ตอนที่ 590 หลักฐานความผิดส่งถึงที่
ผู้ตรวจการที่มาซานซีเพื่อสืบคดีชายแดนนี้ก็คือกัวผิงกว่างแห่งกรมทหาร ในปีนั้นเขาร่วมกับพวกนอกวังและหน่วยงานต่างๆ ประสานกำลังกันตรวจสอบเทียนจิน ถูกหวังทงจับจุดอ่อนไว้ได้ ต้องก้มหน้าก้มตาเสียหน้ากลับเมืองหลวง
หากไม่ใช่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันในวงกว้าง เกรงว่าเสนาบดีกรมทหาร จางซื่อเหวยคงได้ถีบเขาออกไปนอกเมืองหลวงตั้งนานแล้ว ตั้งแต่นั้นมา ท่าทีกัวผิงกว่างก็อ่อนน้อมลงมาก ปฏิบัติหน้าที่ก็ตั้งใจอย่างมาก ทำการใดก็ระมัดระวังรอบคอบ ตั้งแต่มีคนเห็นเข้าตา ก็ทำตัวจนมีชื่อเสียงว่าซื่อสัตย์ ขยันปฏิบัติหน้าที่
ในเมื่อต้องการคนที่ไว้ใจ ครั้งนี้มาสืบคดีที่เมืองต้าถง ก็ย่อมส่งเขามา ผู้น้อยในกรมทหารกับขุนพลชายแดนล้วนมีความสัมพันธ์กันไม่มากก็น้อย หากป้องกันไม่ดี ดีไม่ดีพลอยพัวพันไปด้วย นี่ไม่ใช่งานที่ดีอันใด
กัวผิงกว่างนั้นไม่อยากมา แต่ครั้งที่ร่วมกันตรวจสอบเทียนจิน ทำให้จางซื่อเหวยผิดหวังถึงขีดสุดแล้ว คิดไม่อยากมาก็คงไม่ใช่เขาเป็นคนตัดสินใจแล้ว
ผู้คนมักกล่าวว่า เส้นทางขุนนางเบิกบานสดใส แต่ทำจนต้องอัดอั้นเช่นนี้ โดนเป็นแพะรับบาปขนาดนี้ ไปต่อไม่ได้แล้วจริงๆ กัวผิงกว่างมีใจคิดลาออกจากราชการกลับบ้านเกิด
แต่ก่อนจะลาออก ก็มีผู้ที่พอมีสถานะในเมืองหลวงผู้หนึ่งมาพบถึงจวน กัวผิงกว่างคิดไม่ถึง ในใจคิดว่าคนมาส่งเงินให้หรือว่าจะเป็นพวกเมืองต้าถงมาขอน้ำใจ คิดไม่ถึงว่าคนที่มาหาถึงจวนนี้กลับพูดจาอ้างคุณธรรมใหญ่โต ว่าให้ใต้เท้ากัวสืบคดีให้กระจ่างถึงที่สุด คืนความยุติธรรมให้กับบรรดาทหารชายแดนที่ตายอย่างน่ารันทดพวกนั้น
รับเงินมาอย่างงงๆ ผ่านไปสักครู่ กัวผิงกว่างก็ไปสอบถาม คนที่ส่งมอบเงินนี้เหมือนว่าทำงานให้หวังทง ตอนนี้สมาคมกับหลายคนกว้างขวางทั่วเมืองหลวง เป็นที่กล่าวขานได้รับต้อนรับอย่างมาก ว่ากันว่าที่แท้เป็นผู้ว่าเมืองชังโจวมาก่อน ยังเป็นหลานของสวีชิงซานแห่งกรมอากรด้วย ต่อมาไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไปขอทำงานให้หวังทง
