ตอนที่ 763 ค่อยๆ โจมตีเมือง
ผ่านมาสี่วันหลังเริ่มเปิดศึก เมื่อวานรบกันดุเดือด ศึกใหญ่ที่สร้างความตกใจ ทำให้ไม่ว่าทหารหมิงด้านล่างกำแพงเมืองหรือทหารนอกด่านบนกำแพงเมือง ยามนี้ไม่มีกระจิตกระใจสักเท่าไร
หลังอาหารเช้า เริ่มถอนกระโจม ตอนถอนกระโจม ทางฝั่งเมืองกุยฮว่าเฉิงก็มีหัวทหารม้าโผล่ขึ้นมา อย่างไรก็ตามการถอนกระโจมค่อนข้างวุ่นวาย เป็นช่วงเวลาโจมตีที่ดีที่สุด
แต่ทหารหมิงเห็นชัดว่าไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลงมือ รักษาการณ์แน่นหนา พอเห็นว่าไม่มีโอกาส ทหารม้าพวกนอกด่านชุดนั้นก็พากันหายตัวไป ดูท่าน่าจะกลับเข้าเมืองไปแล้ว
ทัพม้าคุ้มกันอยู่สองปีกค่ายรถศึก ขบวนทัพใหญ่ค่อยๆ เดินเข้าใกล้ประตูเมือง ม้าสายสืบหมิงก็วิ่งไปกลับไปหยุดเพื่อรายงานสภาพบนกำแพงเมืองให้หวังทงได้รู้
ไม่มีข่าวใหม่อันใด ก็แค่ทหารมารวมตัวกัน บนกำแพงเตรียมการเคร่งเครียด เป็นเรื่องในความคาดหมาย ไม่ได้มีผลอันใดกลับการเดินทัพ
เดินทัพไปถึงกำแพงเมืองยังอีกสองชั่วยาม ระหว่างทางก็สามารถมองเห็นจากที่ไกลๆ ว่ามีการเคลื่อนไหวของฝูงสัตว์จำนวนมาก กำลังพวกนอกด่านที่เมืองกุยฮว่าเฉิงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว ฤดูหนาวก็จะมีหลายชนเผ่ามาพักกันที่นี่ อยู่ในเมืองหาของง่าย และยังสามารถค้าขายได้ด้วย
หลังสงครามการรบครั้งใหญ่เช่นเมื่อวาน เมืองกุยฮว่าเฉิงก็ปิดประตูแน่น ไม่สนใจเผ่าอื่นๆ เผ่าพวกนี้ย่อมต้องออกไปให้ห่าง
แต่ทว่าก็ต้องดูโชคด้วย เผ่าไร้สัตว์เลี้ยงไม่อาจมีชีวิตผ่านฤดูหนาวไปได้ ดังนั้นจึงต้องเอาไปด้วย แต่หากเอาไปด้วยก็เดินทางได้ช้า ถูกทหารหมิงไล่ตามมาถึงตัวได้ง่ายมาก
จะว่าไป การรบเมื่อวานนั้น บรรดาเผ่ารอบๆ เหล่านี้ไม่คิดว่าทหารหมิงจะได้ชัยชนะ หลายเผ่ายังส่งนักรบมาช่วยรบด้วย แต่พอผลการรบออกมาแล้ว คิดจะทำอันใดก็สายไปเสียแล้ว กลางคืนไล่ต้อนฝูงสัตว์ให้เดินทาง จะทำให้สัตว์หายได้ง่าย หรือถึงกับกระจัดกระจายหายไปหมดเผ่าเลยก็ได้
เห็นทหารหมิงมุ่งตรงไปเมืองกุยฮว่าเฉิง หัวหน้าเผ่าต่างๆ ก็เบาใจ แม้ว่าชีวิตนี้ตนเองจะเห็นเมืองใหญ่เช่นเมืองกุยฮว่าเฉิงนี้เพียงเมืองเดียว แต่พวกเขาก็รู้ว่าการจะโจมตีประตูเมืองนั้นต้องใช้เวลาไม่ใช่นับกันแค่กี่วัน หากต้องนานกว่านั้น
ในเมื่อทหารหมิงจะโจมตี เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีเวลามาสนใจพวกเขาแล้ว อาศัยจังหวะนี้รีบหนีดีที่สุด
ทัพทหารหมิงเดินทัพได้ไม่เร็ว ที่จริงแล้วสามารถเดินทัพได้เร็วเช่นนี้ก็เพราะผลการรบเมื่อวาน กำแพงเมืองกุยฮว่าเฉิงมีความคล้ายกับของแผ่นดินหมิงมาก
มีกำแพงเมืองเป็นศูนย์กลาง รอบด้านเป็นที่นา และยังมีแม่น้ำไหลผ่าน ชาวฮั่นเกือบสองแสนทำไร่ทำนากันอยู่ เผ่าอันต๋าอยู่เหนือเผ่ามองโกลอื่นๆ ก็เพราะที่นี่
