Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 524

Ong
BC

ตอนที่ 524 ฮ่องเต้ขุนนางเข้าใจกัน ไม่กลัวคำครหา

“ใต้เท้า ท่านหยางซือเฉินขอพบ!”

C

“เจ้าเลอะเลือนไปแล้ว วันนี้ใต้เท้าเพิ่งกลับจากงานศพมาก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องเงียบไป เจ้ายังกล้าให้คนมาขอพบอีก!”

“ไม่ใช่ว่าข้าบังอาจ เป็นท่านหยางที่จะให้ข้ามาขอพบให้ได้ เรื่องด่วนมาก!”

“ข้างนอกมีเรื่องอันใดกัน!?”

นอกห้องหนังสือหวังทง ทหารติดตามกำลังซุบซิบกัน เสียงแม้ว่าไม่ดัง แต่ก็ทำให้หวังทงในห้องรับรู้ ได้ยินเสียงหวังทงถาม ทหารติดตามด้านนอกก็ถลึงตาใส่กันไม่พอใจ หากก็รีบตอบกลับไปว่า

“เรียนใต้เท้า ท่านหยางมีเรื่องด่วนขอพบ!”

“เชิญเข้ามาได้!”

************

ทหารติดตามพาหยางซือเฉินเข้าไปด้านใน พวกเขาต่างแปลกใจ ท่านหยางปกติก็ท่าทางสงบนิ่ง เหตุใดวันนี้สีหน้าจึงมีความร้อนใจเช่นนี้

หยางซือเฉินเดินไปถึงหน้าประตูกำลังจะเข้าไป ก็หันไปสั่งว่า

“พวกเจ้าออกไปไกลหน่อย ด้านนอกมาคนมาต้องรีบรายงาน”

ทหารมองหน้ากันก่อนจะนิ่งไม่ขยับ การอารักขาหวังทงเป็นเรื่องใหญ่ หยางซือเฉินไม่มีสถานะสั่งการได้ หยางซือเฉินเองก็เข้าใจเรื่องนี้ดี จึงหันหน้าเดินเข้าห้องไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงหวังทงสั่งการดังออกมา ให้ทุกคนออกไปไกลจากบริเวณนี้อารักขา

ทหารหวังทงจึงได้เดินออกไปไกลรัศมี แต่ในใจก็ยังงงอยู่ เรื่องด่วนสำคัญอันใดกัน

***********

พอเข้าไป หยางซือเฉินก็หันไปจ้องมองหวังทงนิ่ง หวังทงเองก็แปลกใจถามว่า

“ท่านหยางมีเรื่องใดกัน?”

“ใต้เท้า ไม่ได้การแล้ว!”

ได้ยินเช่นนี้ หวังทงก็ขมวดคิ้ว ได้ชัยใหญ่กลับมา ได้รางวัลมากมาย เหตุใดจึงกล่าววาจาอัปมงคล ‘ไม่ได้การแล้ว’ เช่นนี้ แต่หยางซือเฉินก็ไม่ใช่พวกพูดจาไร้เหตุผล เขากล่าวเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของเขา จึงได้ถามขึ้นอีกครั้ง

“ไม่ได้การอย่างไรกัน!”

“ข้าน้อยหลายวันนี้ยุ่งกับการตั้งหน่วยงานใหม่ที่เทียนจิน เรื่องพิธีศพจึงไม่ได้เข้าร่วม แต่เพิ่งได้ยินมา ทำเอาเย็นวาบไปทันที……”

“พวกเขาสละชีพเพื่อแผ่นดิน ข้าจัดพิธีศพรำลึกความภักดี ประกาศเกียรติคุณ เรื่องนี้มีอันใดไม่เหมาะ เจ้ามีอันใดต้องเกรงกลัว!”