หวังทงถึงกับมีท่าทีเช่นนี้ กัวผิงกว่างรู้สึกว่าเรื่องนี้ต่างจากที่ตนคิดไว้พอควร จากนั้นก่อนออกเดินทาง หลี่ว์วั่นไฉแห่งศาลซุ่นเทียนยังมาขอพบคุยรายละเอียดกับเขาถึงครึ่งชั่วยาม กัวผิงกว่างจึงได้พบว่า ที่แท้งานนี้ถึงกับมีที่มาไม่ธรรมดา
กัวผิงกว่างได้รับข่าวสารมากมาย ย่อมไม่บอกแก่คนนอก ได้แต่เก็บงำเตรียมปฏิบัติหน้าที่ ตอนออกเดินทาง ยังมีนายกองร้อยสำนักองครักษ์เสื้อแพรนำคนมาอารักขา
ผู้ตรวจการออกจากเมืองหลวง สำนักองครักษ์เสื้อแพรส่งคนมาอารักขา ก็เป็นเรื่องปกติที่ปฏิบัติกัน พอถามก็ต้องตกใจ ที่แท้เป็นนายกองร้อยเถียนหรงหาวแห่งถนนทักษิณ
สำนักองครักษ์เสื้อแพรมีนายกองพันนายกองร้อยไม่น้อย นายกองพันนายกองร้อยปฏิบัติหน้าที่ในสำนักบูรพา สถานะไม่ธรรมดา นอกจากนี้ยังเป็นนายกองร้อยจากถนนทักษิณ ที่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของสำนักรักษาความสงบ อำนาจบารมีไม่อยู่เพียงแค่สำนักองครักษ์เสื้อแพร
เรื่องแต่ละเรื่องประดังกันเข้ามา ทำให้กัวผิงกว่างเริ่มมีความหวัง แต่ก็รู้สึกจิตใจไม่สงบ
พอเข้าสู่ซานซี ได้พักที่ไท่หยวนคืนหนึ่ง เถียนหรงหาวมาขอพบกลางดึก ยังนำทหารมาอารักขาด้วยหนึ่งนาย ได้ฟังเถียนหรงหาวพูดถึงทหารคนนั้น ก็ทำเอากัวผิงกว่างแห่งกรมทหารต้องสะดุ้งตกใจอีกครา
ที่แท้ที่เคยคิดว่าอยู่ในส่วนกลางอำนาจ เรื่องใต้หล้าล้วนไม่มีอันใดไม่รู้ ปฏิบัติงานครานี้ จึงได้รู้ว่าเรื่องที่ตนเองรู้นั้นช่างน้อยนิดยิ่งนัก
และด้วยเรื่องเหล่านี้ พอมาถึงเมืองต้าถง ได้พบกับขุนพลซุนและขันทีตรวจสอบ กัวผิงกว่างก็รู้ในใจคร่าวๆ หากเหมือนรู้เหมือนไม่รู้
“ขุนพลซุน เสวียงกงกง ข้าน้อยรับราชโองการจากฝ่าบาทมาปฏิบัติหน้าที่ครานี้ ขอท่านทั้งสองโปรดชี้แนะ”
หากพูดถึงระดับขุนนางในราชสำนัก ขุนพลและขันทีตรวจการไม่รู้ว่าสูงกว่านายกองในกองทหารอย่างกัวผิงกว่างมากมายเท่าไร แต่เมื่อมีสถานะเป็นผู้ตรวจการ เช่นนี้ก็ย่อมไม่เหมือนกัน
“ในเมื่อฝ่าบาทมีราชโองการ ยังกล่าววาจาโปรดชี้แนะอันใด ใต้เท้ากัวมีสิ่งใดต้องจัดการ ขอให้เอ่ยปากมาได้ทันที!”
“นายกองหลิวจากป้อมเจิ้นเชียงเป่า เมืองต้าถงฟ้องร้องขุนพลกองกำลังฝ่ายซ้ายอวี๋ซื่อเฉียง เมืองต้าถง ว่าเขาสังหารทหารหมิง สมคบคิดพวกมองโกล ใต้เท้าซุนกับเสวียงกงกงเห็นเช่นไร?”