ที่นาย่อมมีคันนา คันนาดินอ่อน และยังมีร่องดิน รถใหญ่เดินทางไม่สะดวก แต่เมื่อวานทหารม้าจำนวนมากออกรบ รอยเท้าม้าย่ำนับหมื่นก็ทำให้ที่นานั้นเรียบแน่นลงลงมาก รถใหญ่จึงเคลื่อนได้สะดวกขึ้น
เหมือนกับกำแพงเมืองแผ่นดินหมิง ไม่ใช่ว่าชาวนาทุกคนจะอาศัยอยู่ในกำแพงเมือง รอบนอกกำแพงเมืองก็ย่อมมีพื้นที่ไว้ป้องกันภัย นอกจากพื้นที่ส่วนนี้ก็ล้วนเป็นบ้านเรือนชาวบ้าน
พื้นที่นี้สู้ในเมืองไม่ได้ ใช่ว่าจะแค่ทรุดโทรมดูไม่เป็นระเบียบเท่านั้น พื้นที่เช่นนี้ที่เมืองหลวงกับเมืองหนานจิงก็เช่นกัน อย่าว่าแต่เมืองกุยฮว่าเฉิงของพวกนอกด่านเลย
นอกเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นเพิงที่สร้างจากโคลนกับฟางแห้ง ระหว่างเพิงยังสามารถมองเห็นพื้นที่ว่าง เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่ทว่าลองคิดดูก็เข้าใจได้ ที่นี่ก็คือพื้นที่ตั้งกระโจม นอกเมืองย่อมมีพื้นที่ให้ชาวฮั่นกับชาวมองโกลที่ยากลำบากได้พักอาศัย
พอทัพใหญ่มาถึง คนพวกนี้ก็ย่อมไม่อยู่ต่อในพื้นที่อีก บ้างก็หนีเข้าเมือง บ้างก็ไปพึ่งพาเผ่าอื่น
ทหารม้าหมิงวิ่งมาก็หยุดเป็นพักๆ มีทหารกลุ่มละราวสิบกว่านาย ใช้โล่เป็นกำลังก่อนจะเข้าไปตรวจสอบดู ดูให้เห็นว่ามีการซุ่มโจมตีของทหารนอกด่านหรือไม่
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอันใด นอกจากพวกหนีไม่ทันหรือคนแก่ที่หนีไม่ไหว ก็ไม่มีผู้ใดหลบซ่อนอยู่อีก
แม้ว่าบ้านเรือนนอกเมืองจะทรุดโทรมไร้ระเบียบ แต่เมืองกุยฮว่าเฉิงนั้นเป็นระเบียบมาก สี่ด้านกำแพงเมืองล้วนมีคูน้ำลึก คูน้ำนี้ในวันอากาศอบอุ่นก็จะนำน้ำในแม่น้ำผันเข้ามาเพื่อเป็นปราการป้องเมือง หากในฤดูที่จะเป็นน้ำแข็งก็จะปล่อยน้ำออกไป ให้กลายเป็นบ่อโคลน
พื้นที่นอกบ่อโคลนก็เป็นพื้นที่ว่างเปล่าราว 200 ก้าว ไม่ให้ชาวบ้านมาสร้างบ้านเรือนหรือสิ่งก่อสร้างใด พื้นที่นี่ใช้เพื่อเตรียมการป้องกันเมือง
ประตูเมืองย่อมไม่ต้องพูดถึง ใช้สะพานแขวนด้วยโซ่เหล็กเส้นหนา ยามนี้ย่อมดึงขึ้น คิดจะโจมตีกำแพงเมืองก็ย่อมต้องข้ามบ่อโคลนที่ทั้งกว้างและลึกไปให้ได้ก่อน แต่สถานการณ์ตอนนี้ หากบุกเข้าไปถึงริมบ่อโคลนก็ย่อมถูกปืนบนกำแพงเมืองระดมยิงจากระยะไกล
เมื่อเดินอยู่ในพื้นที่ชาวบ้านนอกเขตเมือง การเคลื่อนทัพก็ยิ่งช้าลง เดินอยู่ด้านหน้าสุดก็ประมาณระยะห่างของกองทัพกับกำแพงเมือง
ตอนเหลือระยะทางอีกราวห้าร้อยก้าว ก็รีบมารายงานหวังทง หวังทงมีคำสั่งลงไป ทัพใหญ่ก็หยุดทัพ แรงงานในกองทัพทำงานกันจนชินแล้ว ก็หยิบเตรียมของ สร้างหอสังเกตการณ์บนตัวรถ
“แม่ทัพใหญ่ บนกำแพงเมืองไม่เห็นปืนใหญ่หุยหุย!!”