หวังทงเริ่มรู้สึกไม่พอใจแล้ว เขาไม่ค่อยชอบใจพวกขุนนางบุ๋นที่ชอบกล่าววาจาน่าตกใจเกินเหตุอยู่แล้ว ชอบกล่าวเรื่องให้ใหญ่เกินจริง จากนั้นก็ค่อยไกล่เกลี่ย เพื่อแสดงความสามารถตน หยางซือเฉินวันนี้ทำตัวเหมือนพวกนั้นเหลือเกิน หยางซือเฉินไม่สนใจวาจาเสียดสีหวังทง หากเขยิบเข้าไปใกล้อีกสองก้าวกล่าวต่อว่า

“ใต้เท้า กองกำลังหู่เวยเป็นทหารผู้ใด?”

“เป็นทหารแผ่นดินหมิง เป็นทหารในองค์ฮ่องเต้ เป็นทหารของข้าด้วย?”

“ใต้เท้า เป็นทหารแผ่นดินหมิง เป็นทหารในองค์ฮ่องเต้ ไม่ใช่ทหารของใต้เท้า การมีทหารส่วนตัว นับเป็นการคิดไม่ซื่อ ความผิดประหารเก้าชั่วโคตร”

“ก็แค่หลักการกล่าวกัน……”

“ใต้เท้า เกรงว่ามีคนกล่าวกันไปเช่นนี้ ใต้เท้ามอบเงินชดเชยให้แก่วีรชน นี่มันอันใดกัน นี่เป็นการให้รางวัลส่วนตัว เป็นความคิดซื้อใจทหาร จะเปลี่ยนทหารหมิงเป็นทหารส่วนตัว ใต้เท้าจ่ายเงินไปเช่นนี้ หากเป็นทหารในกองทหารหมิงย่อมไม่อาจได้ตัวเลขชดเชยเช่นนี้ แพร่ออกไป จะให้ขุนนางบู๊ใต้หล้าคิดเช่นไร? พวกขุนนางบุ๋นคอยหาเรื่องใต้เท้า พวกขุนนางบู๊ก็ย่อมไม่พอใจใต้เท้า สองฝ่ายประสานกำลังกัน ใต้เท้ายังจะเหลืออันใดอีกเล่า?”

ได้ยินหยางซือเฉินกล่าวออกมาอย่างร้อนใจ หวังทงก็เริ่มโมโห ตบโต๊ะอย่างแรง ลุกขึ้นยืนสบถเสียงเย็นตวาดว่า

“เหลวไหลสิ้นดี ต้นปีกลับจากเมืองเซวียนฝู่ก็ทำเช่นนี้ มีอันใดไม่เหมาะไม่ควรกัน ครั้งนี้กลับต้องมากลัวว่าจะมีคนพูดกันออกไป น่าขันสิ้นดี!”

“ใต้เท้า!!”

หยางซือเฉินขึ้นเสียงสูง เดินเข้าไปใกล้กล่าวว่า

“นั่นเป็นกองกำลังเรา ใต้หล้าผู้ใดจะสนใจเทียนจินเรา แต่ครั้งนี้สามทัพร่วมมือ ใต้หล้าดูกันอยู่ ใต้เท้าทำอะไร ไม่รู้ว่ามีคนจับตาดูอยู่เท่าไร รอบกายใต้เท้าส่วนใหญ่เป็นขุนพลบู๊ ไช่กงกงก็เป็นคนกันเอง วันนี้รู้เรื่องนี้ กว่าจะติดต่อรู้เรื่องราวนี้ก้มาไม่ทันเตือนใต้เท้า……”

หวังทงนั่งอยู่ที่นั่น สีหน้าเยียบเย็น เงียบไปครู่หนึ่งกล่าวว่า

“พูดมาตั้งนาน แท้จริงแล้วเป็นภัยหายนะอันใดกัน!?”

“ใต้เท้า พวกขุนนางบัณฑิตเมืองหลวงให้ความสนใจเรื่องนี้มาก หากมีเรื่องสามารถเอาให้ถึงที่ตายได้ก็ย่อมทำ นับประสาอันใดว่ายังเป็นใต้เท้า พวกเขาไม่รู้ว่ามีสายอยู่ที่เทียนจินมากมายเท่าไร รอให้ข่าวไปถึงเมืองหลวง ย่อมต้องเกิดกระแสวิจารณ์ ฮ่องเต้ทรงไว้พระทัยใต้เท้า แต่เรื่องนี้จะปล่อยให้เลอะเลือนผ่านไปได้อย่างไร ถึงตอนนั้น……”

