ตอนที่ 587 มีเงินก็เข้าวังได้
“อาจารย์เล่อมีคุณดุจขุนเขา บอกว่าจะนำข้าเข้าวังไปสุขสบาย คนดีเช่นนี้ ถึงกับถูกทางการจับไป ตอนนี้ไม่รู้เป็นหรือตาย!”
“เจ้าตัดของเจ้าทิ้งแล้วไยไม่อยู่เมืองหลวง เหตุใดจึงมาเทียนจิน?”
“ข้าอยู่ที่วัดร้างทางตะวันตกนอกเมืองหลายเดือน อดมื้อกินมื้อ ไร้หนทางได้แต่กลับมาเทียนจินพึ่งพาญาติ ปกติก็อาศัยหนวดเคราปลอมพวกนี้ปิดบัง……”
ณ ที่แห่งหนึ่งในเมืองหลวง พวกนิรนามสีหน้าไม่ดูเป็นคนดีนักสองสามคนกำลังสอบสวนเด็กชายตัวผอมเกร็งคนหนึ่ง ท่อนล่างมิได้สวมเสื้อผ้า ส่วนนั้นถูกตัดขาด คนที่สอบสวนเขาก็ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด เด็กชายร่างผอมใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ
“เทียนจินกว้างใหญ่เพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงได้พบกับเล่อลิ่วได้?”
“พี่ชายทุกท่าน เทียนจินแม้กว้างใหญ่ แต่คนจนก็มีแค่สบแม่น้ำ ข้าน้อยไปพึ่งพาญาติที่นั่น ได้พบกับอาจารย์เล่อบนถนน ปีนั้นวัดร้างทางตะวันตกนอกเมือง ข้าและอาจารย์เล่อจึงได้ใช้ชีวิตมาด้วยกัน ก็พอมีสายสัมพันธ์อยู่บ้าง”
เด็กชายร่างผอมแม้ว่ารู้สึกเครียด แต่ก็ยังตอบทุกคำถาม ถามจบ พวกนิรนามที่สอบสวนเขาก็ถอยไปหลายก้าวไปรวมหัวกันซุบซิบ กล่าวว่า
“เล่อลิ่วอยู่วัดร้างเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ทางนั้นคนไม่มาก ไม่เคยไปที่นั่นก็ย่อมไม่รู้”
ทุกคนสบตากัน พยักหน้าให้กัน จากนั้นก็มีคนหนึ่งหันไปถามว่า
“เทียนจินให้พวกเจ้าอยู่ที่โรงบ้านปลูกผักต่อไม่ใช่หรือ เจ้าหนีออกมาทำไมกัน!”
“พี่ชายทุกท่าน อาจารย์เล่อแต่งกายเป็นหญิงอย่างไรก็ย่อมปิดบังได้ไม่นาน หากถูกตรวจพบ ข้าน้อยก็ต้องโดนไปด้วย ย่อมมีความผิด จะว่าไปอาจารย์เล่อก็มีของฝากฝังให้ข้านำออกมาด้วย ข้าน้อยจึงได้มา”
“ของอันใด?”
เด็กชายร่างผอมลังเลครู่หนึ่งก็ปลดห่อผ้าที่สะพายอยู่ลง กางเกงเขาถูกถอดแล้ว แต่ห่อผ้าที่สะพายอยู่ไม่ได้ถูกปลดออก ค้นหาของในห่อผ้าอยู่ครู่หนึ่ง ถึงกับมีทองก้อนแวบวับส่องประกายสี่ก้อนเป็นเส้นยาว พวกนิรนามที่สอบสวนอยู่ก็หันหน้ามามอง จ้องก้อนทองตาไม่กระพริบ
“อาจารย์เล่อเรียกลมเรียกฝนจนได้ทองพวกนี้มาก บอกว่าอาศัยของพวกนี้เข้าวังเสพสุขได้ ตอนนี้ข้าน้อยนำออกมาเพื่อแลกกับการเข้าวังได้หรือไม่?”
ทองคำอยู่ตรงหน้า พวกนิรนามจ้องตาไม่กระพริบ เสียงลมหายใจหนักหน่วง ได้ยินคำถามของเด็กชาย หนึ่งในนั้นก็กระแอมไอ ฉีกยิ้มกล่าวว่า
“นับว่าเจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว เบื้องบนบอกว่า เงินทองค่าธูปนั้นส่งมอบน้อยไปหน่อย เช่นเจ้านี้ ย่อมได้เป็นแบบอย่าง เข้าวังย่อมไม่มีปัญหา……”
กล่าวไม่ทันจบ ก็ถูกข้างๆ กระทุ้งสีข้าง จึงรีบหยุดพูด นิรนามอีกคนก้าวเข้ามา คำรามหยาบคายว่า
“นี่ล้วนเป็นเงินมอบให้เบื้องบน ขาดสักแดงเดียวก็เข้าวังไม่ได้ เจ้าแอบเก็บซ่อนไว้เท่าไร มอบออกมาให้หมด!!”
