ตอนที่ 672 ราวกับหมูหมากาไก่
‘โบย 30 ทีตามกฎทหาร’ สั่งการไป ทหารในลานก็ไม่สนใจ ยังคงคุยเล่นกันต่อ แต่ทว่าพอคุยไปได้สองสามคำก็เริ่มได้สติเหมือนมีอันใดผิดปกติ
ทั่วลานที่เพิ่งเริ่มเสียงดังขึ้นก็เงียบกริบอย่างรวดเร็ว สายตาทหารเข้ารับการฝึกมองไปยังหวังทงบนเวทีไม้ มีคนมองไปทางทหารหลายสิบของหวังทง ในใจก็คิดว่าเจ้าแค่ไม่กี่สิบคิดทำอันใด นี่เราตั้งหลายร้อยนะ
ประตูหลังเวทีไม้เปิดออก มีคนอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่เข้ารับการฝึกก็มองอย่างตกใจ เห็นคนที่เข้ามาใหม่ ก็แค่ไม่ถึงร้อย ในชุดทหารลำลองพร้อมไม้พลองในมือ
อย่างไรก็คงเป็นคนมากต่อคนน้อยอยู่ดี ทหารเข้ารับการฝึกเริ่มใจกล้าขึ้น ทั่วลานแม้ว่าเงียบลง แต่บรรดาทหารเข้ารับการฝึกก็จ้องมองไม่วางตา
“ใต้เท้า แม้ข้าน้อยสั่งให้หยุด ก็เกรงว่าคงเอาไม่อยู่ อย่างไรก็เลี่ยงๆ หน่อยดีกว่า!!”
เห็นสถานการณ์เช่นนี้ นายกองพันเก่อด้านล่างเวทีก็กล่าวน้ำเสียงเครียดขึ้น หวังทงยังคงยืนมือไพล่หลังตรงท่าเดิม ยิ้มกล่าวว่า
“แค่พวกนกกระจิบนกกระจอกแค่นี้เอาไม่อยู่ จะกลัวพวกมันก่อการจลาจลทำไม ข้าจัดการได้!!”
หวังทงน้ำเสียงไม่พอใจ เก่อลี่กับโจวหลินปิ่งสบตากัน ไม่กล้าส่งเสียงอันใดต่อ เขาสองคงย่อมไม่ต้องเป็นกังวล ตรงหน้าพวกนี้เป็นคนพวกเขา แต่หากเป็นหวังทงเสียเปรียบ แม้ว่าสมใจคนหลายคน แต่เขาสองคนก็คงต้องรับเละอยู่ดี ได้ยินหวังทงยืนยันเช่นนี้ ก็ได้แต่คิดต่อว่าจะพูดอันใดต่อดี
เสียงเอะอะกลางลานด้านหน้า คิดจะแยกแยะพวกองครักษ์เสื้อแพรที่มาสายก็ง่ายมาก ตะวันออกพวกนั้น ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าทหาร 20 คนของหวังทงตั้งแถวยาวทำไมกัน
“อาศัยอันใดมาจับข้า ก็แค่มาสายไปครึ่งชั่วยาม ตอนข้าปฏิบัติหน้าที่ อยู่บ้านนอนทั้งวันเคยมีใครมายุ่งไหม!!”
บรรดาคนกลางลานเริ่มเอะอะไม่พอใจ ผู้หนึ่งในชุดนายกองธงใหญ่คำรามตวาดดัง ด้านหลังมีคนมารวมตัวกันหลายสิบคน
มาสายเกือบสองร้อย ล้วนอยู่ตรงนี้ ด้านหน้าหลายสิบคนก็เริ่มตะโกนกราดเกรี้ยว คนที่เหลือก็มองอย่างหวาดกลัว คนที่นำทหารออกจัดการก็คือเป้าเอ้อร์เสี่ยว เขาฝึกในกองกำลังหู่เวยมาหลายปี รัศมีทหารจับไม่น้อย ได้ยินนายกองธงใหญ่กล่าวเช่นนี้ ก็ตอบอย่างเย็นชาว่า
“กฎทหารกำหนดให้รวมตัวกันยามเฉินครึ่ง เจ้ามาสาย หรือว่าไม่ฝ่าฝืนกฎกัน หากในยามสงคราม ตัดหัวเจ้าก็ยังไม่ผิดอันใด”
พอเป้าเอ้อร์เสี่ยวกล่าวเช่นนี้ นายกองธงใหญ่ก็อึ้งไป ตามมาด้วยคำรามดังด่าขึ้น
“กฎทหารมารดาเจ้าสิ องครักษ์เสื้อแพรเราปฏิบัติงาน เกี่ยวอันได้กับทหารบ้านนอกหยาบช้าเช่นพวกเจ้าด้วย!!”