กล่าวถึงตรงนี้ หวังทงก็ยกมือให้หยางซือเฉินหยุดพูด ยืนขึ้นถามว่า

“ท่านหยาง ข้าตั้งด่านภาษีที่เทียนจิน ฝึกทหาร ยังมีเปิดการค้าทางทะเล แต่ละเรื่องที่ทำ เรื่องไหนไม่ละเมิดข้อห้าม เรื่องไหนไม่ละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติเดิม เหตุใดจึงยังก้าวขึ้นมาแต่ละก้าวเช่นนี้ได้ อาศัยอันใดกัน ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะฮ่องเต้ทรงไว้พระทัยหรอกหรือ หากฮ่องเต้ไม่ทรงไว้พระทัยข้า ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องงานพิธีศพนี้หรอก คงได้แหลกสลายเป็นผุยผงไปนานแล้ว หากฝ่าบาททรงไว้พระทัยข้า เรื่องเช่นนี้ก็ไม่มีอันใด พวกเราร้อนใจไปมีประโยชน์อันใด!”

หยางซือเฉินสีหน้าแปรเปลี่ยน ยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงได้ถอนหายใจยาว ก่อนจะหาที่นั่งลงค่อยๆ กล่าวว่า

“ใต้เท้าปีนี้ 17 ยังไม่แต่งงาน ในจวนไม่มีบ่าวรับใช้ ผิดธรรมเนียมจารีต เป็นความผิดใหญ่ หากรวมความผิดทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็ไม่อาจห้ามความระแวงของฝ่าบาทได้”

“ฝ่าบาทคิดเช่นไร มีความผิดหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องข้าและเจ้า เป็นฝ่าบาท กังวลใจไปทำไม ยุ่งยากใจไปทำไม เรื่องชายหญิงเช่นนี้ เจ้าเห็นข้ายุ่งกับงานทั้งวันหรือไม่ ไหนเลยจะมีเวลา”

หวังทงสงบนิ่งลง กล่าวอย่างสบายอารมณ์

************

เดือนสองปีรัชสมัยว่านที่ 9 เทียบกับปีก่อนหน้าดูจะเงียบเหงาเล็กน้อย เดิมกำหนดให้เป็นตอนเช้าร่วมประชุมขุนนางที่หน้าพระที่นั่งไท่เหอเตี้ยน แต่ก็เปลี่ยนเป็นในพระที่นั่งแทน ฮ่องเต้ไม่อาจจะหนาวพระวรกายได้ แต่บรรดาขุนนางที่รออยู่ด้านนอกไม่มีวาสนาเช่นนี้ ขันทีที่ยืนรอรับใช้อยู่นอกพระที่นั่งไท่เหอเตี้ยนก็เก็บมือในชายเสื้อมิดชิด แอบกระทืบเท้าคลายหนาวกัน เห็นชัดว่าอากาศหนาวเหน็บมาก

แม้ว่าเป็นตอนเช้า แต่เพราะอากาศเช่นนี้ ในวังจึงไม่มีผู้ใดเดินผ่านไปมา ประตูพระที่นั่งไท่เหอเตี้ยนปิดอยู่ พวกเขาก็ทำตัวกันตามสบาย แอบถกหารือกันเบาๆ

“ได้ยินว่าฮ่องเต้เมื่อคืนวานทรงอ่านฎีกาแล้ว ทรงกริ้วใหญ่……”

“ก็ใช่น่ะสิ วันนี้ให้ข้าประกาศเรียกตัวขุนนางนั่นเฝ้า……เฮอะ……พวกเจ้าไม่เห็นหรือ ตอนขุนนางนั่นถูกเรียกตัวเข้าเฝ้า สีหน้าส่องประกาย พวกเดียวกันมองยังอิจฉาน้ำลายแทบไหลออกมา……”

“หึ หากถูกสั่งโบย จากนี้ไปชื่อเสียงก็จะเป็นที่รู้จักทั่วหล้าน่ะสิ!”