ทหารบนหอสังเกตการณ์รายงานลงมา ประสิทธิภาพการมองเห็นย่อมไม่ต้องพูดถึง เครื่องดีดก้อนหินขนาดใหญ่เช่นนั้นหากวางอยู่บนกำแพงเมืองย่อมสะดุดตา
หวังทงพยักหน้ากล่าวว่า
“ให้เชลยที่จับมาเข็นรถไปที่ริมกำแพงเมือง!”
ทหารถ่ายทอดคำสั่งไปด้านหน้า เชลยถูกนำตัวไปเข็นรถ เชลยเหล่านี้ล้วนอยู่ในชุดทหารหมิง บนกำแพงเมืองมองลงมา ย่อมแยกไม่ออก
พลปืนไฟกองกำลังหู่เวย ยังมีพลธนูต่างก็ยืนอยู่แถวหน้า พวกเชลยพอรู้ว่าต้องไปทำอันใด ก็เริ่มอึ้ง บ้างก็ดิ้นรนขัดขืน
การขัดขืนเช่นนี้ก็จัดการง่ายมาก พลปืนไฟเล็งที่หัวยิงทิ้งทันที ระยะยิงใกล้ ก็เหมือนกับค้อนทุบหัวแตกเป็นเสี่ยง เลือดไหลนอง สภาพน่าตกตะลึงยิ่ง
เชลยที่เหลือพอเห็นเช่นนี้ ก็พากันนิ่งทันที บนกำแพงเมืองกุยฮว่าเฉิงมองลงมาเห็น แต่ก็คิดว่าทหารหมิงกำลังไม่ยินยอมกัน ก็แค่บังคับให้คนในกองทัพขึ้นบุกก็เท่านั้น
ถูกขู่ด้วยความตาย พวกเชลยก็ย่อมไม่กล้าทำอันใด ได้แต่ทำตามคำสั่งทหารหมิงเข็นรถไปยันกำแพงเมือง ปืนไฟยิงได้ร้อยก้าว ธนูยิงได้หลายสิบก้าว พลธนูกับพลปืนไฟอยู่ด้านหลังตามมาในระยะพอควร หากมีการขัดขืนก็จะสังหารแล้วหนีกลับได้
รถคันหน้าสุดเข็นไปได้ระยะหนึ่ง รถด้านหลังก็เริ่มช้าลง บนกำแพงมองมา เหมือนทหารหมิงจะเริ่มเข้าใกล้ตีนกำแพงเมือง
แม้ว่าบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างสองข้างทางจะเกะกะไม่เป็นระเบียบ แต่เส้นทางใหญ่ไปสู่ประตูเมืองเรียกได้ว่ากว้างขวางมาก เพียงพอให้รถหลายคันเรียงแถวเดินหน้าได้ พอเดินผ่านพื้นที่ชาวบ้าน เข้าสู่พื้นที่ว่างหน้ากำแพงเมือง เชลยชาวนอกด่านที่เข็นรถอยู่ด้านหน้าเริ่มลนลานอย่างเห็นได้ชัด มีคนคิดหนี หากพลธนูกับพลปืนไฟหมิงก็จะยิงสังหารทันที
รถใหญ่แถวหน้าสุดสิบกว่ากันจึงได้แต่ช้าลง หากไม่ได้หยุดเดินหน้าต่อ พอออกจากพื้นที่บ้านเรือนชาวบ้านได้ไม่กี่สิบก้าว บนกำแพงเมืองก็มีคำสั่งดัง จากนั้นกองทัพหมิงแถวหน้าก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในเมืองชัดเจน น่าจะเป็นหลังกำแพงเมือง เสียงโซ่กับยกของหนักจากที่สูง
หลังการรบเมื่อวาน ทหารหมิงไม่แปลกใจในเสียงนี้ เป็นเสียงเคลื่อนไหวของเครื่องดีดก้อนหิน ตามคาด เสียงดังลอยมา กระสุนหินหลายลูกยิงมาจากหลังกำแพง มุมกะได้พอดี กระสุนหินยิงเข้าใส่ขบวนรถที่กำลังเคลื่อนเดินหน้าอยู่