วงราชการเจรจาย่อมปิดบังอยู่สามส่วน ผู้ตรวจการกัวผิงกว่างยังพบกับขุนพลเมืองต้าถงและขันทีตรวจการครั้งแรก ในเมื่อแบไพ่กันออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม หากไม่ใช่ขันทีเสวียงและขุนพลซุนเอ่ยขึ้นก่อน เกรงว่าคงยังไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
ซุนต้าอิงขุนพลใหญ่เมืองต้าถงส่งเสียงหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า
“นายกองหลิวจิ้น ข้าเองก็เคยรู้มาว่าตอนนั้นกองกำลังป้องกันป้อมเจิ้นเชียงเป่าถูกมองโกลลอบโจมตี ดังนั้นจึงปล่อยผ่านไป คิดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวพันกับคดีใหญ่เช่นนี้ได้ ขุนพลชายแดนสมคบคิดพวกมองโกล เรื่องนี้ไม่อาจละเลย เดิมข้าคิดว่าจะเรียกตัวอวี๋ซื่อเฉียงมาเมืองต้าถงให้ท่านผู้ตรวจการได้สอบปากคำด้วยตนเอง”
กล่าวถึงตรงนี้ ซุนต้าอิงก็สบตาเสวียงเจาไฉ กล่าวจริงจังว่า
“เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ข้าจะส่งทหารม้า 500 ร่วมเดินทางไปยังกองกำลังฝ่ายซ้ายเมืองต้าถงด้วย หากเกิดการขัดขืนอันใด ก็จะจับมัดคุมตัวส่งมาเมืองต้าถง”
เดิมกัวผิงกว่างคิดว่าจะมีเรื่องต้องถกเถียงอันใดบ้าง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับรับปากง่ายดายเพียงนี้ แต่สมองเขาก็ยังแล่นเร็ว นึกถึงหลี่ว์วั่นไฉโยงไปยังสำนักรักษาความสงบ จากสำนักรักษาความสงบคิดไปถึงจางเฉิง จากนั้นค่อยจากจางเฉิงคิดไปถึงเสวียงเจาไฉ ก็เข้าใจได้แล้ว
ตกค่ำหาที่พัก ดีที่สุดไม่พักโรงเตี๊ยม หากเข้าไปหาจวนพ่อค้าร่ำรวยในเมืองสองสามคน อาหารเลิศรสไม่ต้องกล่าวถึง สาวงามเมืองต้าถงย่อมไม่อาจขาดได้ กัวผิงกว่างเองก็มิได้วางตัวสูงส่งอันใด มาแล้วก็ไม่ปฏิเสธ เสพให้อิ่มหนำก่อนอำลา อย่างไรที่นี่ก็มีคนจัดการให้แล้ว ตนเองก็ทำงานไปตามหน้าที่ ในเมื่อทางเมืองต้าถงต้องการแสดงน้ำใจสร้างสัมพันธ์ เช่นนี้ตนเองก็ไม่ทำตัวเป็นคนแล้งน้ำใจ มีความสุขไปก็แล้วกัน
สุราอาหารเต็มอิ่ม กัวผิงกว่างก็นำแม่นางน้อยสองคนเข้าพักผ่อน ปรากฏยังไม่ทันยามสาม ประตูห้องนอนก็ถูกเคาะเสียงดังราวกับฟ้าผ่า ทำเอากัวผิงกว่างที่กำลังเคลิบเคลิ้มต้องสะดุ้งตกใจ ในใจคิดว่ามาสืบคดีชายแดน หรือว่าทหารกบฏ? หรือว่าทหารชายแดนบุกเข้ามา?