ในราชวงศ์หมิง ขุนนางผู้ใดขัดราชโองการก็จะถูกสั่งโบยด้วยไม้จนเป็นประเพณี เรียกว่า ถูกสั่งโบย รัชสมัยฮ่องเต้เจียจิ้ง บรรดาขุนนางโต้เถียงไม่ยอมแพ้กับพระองค์ ยังมาคุกเข่าร่ำไห้ถวายฎีกาหน้าพระตำหนัก ถูกกระบอกองครักษ์เสื้อแพรหลายร้อยเข้ามาไล่ตีกระเจิงไป นี่คือที่เรียกว่า ถูกสั่งโบย

สมัยปฐมฮ่องเต้จูหยวนจางกับฮ่องเต้จูตี้ บรรดาขุนนางในราชสำนักถูกโบยตายไปมีมากอยู่ สมัยฮ่องเต้เจียจิ้งเองก็ถูกโบยพิการไปมาก

แต่นอกจากพวกทำเกินเลยไปมากแล้ว ขุนนางในราชสำนักที่เหลือที่ขัดพระบัญชาต่างๆ ทำให้โอรสสวรรค์พิโรธล้วนถูกโบย แต่ก็จะเป็นโอกาสอันใดให้ได้สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

อาจกล่าวได้ว่าทนถูกสั่งโบยสักครา เป็นการเพิ่มค่าตัวอีกหลายร้อยเท่า ใต้หล้ารู้ว่าเป็นขุนนางซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เป็นบัณฑิตกระดูกเหล็ก วันหน้าจะต้องเป็นเสาหลักแห่งราชสำนัก คนเช่นนี้ ราชสำนักย่อมให้ความสำคัญเพื่อเอาใจประชา ในหมู่ประชาก็จะเป็นผู้นำบัณฑิต มีหน้ามีตาหาใดเทียม ผลประโยชน์ก็ย่อมไหลมาเทมา

แต่ฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงที่ผ่านมาก็รู้เรื่องนี้ดี ตั้งแต่สมัยฮ่องเต้เซวียนเต๋อมา ก็ไม่ค่อยได้ใช้การสั่งโบย ขี้เกียจจะเปิดโอกาสให้พวกนี้สร้างชื่อ

**********

“เฟิงยื่อเซี่ยน เจ้าเขียนบทกลอนที่สำนักปราชญ์หลวงฮั่นหลินย่วน คิดจะอาศัยบทความนี้สร้างชื่อ สมองเจ้าถูกสุนัขกินไปหมดแล้วหรือไง!?”

ฮ่องเต้ว่านลี่ประทับนั่งอยู่ น้ำเสียงที่ตรัสเริ่มต้นยังนับว่านุ่มนวล แต่พอมาได้สองประโยคก็เริ่มพิโรธ เบื้องหน้าพระองค์เป็นขุนนางในราชสำนักที่ทรงจำได้ว่าเป็นคนเงียบๆ ไม่ได้เป็นพวกขุนนางอายุน้อยที่มีความคิดเห็นของตนเท่าไร เฟิงยื่อเซี่ยนแห่งสำนักปราชญ์หลวงฮั่นหลินย่วนเห็นฮ่องเต้ว่านลี่พิโรธหนักเช่นนี้เป็นครั้งแรก

เฟิงยื่อเซี่ยนอายุ 30 กว่า มีหนวดและเครายาว ใบหน้ากระจ่างใส เห็นท่าทีฮ่องเต้เช่นนี้ สีหน้าก็ซีดเผือด เงยหน้าขึ้นมองขุนนางใหญ่หกกรมกองและจากคณะเสนาบดีใหญ่ที่ยืนอยู่สองข้าง แต่ละคนก็มีสีหน้านิ่ง ไม่มีสีหน้าแสดงอันใด เขากัดฟัน โขกศีรษะลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกราบทูลว่า

“ฝ่าบาท กระหม่อมเรียนตำรานักปราชญ์มา ในสมองมีแต่คุณธรรมยิ่งใหญ่ ล้วนมีใจปฏิบัติหน้าที่เพื่อฝ่าบาท เพื่อแผ่นดินหมิงด้วยใจซื่อสัตย์ภักดี!”

