่การค้าของหย่งเซิ่งป๋อกลับหดตัวอย่างรุนแรง มีเพียงที่นาที่ซื้อไว้ที่เฝินโจวและไท่หยวนเท่านั้นที่ยังทำเงิน การค้าต่างๆ ในเมืองในเขตปกครองเหนือล้วนปิดกิจการไปไม่น้อย ร้านค้าพวกนี้หลายร้านค้าขายผงฟูเป็นหลัก ตอนนี้การค้านี้ไม่อาจทำต่อไปแล้ว
**************
“พวกทหารต่างชาติล้วนมีฝีมือไม่เบา เขาพกสมุดเล่มเล็กติดตัว วาดรูปเอาไว้ ล้วนเป็นท่าทางการยิงปืน ภาพวาดแม้จะไม่ได้ดีนัก แต่ก็เหมือนคนจริงอยู่ พวกทหารเราขยันฝึกตามสมุด ก็ย่อมได้ประโยชน์ใหญ่”
หวังทงกับถานเจียงดูการซ้อมรบอยู่บนสนามซ้อมรบ มองการสาธิตเบื้องหน้าอยู่ ฮั่นซือกับทหารต่างชาติอีกสองนายถือปืนในมือ แสดงท่าทางต่างๆ
ตั้งแต่การทำความสะอาดลำกล้อง ไปจนถึงการบรรจุอัดดินปืน……มาจนถึงการสับไกจุดไฟเตรียมยิง พวกฮั่นซือทำอย่างช้าๆ ดูแล้วไม่เหมือนเตรียมการ แต่เหมือนแสดงงิ้วมากกว่า
ต่างชาติสามคนยืนอยู่บนเวที ทุกท่าทางเคลื่อนไหว ก็จะตะโกนบอกเสียงดัง หากภาษาจีนอธิบายไม่ได้ ก็จะใช้ภาษาโปรตุเกสผ่านล่ามแปลออกไปด้วยเสียงอันดัง
ฝั่งตรงข้ามเวที มีทหาร 400 นายกำลังยืนอย่างเป็นระเบียบ ตั้งอกตั้งใจจับจ้องคนบนเวที พวกเขาสิบคนมีปืนหนึ่งกระบอก ทุกการเคลื่อนไหว พวกข้างล่างก็จะเลียนแบบตาม
“ในเมื่อพวกต่างชาติมีสมุดเล่มนั้น พวกเราก็ทำตาม ไปในเมืองหาช่างวาดมา ใช้แผ่นไม้สูงเท่าคน วาดท่าทางแต่ละท่าออกมาให้หมด ให้ทหารเราได้ดูและเรียนรู้กันทุกวัน ต้าไห่ หลังเข้าเมืองก็ไปจัดการได้เลย”
หวังทงมองไปเบื้องหน้าพลางกล่าวไปด้วย ซุนต้าไห่ด้านหลังรีบรับคำ ถานเจียงกลับขมวดคิ้ว กระแอมไอกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“ไม่รู้ว่านายท่านเหตุใดจึงให้ความสำคัญกับปืนไฟ หากเป็นปืนใหญ่ยังจะดีกว่า หลายร้อยก้าวยิงตูมเดียวศัตรูย่อมร่างแหลก แต่ปืนไฟนี้ต้องตั้งแนวราบนิ่ง ศัตรูต้องเข้ามาใกล้รัศมีจึงจะยิงได้ มือไม้สั่น จิตหวาดหวั่น ก็ย่อมยิงไม่โดน”
หวังทงมองไปเบื้องหน้า หากก็ตั้งใจฟังอยู่ พยักหน้าเล็กน้อย ถานเจียงรบไปมาเหนือใต้ เห็นการรบมามากมาย ที่กล่าวนี้ล้วนมาจากประสบการณ์
“เมื่อก่อนเห็นข้าศึกอยู่ระยะหลายร้อยก้าวก็หยิบปืนไฟยิงกันมั่วไปหมด พอข้าศึกเข้ามาในรัศมี ลำกล้องปืนไฟก็แดงฉาน จะยิงก็ไม่มีให้ยิง ได้แต่โยนทิ้งหนีเอาชีวิตรอด ไม่ต้องพูดถึงว่าหากมือไม้สั่น นอกจากนี้ระเบิดปืนไฟยังรุนแรง ผู้ใดกล้ายกขึ้นกัน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่ายิงแม่นหรือไม่ มีแต่ยิงไม่ได้ ไม่กล้ายิง ปืนไฟนี้ไร้ประโยชน์ ในสนามรบที่ทำให้ได้ชัยชนะจริงก็ล้วนอาศัยมีดดาบ นี่สิของจริง”
ทหารหมิงให้ความสำคัญกับปืน แต่ปืนก็มีข้อเสียมาก ถานเจียงเห็นมามาก เปิดประเด็นได้ก็พูดไม่หยุด
“พลปืนแม่ทัพชี ทุกคนมีพลดาบจ่อด้านหลัง หากไม่ยิงตามระเบียบ ดาบด้านหลังก็จะฟันเอา การกระทำเช่นนี้ ทำลายขวัญกำลังใจ เสียกำลังพลมาก……ปืนไฟนายท่านก็กระบอกละ 10 ตำลึง ก็แพงไปหน่อย”
“10 ตำลึงนี้เป็นการสร้างแท่นแบบและเตาหลอม หากทำมากขึ้น ก็ตกกระบอกละ 3 ตำลึง”
หวังทงยิ้มกล่าวขึ้น จากนั้นก็มองไปทางเวทีไม้กล่าวว่า
“ปกติฝึกหนัก วินัยเข้มงวด ย่อมไม่กลัวว่าพวกเขาจะยิงมั่ว หากปืนมีปัญหาก็จะสังหารช่างทำ หากยิงมีปัญหาหรือยิงมั่ว ไม่ยิง ก็จะสังหารพลปืน ราคาปืนไฟสองเท่านี้ใช่ว่าจะรับกันไปได้ง่ายๆ”