พอโดนตวาดเช่นนี้ เด็กชายร่างผอมก็ตัวสั่นงันงก ควานในห่อผ้าได้มาอีกก้อน สะอื้นไห้กล่าวว่า
“ไม่มีแล้วจริงๆ อาจารย์เล่อกับข้าลำบากลำบนหามา ตอนแลกเป็นทองยังถูกร้านค้าหักไปอีก มีแค่ 40 กว่าตำลึงนี่แหละ พี่ชายทั้งหลาย จะต้องให้ข้าน้อยได้เข้าทำงานในวังนะขอรับ”
พวกนิรนามจ้องก้อนทองตาเป็นมัน แววตาไม่อาจปิดบังความโลภเอาไว้ได้ จ้องเขม็งอยู่นาน จึงมีคนกล่าวขึ้นว่า
“เบื้องบนกำลังต้องการมาก ส่งมอบให้เบื้องบนไปก่อน”
ทุกคนมองหน้ากัน มีคนคิดแบ่งกันเอง แต่ก็ไม่เชื่อใจอีกฝ่าย จึงได้แต่มอบเบื้องบน ยามนี้จึงมีคนได้สติ ยังไม่ได้ถามชื่อเด็กชายร่างผอมผู้นี้เลย จึงคลี่ยิ้มถามว่า
“น้องชายเจ้าชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร?”
“มิกล้าๆ ข้าน้อยแซ่หลี่ ชื่อ เฉวียน ขอพี่ชายทุกคนโปรดชี้แนะให้มาก”
สถานที่พักพวกนิรนามนอกเมืองล้วนเก่าทรุดโทรม ถึงกับไม่อาจเทียบกับหมู่บ้านชายแดนได้เลย หลี่เฉวียนมอบให้เบื้องบน 40 กว่าตำลึง จากนั้นก็ไม่ได้รับการปฏิบัติต่ออย่างดีนัก ถูกชายนิรนามสามคนจับตาดู พักอยู่ในเพิงไร้กำบังลม ทุกวันมีคนเอาอาหารและน้ำมาให้
แต่อาหารนั้นกลิ่นแสบจมูก สีสันเน่าบูด ไม่อาจกินได้ น้ำก็มีกลิ่นประหลาด หลายวันนี้ฝนตกปรอยๆ เพิงพักยังมีน้ำฝนรั่ว ชีวิตยากลำบากอย่างมาก
แต่พวกนิรนามที่อยู่ที่นี่ล้วนอิจฉาอย่างมาก หลายคนแม้แต่เพิงพักก็ไม่มี น้ำที่เอาให้หลี่เฉวียนอย่างน้อยก็ผ่านการต้มมา หลายคนต้องดื่มน้ำจากแอ่งน้ำโดยตรง หลายคนต้องปวดท้องตายไปก็มี
สภาพแวดล้อมที่ยากลำบากนี้เป็นสิ่งที่หลี่เฉวียนคาดไม่ถึง อยู่ได้สองวันก็ทนไม่ไหว ไม่รู้ทำอย่างไรจึงได้แต่นำเงินที่แอบซ่อนไว้ออกมาอีกส่วนหนึ่ง ให้คนที่เฝ้าเขาเอาไปซื้ออาหารแห้งและแป้งขาวมากิน ราคานั้นย่อมแพงกว่าตลาดหลายเท่า
อยู่เช่นนี้ไปแปดวัน พอกลางวันวันที่แปด ก็เริ่มคึกคักไปทั่วบริเวณ นิรนามทุกคนพากันวิ่งออกไป หลี่เฉวียนอยู่ในเพิงพักไม่รู้สาเหตุ พวกนิรนามที่เฝ้าเขาไว้หลายวันนี้กินกันจนอิ่ม เริ่มคุ้นเคยกันแล้ว จึงยิ้มกล่าวว่า
“มีคนจากในวังมา ต้องการคัดเลือกคนเข้าวัง……”
ถูกกักตัวอุดอู้อยู่แต่ในเพิงมาหลายวัน คิดจะออกไปก็ยาก ในใจหลี่เฉวียนแม้ว่ามีความหวัง แต่ก็รู้ว่าตนเองคงไม่มีสิทธิ์ แต่คิดไม่ถึงว่าผ่านไปไม่นาน ก็มีคนตะโกนดังมาจากข้างนอก เป็นคนที่หลายวันก่อนรับเงินเขาไป
หลี่เฉวียนออกจากเพิงพัก รอไม่นาน ขันทีสองสามคนก็ก็ถูกดึงให้มาทางนี้ หลี่เฉวียนก็เหมือนกับทุกคน ยืนรอต้อนรับอยู่ข้างทางอย่างนอบน้อม คิดไม่ถึงว่าขันทีพวกนั้นมาหยุดตรงหน้า มีคนกล่าวว่า
“เจ้าเด็กนี้ดูแล้วฉลาดไม่เลว ให้เขาตามเข้าไปด้วยละกัน!”