“เหลวไหลสิ้นดี เจ้าพูดคุณธรรมยิ่งใหญ่ภักดีอันใดของเจ้า เจ้าใส่ร้ายขุนนางความชอบใหญ่เช่นนี้เรียกว่าซื่อสัตยภักดีหรือ!?”

“ฝ่าบาท ชัยชนะใหญ่กู่เป่ยโข่ว เป็นความชอบกองกำลังแม่ทัพชีจี้กวงแห่งทัพจี้โจวและแม่ทัพหลี่หรูซงแห่งทัพเซวียนฝู่ หวังทงประสบเหตุพอดีได้รับการช่วยเหลือ เรียกว่าความชอบใหญ่ได้อย่างไร นนับประสาอันใดกับการที่นำเอาทหารที่ต้องตายไปมาประกาศให้เงินชดเชยสร้างบารมี จะเป็นการทำให้ทหารหมิงเป็นทหารส่วนตัว มีใจคิดคด ยากแท้หยั่งถึง ฝ่าบาท ขุนนางไม่ภักดีเช่นนี้ เรียกได้ว่าซื่อสัตย์ภักดีได้อย่างไร ฝ่าบาท เพื่อแผ่นดินหมิงเรา ไม่อาจให้คนชั่วเช่นนี้ทำตามอำเภอใจได้พะยะค่ะ!!”

อย่างไรก็เป็นเพราะเป็นขุนนางบัณฑิตจากสำนักปราชญ์หลวงฮั่นหลินย่วน วาจาคมคาย พูดจามีกำลัง กล่าวจบก็โขกศีรษะ แต่เขาไม่ทันสังเกตว่าขุนนางในสำนักเสนาบดีใหญ่หลายคนส่ายหน้า หวังทงออกนอกด่านเป็นเหยื่อล่อ แม้ไม่ได้แพร่ข่าวออกไป แต่ขุนนางใหญ่ทุกคนรู้เรื่องนี้ดี วาจาแรกของเฟิงยื่อเซี่ยนก็สั่นคลอนจนไม่อาจมีที่ยืนแล้ว

แต่ประโยคที่สองก็เห็นฮ่องเต้ว่านลี่คว้าเอาฎีกาข้างพระวรกายปาใส่หน้าเฟิงยื่อเซี่ยน ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงลุกจากพระที่นั่ง ชี้หน้าตวาดสุรเสียงดังว่า

“หากมีใจคิดคด มีใจคิดไม่ซื่อ เหตุใดหวังทงจึงไม่คิดปิดบังเรา หากรายงานเรามาอย่างละเอียดทุกเรื่อง ฎีกาจากเทียนจินมาถึงเร็วว่าที่อื่นวันหนึ่ง ไม่มีอันใดปิดบังแม้แต่น้อย ยังจะมีใจคิดคดอันใด ยังจะมีใจคิดไม่ซื่ออันใด!!”

เฟิงยื่อเซี่ยนเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องอึ้งไป เห็นชัดว่าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ท่าทางนี้ฮ่องเต้เห็นอยู่ ทำให้พระองค์รู้สึกรังเกียจ กวาดสายพระเนตรมองไปยังขุนนางใหญ่สองข้าง ก่อนจะตรัสว่า

“เพื่อให้มีชื่อเสียง ถึงกับอ้างแม่น้ำทั้งห้ามาใส่ร้ายป้ายสีขุนนางภักดี คนเช่นนี้ เราจะสั่งโบยและปลดจากตำแหน่ง ก็จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เจ้า ทำให้เจ้าได้สมใจ เช่นนี้ก็จะให้ประโยชน์เจ้าง่ายดายไปหน่อย เฟิงยื่อเซี่ยนถูกปรับเบี้ยหวัดครึ่งปี ลากตัวออกไป! ลากตัวออกไป!!”

ด้วยพระรับสั่งฮ่องเต้ ขันทีน้อยสองคนก็เดินเข้ามา ขวาคนซ้ายคนลากตัวเฟิงยื่อเซี่ยนที่หน้าซีดเผือดออกไป ประตูพระที่นั่งปิดลง จางซื่อเหวยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะก้าวออกมา

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!