เป้าเอ้อร์เสี่ยวสีหน้าดำทะมึน กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น
“ไม่ต้องพูดมากไร้สาระ รับการโบยเสียโดยดี ทำตัวดีๆ หน่อย จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวมาก!!!”
กล่าวจบก็ก้าวเข้าไป นายกองธงใหญ่อายุราว 30 กว่าเห็นเป้าเอ้อร์เสี่ยวอายุยังไม่ถึง 20 ดี ก็ดูแคลน คิดว่ากล่าวขู่แล้วจะได้ผล คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจ
นายกองธงใหญ่ผู้นี้คิดว่าตนเองเป็นคนมีระดับ ตอนนี้ต่อหน้าคนนับร้อย ก็ยิ่งไม่อาจเสียหน้าได้ พอเห็นเป้าเอ้อร์เสี่ยวก้าวเข้ามา ก็ร้อนใจ หันไปคว้าดาบที่พกติดตัวมาชักออกมา
“เจ้าพวกหยาบช้าจากเทียนจินพวกนี้ เห็นพวกเราเป็นอะไรกัน ไม่ให้พวกเขาได้รู้จักข้าเสียบ้าง วันหน้าไม่รู้จะต้องรับกรรมอีกเท่าไร!!”
“ใช่เลยๆ สั่งสอนพวกมัน แม้แต่ผู้บัญชาการลั่วยังต้องพูดกันด้วยเหตุผลกับเรา รองผู้บัญชาการเหรินก็ยังต้องยอมอ่อนให้พวกเรา!!”
ไม่รู้ผู้ใดกล่าวเสริมขึ้น อยู่ๆ ก็กระพืดโหมไฟให้แรงขึ้น ตอนนั้นเริ่มมีสิบกว่าคนด่าทอชักดาบออกมา พวกฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้มาสายก็ชี้ไปด่าไป
ทหารหวังทงที่เรียงแถวยาวก็เงียบไปกลับหลังหันประจันหน้ากับพวกฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้มาสายพอดี เห็นการเคลื่อนไหวที่พร้อมเอาเรื่องเช่นนี้ คนฝั่งตะวันตกที่เงียบไปก็เริ่มโมโห เริ่มด่าทอขึ้นอีก วาจาหยาบคายอันใดก็พ่นออกมาหมด
คนพวกนี้ล้วนเป็นคนพื้นเพในเมืองหลวง แต่เล็กฝึกฝนจนเก่งกล้า อื่น ๆ ไม่ว่า แต่ด่าคนนับได้ว่าอันดับหนึ่ง ทหารหวังทงที่กลับหลังหันมาเริ่มเดือด แต่ก็ยังกัดฟันทน
สถานการณ์เริ่มเอาไม่อยู่ โจวหลินปิ่งข้างเวทีหันไปมองหวังทง เห็นหวังทงสีหน้ายังคงยิ้ม ยังคงรักษาท่ายืนแบบเดิมมองไปข้างหน้า เขาอดไม่ได้ตะโกนขึ้นว่า
“คนงานท่าน……”
ยังไม่ทันตะโกนออกมา ก็ถูกหวังทงขึ้นเสียงขัดขึ้น กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น
“ให้พวกเขาก่อเรื่อง ไม่ต้องคุม!”
ในความเป็นจริงนั้นไม่จำเป็นต้องขึ้นเสียงดัง พื้นที่กว้างเช่นนี้ย่อมไม่ได้ยิน เริ่มวุ่นวายกันได้ระดับหนึ่งแล้ว
เป้าเอ้อร์เสี่ยวเห็นด้านหน้าชักดาบออกมาชี้ใส่และด่าทอหยาบคายยากรับฟัง เขาก็เดินเข้าไปถ่มน้ำลาย ยกไม้พลองยาวห้าฟุตในมือขึ้นชี้ไป ทหารร้อยนายของเขาเริ่มเปลี่ยนขบวนเป็นสิบคนหนึ่งแถวทันที ไม้พลองในมือเป้าเอ้อร์เสี่ยวสะบัด ทหารแถวสี่เหลี่ยมตะโกนดังพร้อมกัน
“โยนอาวุธทิ้ง คุกเข่าลงละเว้น!!”
ร้อยคนตะโกนพร้อมกันทำเอาทั่วบริเวณสะเทือนไหวต้องเงียบลง ยังไม่ทันให้นายกองธงใหญ่ผู้นั้นได้สติ เป้าเอ้อร์เสี่ยวก็ชี้ไม้พลองไปด้านหน้าตะโกนดังว่า
“ลงมือ!!”