ทุกคนพากันวิจารณ์ แม้ว่าถูกเลือกแล้ว แต่หลี่เฉวียนก็ยังต้องถูกคนข้างหลังผลักจึงได้สติ คุกเข่าลงโขกศีรษะขอบคุณเป็นการใหญ่ เดิมคิดว่าเป็นเรื่องยากมาก ไม่เคยคิดว่าจะง่ายดายเพียงนี้
ขันทีพวกนั้นคัดเลือกได้ทั้งหมดแปดคนจึงจะเดินทางกลับ พวกขันทีพวกนี้จะกลับ ทั่วบริเวณก็เริ่มวุ่นวาย มีคนผิดหวังส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญไปทั่วบริเวณ มีคนสบถด่าทอดัง ยังมีคนรวมตัวกันวิจารณ์
เรื่องที่ทุกคนคุยกันนั้นไม่ต่างกันนัก ก็เป็นเรื่องของหลี่เฉวียนที่มาได้ไม่กี่วัน เหตุใดจึงได้รับเลือก พวกที่เป็นหัวหน้านั่งรวมกลุ่มกัน มีคนยืนขึ้นคำรามดังว่า
“บอกกับพวกเจ้าตั้งนานแล้วว่า ขอเพียงมีเงิน เข้าวังทำงานเป็นเรื่องง่ายดายนัก พวกเจ้ารู้ว่าน้องหลี่เฉวียนนำเงินมาเท่าไรไหม? 500 ตำลึงเลยนะ 500 ตำลึง!! ใครมอบเงินเช่นนี้ได้ ก็ย่อมได้เข้าวังทันที แต่แม้ว่าเงินน้อยสักหน่อย ขอเพียงจริงใจ เข้าวังทำงานย่อมไม่ใช่เรื่องยาก!!”
เสียงคำรามจบลง คนรอบๆ ก็เงียบกริบ หัวหน้านิรนามผู้นั้นลงนั่งล้อมวงต่อ วิจารณ์เรื่องนี้กันต่อ
“เจ้าหลี่เฉวียนไว้ใจได้หรือ? นำเข้าวังไปเลยหรือ?”
“……ส่งคนไปตรวจสอบที่เทียนจินมาแล้ว พวกที่กราบไหว้บูชาตามเล่อลิ่วล้วนถูกจับไปหมด ไม่อาจถามอันใดได้ แต่ก็ไปถามร้านแลกทองของหลี่เฉวียนมาแล้วนี่ คนที่ไปเทียนจินไปร้านนี้มาโดยเฉพาะ คนงานที่ร้านยังจำเล่อลิ่วกับหลี่เฉวียนได้……”
“อ่อ เช่นนั้นก็พอได้”
“ไม่ต้องเป็นห่วง ตลอดทางบรรดากงกงทั้งหลายย่อมลองใจเขาดู พวกเหล่าโก่วก็ตามไปด้วยไม่ใช่หรือ……”
“……เบื้องบนต้องการเงิน เป็นความโชคดีของเจ้าหลี่เฉวียน ต้องเอาเขาเป็นแบบอย่างให้คนอื่น……”
หลี่เฉวียนติดตามบรรดำขันทีออกมา แม้ว่าห่างไม่ถึง 200 ก้าวจากรังเดิม แต่พอออกมาได้เห็นขบวนรถม้า ถนนหนทาง ก็รู้สึกราวกับได้เห็นตะวันอีกครา หลี่เฉวียนอดถอนหายใจยาวไม่ได้
ขันทีในวังขึ้นรถม้า พวกเขาที่ถูกเลือกก็ตามขึ้นรถม้าอีกคัน ขันทีที่เลือกหลี่เฉวียนก่อนขึ้นไปบนรถม้าก็หันมากวักมือเรียกหลี่เฉวียนให้เข้าไปหา ถามอย่างอ่อนโยนว่า
“เด็กน้อย ตอนนี้เจ้าเป็นคนในวังแล้ว หากพบเจอเรื่องใดข้างนอก ได้รับความเจ็บช้ำอันใด ก็บอกข้าได้ ในวังย่อมออกหน้าแทนเจ้า”
หลี่เฉวียนอึ้งไป มองขันทีผู้นั้นด้วยท่าทางตื่นตะลึง คำนับกล่าวว่า
“กงกง บ้านข้าน้อยยากจน ไร้หนทางจึงต้องตอนเจ้านั่น……ของตนเอง ไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่ เล่อลิ่วที่เป็นอาจารย์ข้าน้อย เขาชี้ทางให้ข้าน้อยมาที่นี่มอบเงิน ก็จะได้เข้าวัง……”
