Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 601

ตอนที่ 601 วิกฤต

ท่านหวังหรือหวังอวี๋ที่ปรึกษาเบื้องหลังเซี่ยหยวนเฉิงกล่าวเช่นนี้ รองแม่ทัพกองกำลังเมืองหลวงเซี่ยหยวนเฉิงก็คลายความร้อนใจลงได้หลายส่วน สั่งการห้ามรบกวน เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง

หวังอวี๋ไม่อยู่ในห้องนั้นนานนัก กล่าวไม่กี่คำก็ขออำลากลับ คนในจวนเซี่ยล้วนเห็นกันว่า นายท่านตอนเช้าอารมณ์ไม่ดีนัก พอท่านหวังมาปลอบ ก็ออกมาส่งหน้าประตูด้วยตนเอง ท่าทีต่อที่ปรึกษาเช่นนี้ ช่างให้ความสำคัญเสียจริง

พ่อบ้านและทหารในจวนของเซี่ยหยวนเฉิงก็ยิ่งนอบน้อมเกรงใจกว่าที่ผ่านมาอีกหลายส่วน พ่อบ้านยังเตรียมให้อยู่กินข้าวด้วยกัน ให้พ่อครัวจัดอาหารดีๆ สักมื้อมาดื่มกับท่านหวังสักหน่อย

หากเป็นยามปกติ หวังอวี๋คงอยู่ต่อ แต่วันนี้มาอย่างเร่งรีบ บอกเพียงว่าที่บ้านมีธุระ รีบกลับไป

สีหน้าหวังอวี๋ดูร้อนใจมาตั้งแต่ต้น ทุกคนสังเกตเห็น แต่คิดว่าเป็นเพราะร้อนใจเรื่องนายท่านเซี่ย หากคิดไม่ถึงว่าสีหน้าร้อนใจนั้นตั้งแต่เข้าจวนมาจนออกไปก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

เซี่ยหยวนเฉิงนับว่าเป็นคนใจกว้าง เช่ารถให้หวังอวี๋ใช้เดินทางคันใหญ่ พอขึ้นรถไปก็มุ่งกลับบ้าน ปกติพอหวังอวี๋เข้าบ้าน ลูกชายสองคนจะรีบมารับ ฮูหยินเขาจะพาสาวใช้มารอรับหน้าประตู ครอบครัวอบอุ่นยิ่ง

แต่วันนี้พอหวังอวี๋ลงจากรถม้ามา ก็สั่งให้รถกลับไป ตนเองเดินเข้าไปในจวน ในลานด้านหน้าเงียบเหงายิ่ง มีเพียงคนรับใช้ปรี่เข้ามายิ้มให้ สีหน้าหวังอวี๋เคร่งเครียดขึ้นทันที รีบก้าวเข้าไปในห้อง

ในห้องโถง คนในตระกูลหวังอยู่พร้อมหน้า ล้วนรวมตัวกันด้วยจิตใจหวาดกลัว เด็กน้อยสองคนดวงตาแดงก่ำ พอเห็นก็รู้ว่าร้องไห้มา

รอบๆ คนตระกูลหวังมีชายฉกรรจ์ท่าทางน่ากลัวยืนถืออาวุธอยู่ หัวหน้ายิ้มให้หวังอวี๋กล่าวว่า

“ท่านหวัง เรื่องนั้นพูดไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”

หวังอวี๋ถอนหายใจ กล่าวว่า

“ข้าจะกล้าไม่พูดได้อย่างไร พูดไปหมดแล้ว”

ชายผู้นั้นพยักหน้า ยิ้มกล่าวว่า

“ข้างกายใต้เท้าเซี่ยใช่ว่าป้องกันแน่นหา คิดจะรู้ข่าวย่อมไม่ยาก ท่านหวังอย่าได้ทำการบุ่มบ่ามอันใดเด็ดขาด”

หวังอวี๋มองไปยังคนในครอบครัวที่หวาดกลัว มองผู้หญิงที่แม้ว่าร้องไห้แต่เสื้อผ้าก็ยังเรียบร้อยก็เบาใจ ถอนหายใจยาว หาเก้าอี้มานั่งอย่างทำใจ กุมใบหน้ากล่าวว่า