ขบวนแถวสี่เหลื่อมเล็กก็ก้าวเท้ายาวขึ้นหน้า ไปตรงหน้านายกองธงใหญ่ผู้นั้นที่ส่งเสียงร้องดังขึ้น กำลังจะลงมือ ก็ไม่รู้จะลงมืออย่างไร ยกดาบแทงหรือว่าฟันดี หรือว่าหันหลังวิ่งหนี แต่คนด้านหลังก็กำลังดูอยู่เยอะ หากหนีใช่ว่าขายหน้าแย่หรือ
แต่ไม่ปล่อยให้เขาได้คิดนาน เป้าเอ้อร์เสี่ยวมาถึงตรงหน้าแล้ว ไม้พลองสามสี่อันแทงใส่ ดาบในมือนายกองธงใหญ่ยังไม่ทันได้ขยับ ก็ถูกไม้พลองตีเข้าที่ข้อมือ ส่งเสียงร้องเจ็บปวด ปล่อยดาบร่วงทันที ท้องและขาก็ล้วนถูกไม้แทงใส่ เจ็บปวดไปทุกส่วน ถึงกับต้องคุกเข่าลงกับพื้น
นายกองธงใหญ่คุกเข่าลงกับพื้น พอดีที่ขบวนแถวเหลี่ยมมาถึงตรงหน้า ถูกคนตรงหน้าถีบเข้าทีหนึ่ง สิบคนเหยียบย่ำข้ามไป พอขบวนแถวเหลี่ยมข้ามผ่านไป ชั่วขณะหนึ่งไม่อาจลุกขึ้นมาได้
ขบวนแถวเหลี่ยมหากถือทวนยาวในมือ นั่นย่อมแทงตาย แต่เป็นไม้พลอง ก็แค่เอาไว้รับมือกับพวกเดียวกันที่ไม่ทำตามกฎ ไม่ต้องยุ่งยากมาก ไม้พลองห้าฟุตขอแค่แทงออกไป หากไม่แทงโดนแขนก็แทงโดนขา
ความจริงแล้ว พวกเป้าเอ้อร์เสี่ยวยังออมมืออยู่ ไม่เช่นนี้ไม้พลองใช้แรงมาก กระดูกเส้นเอ็นก็ขาดได้ง่ายมาก แม้เป็นเช่นนี้ พวกองครักษ์เสื้อแพรสิบกว่าคนที่ขวางหน้าก็ยังถูกดีดกระเด็นไปพ้นทางไม่เหลือ
มีสิบกว่าคนชักดาบออกมา มีคนไม่รู้ว่าชักดาบหรือไม่ชักดี มีคนชักดาบไม่ออก ไมรู้ทำไม ยังมีคนชักดาบปักวสันต์ออกมาฟันมั่วไปหมด วุ่นวายกันไปทั้งแถบ พวกเปะปะเช่นนี้จะมาสู้อันใดกับขบวนที่เป็นระเบียบอย่างทหารกองกำลังหู่เวยที่ฝึกมานานได้
แค่ปะทะกันครั้งเดียว เมื่อครู่หลายสิบคนที่ฮึดฮัดเอาเรื่องก็ล้มระเนระนาดไปหมด ไม่น้อยถูกฟาดกลิ้งไปกับพื้น แม้แต่จะตะกายขึ้นมายังไม่ทัน ถูกขบวนแถวเหลี่ยมย่ำข้ามไป
ชั่วพริบตาเดียวที่พื้นก็เต็มไปด้วยคนที่นอนบ้างคลานบ้าง พวกคนที่มาจากเมื่อครู่ยังไม่ได้เข้ามาร่วมวง แต่พอเห็นก็มองกันตาค้างไปแล้ว
“โยนอาวุธทิ้ง คุกเข่าลงละเว้น!!”
ทะลายกลุ่มนายกองธงใหญ่ผู้นี้ราบคาบไป เป้าเอ้อร์เสี่ยวก็หยุดขบวนจัดแถว แล้วก็ตะโกนดังต่อ เห็นพวกที่นอนกับพื้นแล้ว ยังส่งเสียงร้องขอชีวิต คนอื่นๆ มองไปยังพวกคนที่มาสายที่เริ่มลนลาน ตอนนี้ดูแล้ว ไม่ว่าอย่างไร โบย 30 ทีคงต้องโดนแน่แล้ว สู้ก็สู้ไม่ไหว หรือว่าต้องให้โดนกำราบให้หลาบจำให้ได้
เป้าเอ้อร์เสี่ยวมองซ้ายมองขวา มองไปทางคนกองหนึ่งที่มากหน่อย เขายกไม้พลองในมือขึ้น ยังไม่ทันสั่งให้เดินหน้า ทหารองครักษ์เสื้อแพรเบื้องหน้าก็ปลดดาบออกโยนลงพื้นกันหมด คุกเข่าลงกับพื้นทันที
เมื่อครู่ยังด่าหยาบคายยากรับฟัง เป้าเอ้อร์เสี่ยวยังคิดว่ายังต้องลงมืออีกที คิดไม่ถึงว่าจะง่ายดายเพียงนี้ ตนเองหันไปทางพวกที่คุกเข่าลงตรงหน้า
“ทั้งหมดซ้ายหัน!!!”
