บทที่ 41 เสื้อผ้าหนึ่งชุดใส่สามปี
ทั้งสามคนเข้ามาในห้อง ที่ทำให้หลานเยี่ยตกใจอย่างมากก็คือสภาพห้องเหมือนสตรีที่มาจากสกุลสูงนี่มันอะไรกัน?
“นี่เจ้า?” หลานเยี่ยมองเขาใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
มู่หลีหัวเราะสองสามที โบกมือไปมา
“เฮ้อ พนันกับคนหนึ่งแล้วแพ้เข้า ผลลัพธ์ของการแพ้ก็คือเขาให้กระดาษข้ามาม้วนหนึ่ง ให้ข้าเปลี่ยนแปลงภายในห้องเป็นเหมือนตอนนี้”
“เชียนจื๋อซือช่างเป็นคนเจ้าสำราญเสียจริง ซื่อสัตย์ทำตามสัญญาเสียขนาดนี้ มองไปรอบๆ นี้ทั่วทั้งตระกูลหลานคนที่รู้ว่านี่คือที่พักของเจ้าคงมีไม่เกินห้าคนกระมัง” หลานเยี่ยเอาหน้าเข้าไปประชิด เหมือนว่าวางแผนกระทำมิดีมิร้ายกับมู่หลีอย่างไรอย่างนั้น
“เหอะ เหอะ ท่านประมุขควรพูดเรื่องงานได้แล้ว ท่านหัวหน้าทัพ เชิญนั่งเถิด”
หลานเยี่ยหันกลับไปมอง เป็นไปอย่างที่คาดไว้กระบี่ของหลานเฟิงแทบจะออกจากฝักมาอยู่แล้ว
“ข่าวของท่านเชียนจื๋อซือช่างว่องไวเสียจริง เมื่อครู่นี้พูดจบก็มาหาเจ้าต่อทันที แต่เจ้าก็รู้ข่าวเสียแล้ว”
ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนเมื่อเจอหน้ากันก็ไม่ค่อยถูกกันเท่าไรอยู่แล้ว คราวนี้มาถึงอี่จือชู่ หลานเฟิงย่อมไม่นั่งลงอย่างแน่นอน
“เอาเถิด พูดเรื่องงาน เมื่อครู่นี้เพิ่งเรียกพบบุคคลสำคัญ พูดเรื่องที่ทัพทหารตระกูลหลานจะเข้าไปในเขาเทียนปี้ ต่อไปข้าจะพูดเรื่องเส้นทางทัพอีกเส้นหนึ่ง”
“อีกเส้น? เสี่ยวเยี่ยเจ้าคิดจะสร้างภาพตบตาให้หลงเชื่อเพื่อหลอกฝ่ายตรงข้ามอย่างนั้นหรือ?”
“ฉลาด” หลานเยี่ยส่งสายตาชื่นชมให้มู่หลี
หลานเยี่ยจุ่มนิ้วลงในน้ำชาเล็กน้อย วาดแผนที่ลงบนโต๊ะง่ายๆ
“พื้นที่ตะวันออกของจิ่วหลิวอยู่ติดชิดกับเขาเทียนปี้ ด้านเหนือเป็นเมืองหลวง ด่านทางเข้าเขาเทียนปี้ทางด้านเหนือคือด่านเป่ยเฉิง พื้นที่เชื่อมต่อของจิ่วหลิวและเมืองหลวงนั้นเป็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อพันปีก่อน นี่คือสิ่งที่ลำบากที่สุด ไม่มีทางทางอื่นให้ไปได้ แค่การเคลื่อนไหวที่ใหญ่โตหน่อยก็ถูกค้นพบได้โดยง่าย ขุดอุโมงค์เห็นชัดว่าไม่ทันเวลา พวกเรามีเวลาจำกัด ดังนั้นต้องเดินผ่านประตูใหญ่ไป”
“แต่หัวหน้าทัพที่เฝ้าประตูใหญ่คือหลีเยี่ย คนคนนี้ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์เป็นอย่างมาก ต่อให้ราชสำนักในตอนนี้ตกอยู่ในมือของตระกูลเยี่ย ก็ยังคงจงรักภักดีเหมือนเดิมอย่างไม่มีที่เปรียบ อีกทั้งชาติกำเนิดก็ยังบริสุทธิ์ ไม่เคยมีอดีตที่ทำผิดมาก่อน คนคนนี้ จัดการได้ยาก!” มู่หลีขมวดคิ้วยุ่งเหมือนกำลังคิดมาก