ประโยคหลังกดเสียงให้เบาลง ขันทีที่ถามเขาก็มองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปตั้งใจฟัง ได้ยินกล่าวเช่นนี้ สีหน้าที่เคร่งเครียดก็เริ่มมีรอยยิ้ม โบกมือกล่าวว่า
“เรื่องเงินนั่นวันหลังไม่ต้องเอ่ยถึงอีก อยู่ในวังทำงานไปให้สบายใจ วันหน้าก็เป็นคนในวังแล้ว”
หลี่เฉวียนรีบรับคำหงึกๆ ขันทีที่ถามนั้นก็ไม่ได้สนใจอันใดต่อ ยกมือขึ้นโบกให้กลับไปนั่งรถตน หลี่เฉวียนเงยหน้าขึ้น รถม้าออกมาไกลแล้ว เขารีบวิ่งตามไปทันที ยังหันไปมองอย่างไม่รู้ตัวอีกครา เห็นเพียงถนนที่ติดกับที่จากมาเลือนราง มีเงาคนหลายคนอยู่ ดูท่าเมื่อครู่คงวิ่งตามออกมา
หลี่เฉวียนพยายามฝืนยิ้มให้คนข้างๆ เดินทางมาได้ระยะหนึ่ง ก็แอบเช็ดมือกับกางเกง บนกางเกงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ…
***********
“ฝ่าบาทส่งข้ามาครั้งนี้ ก็เพราะไม่อยากให้เขียนเรื่องนี้ในจดหมาย จะได้ไม่ต้องกลัวจะหลุดรอดออกไปให้ยุ่งยากภายหลัง ไม่ได้เจอน้องหวังนาน เดิมคิดว่าจะคุยให้หนำใจสักหน่อย แต่งานรัดตัว ไม่มีเวลาเลย”
“พี่โจวกล่าวอันใดเช่นนั้น เราพี่น้องวันหน้ายังมีโอกาสได้พบหน้ากันอีก ทำงานให้ฝ่าบาทสำคัญกว่า!”
ในห้องหนังสือของหวังทง ทุกคนถูกให้ออกไป มีเพียงหวังทงกับโจวอี้สองคน นั่งยิ้มคุยกัน
กล่าววาจาตามมารยาทแล้ว โจวอี้ก็นั่งตัวตรง ถามว่า
“ฝ่าบาทส่งหม่าต้งไปเมืองต้าถง เดิมคิดว่าจะส่งไปเพื่อให้จับตาดูพวกตระกูลอวี๋ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ ฝ่าบาทเองก็ทรงลังเลอยู่ อย่างไรก็ไร้หลักฐาน เรื่องพรรค์นี้ปิดบังมาได้หลายปี คิดจะสืบหาความจริงย่อมยากยิ่ง และตระกูลอวี๋ก็เกี่ยวพันกับอ๋องลู่ น้องหวังเองก็รู้ว่าไทเฮาคงไม่ยอม”
หวังทงพลิกอ่านเอกสารในมือ เขียนเล่าถึงคดีหลิวจิ้นแห่งเมืองต้าถงไว้อย่างละเอียด ได้ยินโจวอี้ถาม หวังทงก็เก็บเอกสาร กล่าวหนักแน่นว่า
“ขอพี่โจวทูลฝ่าบาท เรื่องนี้ต้องสืบให้กระจ่าง มีราชโองการ ส่งผู้ตรวจการไป ให้สืบอย่างเปิดเผยเป็นที่เอิกเกริก!?”
“……หลักฐานไม่พอ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงตระกูลอวี๋ น้องหวังเจ้ากล่าวก่อน……”
“ไทเฮาทรงรักอ๋องลู่นั้นเป็นเรื่องจริง แต่พระองค์ก็ให้ความสำคัญกับแผ่นดินเช่นกัน ชายแดนสมคบคิดมองโกล ปกติปิดบังกันก็แล้วไป ตอนนี้มีคนฟ้องร้องมา มีต้นเรื่องเช่นนี้ ขอเพียงเปิดโปง แม้ว่าพวกเราไม่อยากสืบความ ไทเฮาก็คงไม่เห็นชอบแล้ว!”