“ตอนนี้มันเวลาใดแล้ว เซี่ยหยวนเฉิงเองมิได้คิดเป็นใหญ่ พวกเจ้าเสียเวลามาทำเรื่องพวกนี้ต้องการอันใดกันแน่ หรือว่าต้องการให้แหลกสลาย ประหารเก้าชั่วโคตรกัน”

ชายหัวหน้าผู้นั้นแสยะยิ้มกล่าวว่า

“แหลกสลาย ประหารเก้าชั่วโคตรก็มิใช่พวกเจ้า พวกเจ้ากลัวอันใด ท่านหวัง วันนี้ยังต้องทนอีกหน่อย แต่ก็คงไม่นานนัก”

***********

อาการป่วยมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งเริ่มหนักลงในปลายเดือนสี่ สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่อาจกินยาทำจากแมวน้ำช่วยได้ นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรต่งช่วงสี่แห่งซานตงจึงไม่มีโอกาสได้เข้าพบมอบของขวัญ

เรื่องในวงการขุนนาง การได้เข้าใกล้อำนาจเป็นเรื่องใหญ่ จางจวีเจิ้งป่วยหนัก ต่งช่วงสี่ก็มิได้ไม่คิดจะหาที่พึ่งใหม่ เขากำลังคิดว่าจะไปเกาะใครต่อดี

แมวน้ำแห้งที่ต่งช่วงสี่ส่งมอบไป ที่อยู่ๆ ได้ผลดีจนได้รับคำชม ตามมาด้วยท่านจางที่ล้มป่วยลงหนักตั้งแต่นั้นจนถึงตอนนี้ คนในจวนท่านจางเกรงว่าจะพัวพันไปด้วยด้วยเรื่องนี้จึงไม่กล่าวถึงอีก แต่ต่งช่วงสี่มีสถานะถึงองครักษ์เสื้อแพร ผ่านประสบการณ์มา ย่อมคิดโยงได้

ต้นเดือนห้า นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรต่งช่วงสี่ก็ไม่อยู่จี่หนานต่อแล้ว วงการขุนนางซานตงล้วนรู้ว่าตัวเขานั้นชอบเดินทางไปเติงโจวและไหลโจว หนึ่งเพื่อหายาให้ท่านจาง สองเพื่อจับโจรสลัด

ขุนนางจับโจรสลัดได้ ส่วนใหญ่ก็จะประหารทันที นายกองพันต่งกลับจับส่งไปเทียนจิน ว่ากันว่าเอาไปขายแลกเงิน คนหนึ่งได้สองตำลึง ตำแหน่งขุนนางไม่ต่ำ แต่กลับเอาแม้แต่เงินน้อยนิดพวกนี้

วันที่ 10 เดือนห้า คนของนายกองพันต่งกล่าวกับคนในครอบครัวว่า นายกองพันต่งไปทำธุระที่เจียวโจวแถวๆ ไหลโจว แต่พอไปหาก็หาตัวไม่เจอ

ต่งช่วงสี่ไปยังหมู่บ้านประมงที่เจียวโจว หมู่บ้านนี้มี 10 ครัวเรือน แท้จริงแล้วเป็นที่พักชายฝั่งของโจรสลัด ปกติไม่เห็นผู้คนอยู่กัน แมวน้ำแห้งหายากก็เพราะส่งออกนอกทะเลกันหมด คนนายกองพันต่งล้วนมาเอาสินค้าที่นี่

ยามนี้หมู่บ้านเงียบกริบ ไม่เห็นผู้คน กลับมีเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาไม่หยุด ได้ยินแล้วหดหู่ยิ่ง ทำให้คนข้างๆ อดขนลุกไม่ได้

แต่ในหมู่บ้านไม่มีคน รอบๆ ก็วังเวงเงียบเหงา ผู้ใดย่อมไม่ได้ยินเสียงที่ร้องดังโหยหวนพวกนี้ สีหน้าต่งช่วงสี่ดำคล้ำยืนอยู่ตรงนั้น

เสียงร้องโหยหวนยิ่งดังทวีขึ้น ราวกับร้องสุดเสียง จากนั้นก็เงียบลง ประตูห้องเปิดออก ชายในเสื้อแขนสั้นเดินออกมา ชายผู้นั้นมือเปื้อนเลือด ต่งช่วงสี่ไม่สนใจ เข้าไปถามว่า

“พูดแล้วยัง?”