ได้ยินเสียงเถียนหรงหาวจึงได้ลุกมาเปิดประตู แม้ว่าอีกฝ่ายเป็นนายกองร้อย แต่เขาเองก็ไม่อาจชักช้าให้เสียเวลาแม้แต่น้อย พอเปิดประตู ก็เห็นธนูดอกหนึ่งในมือเถียนหรงหาว ทำเอาเขาตกใจสะดุ้งโหยง เถียนหรงหาวกลับไม่สนใจท่าทีเขา แสดงท่าทางบุ้ยใบ้ให้เขาออกมา
“ใต้เท้า เมื่อครู่เรือนข้ามีคนยิงธนูเข้ามา บนลูกธนูมีจดหมายเสียบอยู่ พอได้อ่านคิดว่าเรื่องใหญ่ ข้าน้อยจึงรีบมาพบใต้เท้า”
เถียนหรงหาวกล่าวเช่นนี้ กัวผิงกว่างรีบสวมเสื้อคลุมทับเดินไปยังห้องหนังสือทันที
ในห้องหนังสือจุดตะเกียง เปิดจดหมายออกอ่าน เถียนหรงหาวข้างๆ อธิบายว่า
“ธนูยิงเข้ามาทางเรือนด้านขวา แต่ยิงมาถึงหน้าเรือนกลาง รอจนพี่น้องเฝ้าเวรพบ ออกไปค้นหาตัวก็ไม่พบแล้ว รอบๆ ที่นี่ล้วนเป็นจวนคหบดีมีเงิน พวกเราก็ไม่คุ้นเคยพื้นที่……”
ยังกล่าวไม่ทันจบก็เห็นสีหน้ากัวผิงกว่างอ่านจดหมายอยู่เริ่มซีดขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ เดือนสี่ ณ ซานซี อากาศมิได้หนาวสักเท่าไร
“นายกองร้อยเถียน ท่านเป็นคนของสำนักรักษาความสงบ ข้าถามท่าน จดหมายนี้ยิงเข้ามา หรือว่าท่านนำเข้ามาเอง?”
“ย่อมเป็นด้านนอกยิงเข้ามา……”
คำถามนี้ทำเอาเถียนหรงหาวต้องถึงกับอึ้งไป น้ำเสียงกัวผิงกว่างสะดุดไป กล่าวน้ำเสียงแทบจะสะอื้นว่า
“ในนี้บอกว่าหย่งเซิ่งป๋ออวี๋หยวนกังคิดการไม่ซื่อ บอก..บอกว่าเพราะมีเรื่องกับหวังทง……อ้อ ใต้เท้าหวังขวางทางเส้นทางค้าขายของร้านจิ้นเหอละหย่งเซิ่งสองร้าน ดังนั้นตอนใต้เท้าหวังออกนอกด่านซ้อมรบ เขาจึงได้สมคบมองโกลลอบโจมตี……นี่ นี่ นี่เกี่ยวพันถึงอ๋องลู่ ไทเฮาทรงกริ้วขึ้นมา…………ชีวิตน้อยๆ ของข้าคงแดดิ้น……”
กัวผิงกว่างยิ่งกล่าวก็ยิ่งรน สีหน้ายิ่งซีด เถียนหรงหาวก็เคร่งเครียดไปด้วย เห็นท่าทางกัวผิงกว่างเช่นนี้ ก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า
“ใต้เท้ากัว เรื่องนี้เดิมก็เกี่ยวพันกับอวี๋ซื่อเฉียง ยังไม่ได้เกี่ยวพันถึงหย่งเซิ่งป๋ออวี๋หยวนกัง ในเมื่อมีร่องรอยใหม่ เช่นนั้นก็รีบสืบให้ชัด จะมัวมากลัวอันใดอยู่ จะว่าไป เรื่องอวี๋ซื่อเฉียงนี้ ใต้เท้าหลี่ว์ก็บอกมาแล้ว หากรู้ว่าเป็นเรื่องหย่งเซิ่งป๋อ ไยต้องยิงธนูเข้ามาตอนนี้ด้วย ใต้เท้ากัว สืบคดีสำคัญกว่า!!”