เหมือนกับเมื่อวาน รถใหญ่พังยับเยิน คนหลังรถถูกกระสุนหินกระแทกร่างแหลก พวกปฏิกิริยาไวคิดหนี ก็ย่อมไม่อาจหนีพ้นเศษไม้ที่ปลิวว่อน รถสิบกว่าคันพริบตาก็กลายเป็นซากกองโต คนที่เหลือคิดวิ่งหนี พลปืนไฟกับพลธนูด้านหลังกลับไม่ปล่อยพวกเขาไป
เครื่องดีดก้อนหินยิงออกมา พวกทหารหมิงที่ค่อยๆ บุกก็หยุดลง หวังทงไม่ได้ขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์และไม่ได้ขึ้นไปบนรถม้า เขาขี่ม้ามาพร้อมกับพวกหยางจิ้น ยามนี้ก็หยุดเช่นกัน หวังทงยิ้มกล่าวว่า
“หากรอให้ทัพเราเข้าใกล้ตั้งแถวขอบกำแพงเมือง เครื่องดีดก้อนหินยิงอีก ใช่ว่าจะสังหารพวกเรามากกว่านี้หรือ ดูท่าพวกนอกด่านไม่คิดจะสู้กับพวกเรานานนัก รอให้พวกเราเสบียงหมดถอนกำลังกลับเอง ฝันไปเถอะ!”
ทุกคนหัวเราะตาม หวังทงเสียงดังขึ้นว่า
“ทหารจี้โจวนำกำลังสามค่าย คนงานทั้งหมด ไปจัดการพื้นที่ห่างจากรอบกำแพงเมืองสี่ร้อยก้าวให้เรียบเตียน ถานเจี้ยน เจ้าไปกำหนดขีดเส้นเขตสี่ร้อยก้าว หากก้าวพ้นเส้นสังหารทันที!”
คำสั่งสั่งการลงไป พวกหยางจิ้นรับคำสั่ง รอพวกเขาจัดเตรียมเสร็จ ขันทีคุมเสบียงไช่หนานเข้ามากระซิบว่า
“แม่ทัพใหญ่ ไยไม่ใช้เชลย ให้ทหารจี้โจวเป็นแรงงาน เกรงว่าไม่ยินยอม!”
“เชลยทำงานไหนเลยจะตั้งใจ เวลากระชั้นชิด เสียเวลาไม่ได้ จะว่าไป ให้พวกเชลยเก็บแรงไว้ก่อน รอเอาไว้ใช้ยกใหญ่อีกรอบ”
เพิงบ้านที่สร้างจากดินโคลนและฟางแห้งเรียกได้ว่าไม่มั่นคงแน่นหนาสักเท่าไร รื้อถอนก็ง่ายมาก ทหารเมืองจี้โจวใช้ท่อนไม้กระแทก บรรดาคนงานก็ขนเศษดินเศษไม้ออกไป คนเกือบหมื่นลงแรง พื้นที่ก็โล่งเตียนอย่างรวดเร็ว
ถานเจี้ยนนำกองกำลังหู่เวยส่วนหนึ่งออกกะระยะ 400 ก้าววาดเส้นเขตแบ่ง กำชับพวกทหารกับคนงานอย่างเด็ดขาดว่าห้ามก้าวพ้นเขต แม้ว่าพวกนอกด่านจะเคลื่อนไหวกันตลอด แต่ก็ไม่ได้ทำอันใด
“เอาพวกว่องไวขึ้นหน้า เข้าเก็บกวาดพื้นที่หน้ากำแพงเมือง สิบก้าวหยุด ห้ามบุกพลการ”
หวังทงสั่งการลงไปอีก เมื่อครู่ที่ยิงกันดังระลอกหนึ่ง ทหารแต่ละค่ายมีคนขึ้นหน้าเก็บกวาด ขณะเก็บกวาด ทัพม้า พลปืนไฟ พลปืนใหญ่ก็อยู่ในภาวะเตรียมพร้อมรบ สองข้างเมืองกุยฮว่าเฉิงมีทหารม้าโผล่ผลุบหลายครั้ง แต่ก็หดหัวกลับไป
ค่อยๆ เดินหน้าไปเช่นนี้ พอพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ก็ไปถึงระยะห่างเพียงแค่ 250 ก้าวเท่านั้น ในกำแพงเมืองยิงกระสุนหินออกมาเป็นระยะ หวังทงยิ้ม