“ปาดไปหนึ่งดาบพร้อมเกลือราด เหล็กไหลก็ทนไม่ไหว เขาว่าปีก่อนนั้นมีคนเอาเงินมาให้ ให้เขาเติมบางอย่างลงในแมวน้ำ ได้มาเกือบ 3,000 ตำลึง”

ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าต่งช่วงสี่ก็ยิ่งดำคล้ำ กัดฟันกล่าวว่า

“เจ้าพวกชั่วนรก……”

ด่าทอน้ำเสียงหยาบคาย ต่งช่วงสี่กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นต่อว่า

“ครอบครัวนรกพวกนี้สี่ชีวิต ไม่ให้รอดได้แม้แต่คนเดียว ลากพวกมันออกนอกทะเลไป ปาดด้วยมีดแล้วโยนลงทะเลให้ปลากิน”

“3,000 ตำลึงนั่น……”

“กวาดได้เท่าไร ให้เจ้าหมด เสร็จเรื่องข้าจะให้อีก 2,000 ตำลึง จากนั้นเจ้าออกทะเลไป อีกสามเดือนค่อยกลับมา ตอนกลับมาอย่าลืมส่งคนมาแจ้งข้าด้วย”

ก็แค่ฆ่าคน ได้มาทีเดียว 5,000 ตำลึง ชายผู้นั้นยิ้มกล่าวว่า

“เรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการ ใต้เท้าต่งใจกว้างยิ่ง!”

“อีกครู่ข้าส่งคนมาดู เจ้าตั้งใจจัดการให้ดี วันหน้าย่อมให้เจ้ามากกว่านี้!!”

ต่งช่วงสี่สั่งการไป ก่อนจะรีบก้าวออกมา คนติดตามต่งช่วงสี่รออยู่ที่หมู่บ้านห่างออกไป เห็นต่งช่วงสี่เดินมา ก็ไม่เอ่ยทัก เห็นสีหน้าต่งช่วงสี่ก็รีบหยุด ต่งช่วงสี่ลังเลกล่าวว่า

“เจ้าเอารถม้าข้ากลับเมืองจี่หนานไปด่วน กลับไปบอกคนที่บ้านว่าข้าล้มป่วย เจ้าเตรียมม้าสามตัว ให้เสี่ยวลิ่วตามข้าไป ข้าจะไปที่อื่น!!”

************

“ลอกเอกสาร ยังลอกผิด เจ้าเรียนมายังไง ฎีกานี้หากให้ฝ่าบาททอดพระเนตร เกิดเหตุผิดพลาดก็เหมือนหลอกลวงฮ่องเต้ ความผิดนี่ ข้าต้องรับ หรือว่าเจ้ารับกัน!!”

ในห้องทำงานในนักส่วนพระองค์ เฝิงเป่าที่นิ่งมาตลอดกำลังตวาดดังลั่น หน้าโต๊ะหนังสือ มีขันทีอาลักษณ์อายุสิบกว่าคนหนึ่งกำลังโขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย

นอกจากจางเฉิง คนอื่นๆ ในสำนักส่วนพระองค์ต่างก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงช่วยเหลือ เฝิงเป่าตวาดจบ ก็เขวี้ยงฎีกาลงพื้น กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น

“ลากออกไปโบยสิบไม้ ให้เขาจดจำให้ดี กลับมาคัดอีกร้อยรอบ!!”

“ขอบคุณกงกง ขอบคุณกงกง!!”

ดีที่ยังมีโอกาสได้กลับมาคัดอีกร้อยรอบ แสดงว่าไม่ได้ขับไล่ออกจากสำนักส่วนพระองค์ แสดงว่าเฝิงเป่ายังเหลือน้ำใจให้ แต่ทุกคนก็ล้วนหวาดหวั่น เฝิงเป่ามีสถานะอันดับหนึ่งในวัง ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ วันนี้โมโหเช่นนี้ ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

ผู้ทำงานในสำนักส่วนพระองค์ล้วนเป็นคนมีสติปัญญา รู้เหตุที่ไปที่มา ท่านจางอาการแย่ลงทุกวัน ตอนนี้เห็นท่าไม่ไหวแล้ว ใจเฝิงกงกงก็ย่อมยิ่งร้อนใจขึ้นทุกวันๆ