“ในมือของท่านมู่หลียังมีคนที่จัดการไม่ได้อีกหรือ? ดูท่าทางของเจ้า ไม่ใช่ว่ารู้อยู่แล้วต้องจัดการอย่างไรหรือ”
“แน่นอน” มู่หลียิ้มเจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก
ภายในเสี้ยววินาทีนั้นหลานเยี่ยรู้สึกว่าตนไม่รู้จักคนคนนี้ แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่แปลกใจ อายุน้อยเท่านี้ก็สามารถครอบครองข่าวสารทั้งแผ่นดินเอาไว้ ย่อมไม่ใช่คนขี้หงอเป็นแน่
“อย่าทำร้ายคนไม่รู้เรื่องราว” พอพูดจบ หลานเยี่ยก็แอบเยาะตนเอง สงครามครั้งนี้คนที่ตายส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องราวหรืออย่างไร
“วางใจ หลีเยี่ยควรเป็นคนที่ตายนานแล้ว”
“ข้าเตรียมจะให้เจ้ารวมพลคนมีความสามารถในจิ่วหลิว แต่”
“แต่จิ่วหลิวเกิดความเคลื่อนไหวเมื่อไรตระกูลเยี่ยย่อมรู้เป็นแน่ ยากที่จะไม่ดิ้นรนสุดชีวิต แล้วบุกโจมตีเขาเทียนปี้จากด่านจยาโย่ว” มู่หลีพูดต่อจากหลานเยี่ย หลานเยี่ยยิ้มเป็นการเห็นด้วย
“เช่นนั้นต้องรบกวนท่านหัวหน้าทัพช่วยจัดการการป้องกันที่ด่านจยาโย่วให้ดีด้วย” มู่หลีมองหลานเฟิงอย่างไม่คิดกลัว จากนั้นหรือ ก็ไม่ได้รับปฏิกิริยาอะไรกลับมา แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่คาดหวังว่าจะได้รับปฏิกิริยาอะไร
ท้ายสุดหลังจากพวกเขาพูดคุยถกเถียงรายละเอียดเรื่องการบีบโจมตีแล้ว ก็เตรียมพร้อมลงมือ
ก่อนจะกลับ จู่ๆ มู่หลีก็เรียกหลานเยี่ยมาใกล้
“เสี่ยวเยี่ย เจ้ามานี้ก่อน” เห็นมู่หลีมีท่าทีจริงจัง หลานเยี่ยเดินเข้าไปด้วยสีหน้าสงสัย
“ทำไมหรือ มีเรื่องอะไรที่พูดต่อหน้าหลานเฟิงไม่ได้หรือ?”
“ข้าขอถามคำถามหนึ่งกับเจ้าอย่างจริงจัง? เสื้อผ้าของเจ้าใครเป็นคนเตรียมให้” เห็นแววตาจริงจังไม่มีที่เปรียบของมู่หลี หลานเยี่ยคิดจะฟาดเขาให้ตายจริงๆ
“แค่เรื่องนี้หรือ หลานเฟิงเป็นคนเตรียมให้ข้า ทำไมหรือ มีปัญหาอะไร”
“ข้าว่า เขาไม่คิดว่ามันน่าเบื่อเกินไปหรืออย่างไร? สามปีแล้ว เสื้อผ้าแบบเดิม สีเดิม ถึงกับให้เจ้าใส่สามปีเต็ม เขาชอบชุดนี้มากหรืออย่างไร? เอาเช่นนี้หลังจากนี้เสื้อผ้าของเจ้า ข้าจะเป็นคนเตรียม รับประกันว่าเจ้าดูแลหล่อเหลาสดใส หึ หึ ย๊าก”
แสงกระบี่ระลอกหนึ่งพุ่งเข้ามา
“หลานเฟิงเจ้ากล้าแอบฟังข้าหรือ เจ้าคนไร้ยางอาย ให้เสี่ยวเยี่ยใส่เสื้อผ้าชุดเดียวมาสามปี เจ้ากล้าอย่างนั้นหรือ? ย๊าก”
หลานเยี่ยยิ้มมองทั้งสองคน สีฟ้าเข้ม เขาไม่ได้เบื่อ หากเป็นไปได้เสื้อผ้าที่เขาเตรียมไว้ให้ เขายินยอมใส่ไปทั้งชีวิต