คนมาสายพวกหนึ่งล้มกลิ้งกับพื้น อีกพวกคุกเข่า ยังหรืออีกทางหนึ่ง เป้าเอ้อร์เสี่ยวตะโกนเปลี่ยนเป้าหมายโจมตี ขบวนแถวเหลี่ยมร้อยคนก็หันอย่างรวดเร็ว เพราะกองกำลังหู่เวยมีการฝึกพิเศษ เป้าเอ้อร์เสี่ยวสองมือกุมไม้พลองไว้ เพิ่งจัดไปสองกลุ่ม ยังไม่สะใจเลย กว่าใต้เท้าจะเปิดโอกาสให้แสดงฝีมือ อีกฝ่ายยังเป็นดังกระสอบหญ้ากระจอกเช่นนี้อีก
สุดท้ายทั้งหมดไม่ต้องรอให้เป้าเอ้อร์เสี่ยวจัดแถวเข้าปะทะ ก็พากันโยนอาวุธคุกเข่าลง เป้าเอ้อร์เสี่ยวอัดอั้นอยู่นานตอนนี้ได้แต่อัดอั้นต่อ เกือบหลุดด่าออกมา คนพวกนี้นับว่าเป็นตระกูลองครักษ์เสื้อแพรหรือ อย่างไรก็เป็นตระกูลบู๊ เหตุใดจึงเป็นดังกระสอบหญ้าเช่นนี้ได้
เดิมพวกทางตะวันตกที่ส่งเสียงตะโกนดันไม่กลัวเกรงหลายร้อย ยามนี้เงียบกริบราว ทหาร 20 กว่านายหวังทงถือไม้พลองตรงหน้าคุมอยู่ มองคนหลายร้อยด้วยสายตาเย็นชา
ทหารองครักษ์เสื้อแพรหลายร้อยถูกทหาร 20 กว่าหวังทงจ้องมอง ไม่มีสักคนคิดต่อต้าน พวกด้านนอกสุดพวกนั้นกลับเอาแต่ถดตัวหลบเข้าด้านใน
ต่อมาเพียงแต่ไม่มีคำ เมื่อครู่ที่ไม่อาจควบคุมได้ก็เริ่มเงียบลง โรงบ้านมีเสียงเอะอะดัง แต่นอกจากเสียงร้องอย่างเจ็บปวดแล้วก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก
“กระสอบหญ้าเช่นนี้ ยังจะมีพวกก่อการจลาจลได้อย่างไร!!”
หวังทงบนเวทีไม้กล่าวเสียงเย็นเยียบขึ้น โจวหลินปิ่งกับเก่อลี่แม้ว่าเหตุการณ์สงบแล้ว ในใจเริ่มนิ่งสงบลง แต่พอได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ก็เริ่มรู้สึกขายหน้า
“ให้ทุกคนยืนประจำกองร้อยตัวเอง นายกองพันสองคนจดชื่อคนที่ควรมาแต่ไม่มาออกมาให้หมด ส่งรายชื่อให้ข้า!!”
หวังทงบนเวทีออกคำสั่งเสียงเข้ม นายกองพันสองคนเบื้องล่างรีบรับคำ หวังทงหันไปมองกำแพง หลังกำแพงเขายังเตรียมทหารในชุดเกราะไว้สองกองร้อย คิดไม่ถึงว่าองครักษ์เสื้อแพรเมืองหลวงพวกนี้จะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้อีก ไม่จำเป็นต้องใช้ทหารชุดเกราะเลยสักคน
เจ้าหน้าที่ชุดดำพร้อมไม้โบยสิบกว่านายแยกเป็นสองแถวข้างเวทีไม้ เป็นเจ้าหน้าที่ลงทัณฑ์ที่เชิญมาโดยเฉพาะ หวังทงสูดลมหายใจเข้าก่อนจะตะโกนดัง
“จัดแถว มารดาเจ้าสิ ยืนจัดแถวให้ดี!!!”
เบื้องล่างเงียบกริบ พวกที่ยังสามารถยืนขึ้นได้ก็พยายามยืนให้ตรงที่สุด ไม่มีใครกล้าทำชักช้า