ขันทีน้อยผู้นั้นถูกขันทีสองคนลากตัวออกไป จางเฉิงก็ขอตัวออกไป พอลุกขึ้นออกไปก็เรียกให้ขันทีสองคนที่ลากตัวขันทีน้อยออกไปไว้ กล่าวว่า

“เฝิงกงกงหวังดีต่อเขา พวกเจ้าก็เบามือหน่อย แตะๆ เสื้อผ้าก็พอ เด็กน้อยตัวเล็ก กว่าจะเรียนมาถึงวันนี้ได้ไม่ง่ายเลย โบยบาดเจ็บไปน่าเสียดาย!”

จางเฉิงดูแลเช่นนี้ ขันทีสองคนนั้นจะกล้าไม่รับฟังได้อย่างไร รีบคำนับรับคำทันทีกล่าวว่า

“จางกงกงช่างเมตตา ขอจางกงกงวางใจได้ ข้าน้อยรู้ว่าควรทำเช่นไร”

ขันทีน้อยดวงตาแดงก่ำ คุกเข่าโขกศีรษะสะอื้น จางเฉิงพยักหน้า ออกจากห้องไป ด้านนอกมีเกี้ยวรออยู่ จางเฉิงขึ้นเกี้ยวไป กล่าวว่า

“ไปห้องทรงอักษร!”

เกี้ยวแบกไปได้สิบกว่าก้าวก็มีคนวิ่งไล่ตามมา เข้ามากระซิบข้างเกี้ยวว่า

“หมอหลวงเพิ่งแจ้งข่าวมา เกรงว่าไม่เกินเจ็ดวันแล้ว”

จางเฉิงรับคำ สีหน้าเคร่งขรึมลงไปมาก ขันทีแบกเกี้ยวในวังล้วนเป็นคนที่ถูกฝึกมา แม้เดินเร็ว หากเกี้ยวก็ยังนิ่ง

พอเข้าเดือนหก ในเมืองหลวงก็เริ่มร้อน นั่งอยู่ในเกี้ยวก็รู้สึกอบอ้าว ได้แต่เลิกม่านขึ้น พอใกล้จะถึงห้องทรงอักษรคิ้วจางเฉิงอยู่ ๆ ก็ขมวดมุ่น บอกให้หยุดเกี้ยว เกี้ยวหยุดลง จางเฉิงลงจากเกี้ยวเข้าไปบอกกับคนแบกเกี้ยวว่า

“ทำไมคนหอเก็บตำรา ทางเหนือห้องทรงอักษรเปลี่ยนคนแล้ว ไปถามมาหน่อยว่าทำไม?”

คนติดตามวิ่งเข้าไปถาม ไม่นานก็วิ่งกลับมารายงานว่า

“……ทางนั้นว่าเบื้องบนเปลี่ยนคน พวกเขาได้แต่ทำตามคำสั่ง!!”

สีหน้าจางเฉิงเย็นเยียบ กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น

“ทางนั้นเปลี่ยนคนเป็นข้ากับเฝิงกงกงจัด ข้าไม่รู้เรื่องได้อย่างไร พวกเขาเปลี่ยนคนอย่างไรกัน เจ้ารีบไปสอบถามมาให้กระจ่างตอนนี้เลย”

*************

“นางกำนัลเตี่ยนชุ่ยแห่งตำหนักฉือหนิงกงจัดการหรือ?”

จางเฉิงไม่ได้อยู่ในห้องทรงอักษรนานนัก ขันทีที่ไปตามข่าวได้กลับมารายงาน เห็นหน้ำตาคำถามของจางเฉิง ขันทีผู้นั้นจึงกล่าวว่า

“หน่วยอารักขาไปรายงานตำหนักฉือหนิงกงทุกวัน องครักษ์ ขันทีและนางกำนัลเปลี่ยนเวรทุกวัน ล้วนทางนั้นจัดการ”

จางเฉิงหันไปมองห้องทรงอักษร กัดฟันกระซิบว่า

“รีบไปถนนทักษิณ ตามโจวอี้มาพบข้า รีบไปเร็ว!!!!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!