กล่าวถึงตอนท้าย น้ำเสียงเถียนหรงหาวก็อดตื่นเต้นไม่ได้ กัวผิงกว่างวาบไปทั้งตัว จดหมายในมือสั่นระริก รีบกล่าวติด ๆ กันว่า
“ใช่ ใช่ สืบให้ถึงที่สุด นายกองร้อยเถียน รบกวนท่านไปตามขุนพลซุนและขันทีเสวียงมาที ใช่ ตอนนี้เลย บอกว่ามีเรื่องสำคัญ!!”
ดึกดื่นถูกปลุกขึ้นมา ผู้ใดจะอารมณ์ดี ซุนต้าอิงกับเสวียงเจาไฉมาถึง สีหน้าก็ไม่ดีนัก แต่พอได้อ่านจดหมาย ความไม่พอใจทั้งปวงก็สูญสิ้นไป พวกเขาอยู่ในตำแหน่งสูง ย่อมรู้ดีว่าสะเทือนถึงหย่งเซิ่งป๋อย่อมหมายถึงสิ่งใดบ้าง
“ใต้เท้าซุน เสวียงกงกง ในเมื่องทรงคิดตรวจสอบอวี๋ซื่อเฉียง ย่อมต้องคิดถึงหย่งเซิ่งป๋อ ตอนนี้คดีนี้มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าจะส่งม้าเร็วไปเมืองหลวงขอราชโองการ จากนั้น พวกเราก็รีบหาวิธีจัดการ หากชักช้าเสียการ เกรงว่าข้าและท่านก็คงต้องรับผิดชอบ”
วาจากล่าวชัดเจน ซุนต้าอิงและเสวียงเจาไฉสบตากัน ล้วนเห็นสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่าย แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้ ใช่ว่าลำบากใจก็จะสลัดตัวหลุดออกมาได้
“เจ้าโจรชั่ว ยามสงบสุขมีวันเวลาร่ำรวยกันดีๆ ไม่ชอบ กลับก่อเรื่องบัดซบมากมายเช่นนี้ได้ คดีสังหารคนของอวี๋ซื่อเฉียง ข้าเองก็คงหนีความรับผิดชอบไม่พ้น ยังมีอวี๋หยวนกังมาอีก ตำแหน่งขุนนางข้าคงไม่อาจรักษาไว้ได้แล้ว มารดามันสิ……”
ซุนต้าอิงตบขาดังฉาด ลุกขึ้นทันที ปากก็สบถด่าไม่หยุด หันไปกล่าววาจาดุดันว่า
“ใต้เท้ากัววางใจได้ ทหารม้าส่งสารข้าจะจัดการเอง ข้าจะเคลื่อนกำลังไปเฝินโจว ล้อมคูเมืองไว้ รอให้เรื่องกระจ่าง ค่อยว่ากัน”
เสวียงเจาไฉยิ้มเฝื่อน เรื่องนี้วุ่นวายถึงขั้นนี้ ผู้ใดก็คิดไม่ถึง ได้แต่ก้าวเดินไปดูไปแล้ว
ต้นเดือนสี่ ณ เมืองต้าถง เริ่มวุ่นวาย ผู้ตรวจการมาก่อน จากนั้นก็มีการเคลื่อนกำลังทหารม้า คิดไม่ถึงว่ากลางคืน ยังมีเสียงคนและม้าวุ่นวาย ถึงกับเปิดประตูเมือง มีทหารม้าออกจากเมือง เจ้าหน้าที่ทางการและราษฎรล้วนตกอกตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
*************
ในวันที่กัวผิงกว่างออกจากเมืองหลวงวันนั้น หลินซูลู่แห่งสำนักอาชาหลวงได้ไปเข้าเฝ้าอ๋องลู่ ปฏิบัติเหมือนเดิม ให้ขันทีและนางกำนัลรับใช้รอบพระวรกายออกไปให้ไกล ยังส่งคนนำเตาถ่านเข้าไป
“ท่านอ๋อง จดหมายพวกนี้เผาเถอะพะยะค่ะ เก็บไว้ก็ไม่ใคร่สะดวกนัก”
หลินซูลู่สีหน้าเต็มไปด้วยความเมตตากล่าวขึ้น



